เปลว สีเงิน
กรณี อธิบดีกรมฝนหลวง
“นายราเชน ศิลปะรายะ”
ถูกรัฐมนตรีเกษตรฯ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”
ย้ายไปเป็นผู้ตรวจฯ
จึงลาออกจากราชการ อ้างสาเหตุในใบลาออกว่า
“ไม่สามารถสนองงานนักการเมืองได้”!
ผมว่า “กลิ่นทุเรียน” ที่รัฐมนตรีศุภจีไลฟ์สดว่าแรงแล้ว แต่เหตุผลในใบลาออกของอธิบดีราเชน “แรงและฉุนเฉียว” กว่า
การที่ข้าราชการ….
“ไม่สามารถสนองงานนักการเมืองได้” จนถึงขั้นยอมสละยศ/ตำแหน่ง เพื่อรักษาความถูกต้องและศักดิ์ศรีตัวเองนั้น
แสดงว่า เรื่องที่จะต้องสนองรัฐมนตรีนั้น มันเป็นเรื่องถึงขั้นคอขาดบาดตาย
พูดตรงๆ คือ “มันเป็นเรื่องไม่สุจริต” แน่!
และไม่ถูกต้องตามระบบราชการ ถ้าปฎิบัติ ผิดทั้งกฎหมายและผิดทั้งวินัย
ตามกฎหมายบ่งชัด คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้าราชการไม่ปฎิบัติตาม “ย่อมไม่มีความผิด”
นี่แหละ เหตุผลลาออก ที่ดูทื่อๆ อย่างนั้น
แต่แหลมคมยิ่งกว่าหอกแหลมแทงทวารรัฐมนตรีสุริยะจนทะลุออกปากซะอีก!
ในทางการเมืองนั้น แค่ตัวเองยอมรับว่าคนที่อธิบดีอ้างถึงนั้นเป็นหลานของตัวเองจริง
ในทางกฎหมาย “ยังไม่ตาย”
แต่ในทาง “กฎสังคม” มันถึงขั้น “เน่า” แล้วด้วยซ้ำ ถ้ารับมือได้งึกๆ งักๆ แบบนี้
ผมมองว่า ไม่เพียงตัวรัฐมนตรีสุริยะเท่านั้น
แต่มันจะเข้าตำรา “ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง”
ก็ไม่รู้ว่า AI จะรู้จัก “ข้อง” หรือเปล่า อย่าอ่านผิดทำให้เสียถึงโคตรเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” นะโว้ย!
ได้ยินรัฐมนตรีสุริยะออกมาชี้แจง ฟังแล้ว มัน “ขว้างงูไม่พ้นคอ” ชัดๆ “คำชี้แจง” จึงกระเดียดไปทาง “คำแก้ตัว” ซะมากกว่า
งึกๆ งักๆ แล้วก็ลงท้ายตามสไตล์พรรคเพื่อไทย
“ถ้าไม่หยุดกล่าวหาผม ผมฟ้องนะ”
โถ ถึงขนาดนี้แล้ว ยังนึกว่าเขาจะกลัวฟ้องอยู่อีกหรือ?
ข้าราชการที่เขาโตมาถึงระดับอธิบดีได้ ถ้าไม่มีไต๋ เขาไม่กล้าเล่นกับไฟสุริยะหรอก
ก่อนติดตามเรื่องราว สรุปประเด็นก่อนดีกว่า จะได้ไม่งง
คุณ “ฮ่องเต้ ถังแตก” เขาโพสต์ประเด็นไว้เสร็จสรรพ ผมก็คว้าหมับมาต้มยำทำแกงกินซะเลย ดังนี้
“ฮ่องเต้ ถังแตก”
สรุป 5 ประเด็น “ซีอีโอสายการบินหลานรัฐมนตรี” ขอพบ “อธิบดีกรมฝนหลวง” ของานซ่อมเครื่องบิน
1.“หลานของรัฐมนตรีสุริยะ” ซึ่งเป็นผู้บริหารสายการบินแห่งหนึ่ง พยายามติดต่ออธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อขอเข้ามาดูแลงานซ่อมเครื่องบินของกรมฯ
2.อธิบดีไม่ให้เข้าพบหลายครั้ง เพราะติดหลายภารกิจ “หลานรัฐมนตรี” ก็พยายามติดต่อมาอีกหลายครั้ง
3.ล่าสุด มีคำสั่งย้ายอธิบดีให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการ
4.อธิบดีตัดสินใจยื่นใบลาออกเอง เผย “ขอจบชีวิตราชการอย่างมีศักดิ์ศรี”
5.ด้าน รมว.สุริยะยอมรับว่าเป็นหลานตนเองจริง แต่ประเด็นที่ว่านัดแล้วไม่ได้พบ ทำให้เป็นสาเหตุของการถูกย้าย เรื่องแค่นี้ไม่ถึงกับต้องย้าย
ทีนี้มาถึงเรื่องว่า ประเด็นมันส่อไปในทางไม่สุจริต ฉะนั้น นายกฯ อนุทินจะถือว่า เป็นเรื่องคนของ “พรรคเพื่อไทย” ก็ให้เขาเคลียร์กันเอง
อย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
อย่าลืมว่า คนของพรรคไหนก็ตาม แต่เป็นรัฐมนตรีอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีโดยตรง
ดังนั้น ท่านนายกฯ อย่าปล่อยให้ถั่วสุก เดี๋ยวงาจะไหม้ซะก่อน ควรรีบเชิญหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและตัวรัฐมนตรีสุริยะมาพูดคุยให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นการภายในซะก่อน
ถ้า “ตัดไฟต้นลม” ได้ ก็ตัดซะ ดีกว่าปล่อยไป แล้วพากันตายด้วย “กฎสังคม” ทั้งรัฐบาล!
