สันต์ สะตอแมน
จะ “ตลก” หรือ “ซีเรียส” ..ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละคน!
สำหรับผม..ไม่ขำและไม่ได้จริงจังอะไรมากมายกับข้อเสนอให้ยกเลิกอาหาร สส.ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ด้วยคิดเอาว่า..ไม่มีทางเป็นไปได้!
แต่..อย่างน้อยข้อเสนอของคุณหมอวรงค์ก็ไม่ได้เป็นเพียงเสียงนกเสียงกา เพราะเวลานี้ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์-ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็นับเป็นเรื่องที่ดี
และด้วยไม่มีปัญญาไปถกเถียงกับใคร ผมเองจึงได้คุยกับ AI เชิงขอความเห็น โดยถาม.. “สส.ควรมีสวัสดิการ อาหารฟรี มีบำนาญไหม”?
คำตอบ.. “1.สส. มีสวัสดิการอาหารระหว่างการประชุมสภาฯ โดยงบประมาณค่าอาหารของ สส. 500 คน ในปี 2566 สูงถึงประมาณ 108 ล้านบาท
จึงมีการเสนอให้ ยกเลิกอาหารกลางวันฟรี เพื่อลดการใช้ภาษีประชาชน โดยมีข้อวิจารณ์ว่า สส.มีรายได้สูงกว่าแสนบาทต่อเดือนอยู่แล้ว ควรรับผิดชอบค่าอาหารด้วยตนเอง
2.อดีต สส. มีสิทธิได้รับ “เงินทุนเลี้ยงชีพ” (คล้ายบำนาญ) ตามระยะเวลาที่เคยดำรงตำแหน่ง โดยกองทุนนี้ส่วนหนึ่งมาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน
มีการเสนอให้ยกเลิกกองทุนบำนาญ สส. เนื่องจากมองว่าไม่เป็นธรรมต่อประชาชนทั่วไปที่ต้องทำงานและสมทบเงินเองเพื่อสวัสดิการยามเกษียณ
3.สส.ยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพื่อสนับสนุนการทำงาน ดังนี้: สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามจ่ายจริงแต่ไม่เกินเพดานที่กำหนด
: สิทธิในการเบิกค่าตั๋วเครื่องบิน รถไฟ และรถโดยสาร เพื่อมาประชุมรัฐสภาหรือไปราชการ
: สส.สามารถแต่งตั้งผู้ช่วยและที่ปรึกษาได้สูงสุด 8 คน โดยมีเงินเดือนแยกต่างหากจากงบประมาณรัฐ
สรุปมุมมองทางสังคม ๐ ฝ่ายที่เห็นควรมี: มองว่าเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้แทนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวระหว่างทำงาน
๐ ฝ่ายที่เห็นควรลด/ยกเลิก: มองว่า สส.เป็นอาสาสมัครที่มาทำงานการเมืองเพียงชั่วคราวและมีเงินเดือนสูงอยู่แล้ว จึงไม่ควรมีสวัสดิการที่ดู “อภิสิทธิ์” เกินกว่าข้าราชการหรือประชาชนทั่วไป”
คุณคิดว่าสวัสดิการส่วนไหนที่ควร “คงไว้” เพื่อให้เขาทำงานได้สะดวก และส่วนไหนที่ควร “ตัดออก” เพื่อประหยัดงบประมาณครับ?
“เรื่องนี้มักจะถูกพิจารณาจาก “ความสมดุล” ระหว่าง ความจำเป็นในการทำงาน กับความโปร่งใสต่อภาษี ดังนี้ครับ:
1.เรื่องอาหารฟรี ๐ มุมที่ควรมี: การประชุมสภาบางครั้งลากยาวถึงดึกดื่น การจัดอาหารให้ สส.ทานพร้อมกันช่วยให้การประชุมราบรื่นและต่อเนื่อง ไม่ต้องเสียเวลาออกไปหาทานข้างนอก
๐ มุมที่ควรปรับ: อาจไม่จำเป็นต้องเป็นมื้อหรูหรา หรือควรมีระบบ “จ่ายเองในราคาประหยัด” เหมือนโรงอาหารสวัสดิการทั่วไป
2.เรื่องบำนาญ (เงินทุนเลี้ยงชีพ) ๐ มุมที่ควรมี: เพื่อให้คนเก่งๆ ที่อาจจะไม่ได้รวยมาก กล้าทิ้งงานประจำมาอาสาทำงานการเมือง โดยมั่นใจว่าหลังหมดวาระจะมีเงินดูแลตัวเองได้บ้าง
๐ มุมที่ควรปรับ: ควรมีเงื่อนไขที่สะท้อนการทำงานจริง เช่น ต้องดำรงตำแหน่งครบวาระ หรือเป็นระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ สส.ต้องหักเงินเดือนตัวเองสะสมร่วมกับรัฐ (ไม่ใช่รัฐจ่ายให้ฝ่ายเดียว)
3.มุมมองโดยรวม: “อาสา” หรือ “อาชีพ”? ๐ หากเรามองว่าเขาคือ “ผู้สมัครใจมาอาสา” สวัสดิการก็ควรมีเท่าที่จำเป็นต่อการทำงาน (เช่น ค่าเดินทาง, อุปกรณ์ทำงาน)
๐ แต่ถ้าสวัสดิการสูงเกินไปจนกลายเป็น “อภิสิทธิ์” มันอาจดึงดูดคนที่อยากได้ “ลาภยศ” มากกว่าคนที่อยากมา “ทำงานให้ประชาชน” จริงๆ ครับ
สรุปสั้นๆ: สวัสดิการควรมีเพื่อให้เขา “ทำงานได้สะดวก” แต่ไม่ควรมีเพื่อให้เขา “อยู่สบายกว่าประชาชน” ที่เขาอาสามาทำงานแทนครับ”
ครับ..ก็ไม่เห็น “ท่านประธานสภาฯ ที่เคารพ” ต้องตลกเลยนิ!.