การลาออกของอธิบดีนั้น ควรระงับใบลาไว้ก่อน ระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามประเด็นที่อธิบดีราเชนกล่าวหารัฐมนตรี พาดพิงถึงหลานนายสุริยะ
ซึ่งในทางกฎหมายและการบริหารราชการ ในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ การตั้งกรรมการสอบ “สามารถทำได้”
สำหรับตัวละครสำคัญของเรื่องคือ “หลานรัฐมนตรีสุริยะ” ผมก็ไม่ทราบหรอกว่าเป็นใคร
มารู้ก็จากที่คุณ “Stroke Fighter Be Smiling” นำมาโพสต์ไว้ ประมาณนี้
“แหม…ตระกูลนี้เค้าชอบเครื่องบินกันจัง!!พ่อหนุ่มคนนี้เค้าชื่อว่า “ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร” (ชื่อเล่น วุฒิ) เป็นนักธุรกิจชาวไทย
และทายาทรุ่นที่ 2 ของ ซัมมิท กรุ๊ป (Summit Group)
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งใน “ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ” ของ “สายการบินนกแอร์”
หลังจากที่เคยดำรงตำแหน่ง “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” (CEO) นานกว่า 6 ปี
ข้อมูลส่วนตัวและการศึกษาครอบครัว:
บุตรชายคนที่ 5 ในบรรดาพี่น้อง 6 คน ของ “สรรเสริญ” และ “นางหทัยรัตน์ จุฬางกูร” ผู้ก่อตั้งกลุ่มซัมมิท
การศึกษา :
ปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปริญญาโท บริหารธุรกิจ (MBA) ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์ฯ
ปริญญาเอก ครุศาสตร์ บริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์ฯ
ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น (ไม่มีข้อมูลสาขา)
ประสบการณ์การทำงาน :
ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 62 ถึง พ.ย.68
มีบทบาทสำคัญในการบริหารต้นทุนและพลิกฟื้นให้นกแอร์กลับมามีกำไรได้ 2 ปีติดต่อกัน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ
ปัจจุบันได้ส่งต่อตำแหน่ง CEO ให้แก่ “พิชิต สถาปัตยานนท์” แต่ยังคงรับหน้าที่ “ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ” กำกับภาพรวมกลยุทธ์
ธุรกิจอื่น ๆ :
เคยดำรงตำแหน่งกรรมการในหลายบริษัท เช่น บมจ.ไทยสตีลเคเบิล, บมจ.ซีเอ็ด ยูเคชั่น และบริษัทในเครือซัมมิท โอโต บอดี้
……………………………………
นี่พูดกันถึงด้านชั้นเชิง ถ้ารัฐบาลโดยนายกฯ ไม่รีบประกาศเคลียร์เรื่องนี้ให้ได้ข้อจริงแล้วนำมาบอกให้ประชาชนทราบ
จะถูกฝ่ายค้านชิงชำแหละเสียก่อนในเวทีสภา รัฐบาลก็จะเสียรังวัดในเรื่องธรรมาภิบาล ว่าด้วยการบริหารที่โปร่งใส
อธิบดีราเชนนั้น เท่าที่ฟังท่านแถลงแต่ละครั้ง เรียกว่า “ดับเครื่องชน” เต็มตัว
เมื่อวาน บอกจะไปร้องทุกข์กับพรรคกล้าธรรม ที่ก่อนหน้า นี้ “รัฐมนตรีเกษตรฯ” เป็นคน “พรรคกล้าธรรม”
สอดรับกับที่ “นายไผ่ ลิกค์” เลขาฯ พรรคกล้าธรรม โพสต์โซเชียลว่า
“พรุ่งนี้ (คือวันนี้) อธิบดีจะเข้าสภา เพื่อมาร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งพรรคกล้าทำพร้อม”
แต่ต่อมา อธิบดีราเชนบอก “ยังไม่ไปร้องเรียนในวันนี้ เพราะมีอาการเครียดลงกระเพาะ”
ทั้งบอกว่า “แนวทางการยื่นร้องขอความเป็นธรรม กรณีถูกโยกย้ายตำแหน่งนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
โดยจะขอหารือและรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบ”
ก็แสดงว่า อธิบดีราเชน “ไม่ใช่เต้าหู้ขาดไส้” มีทีเด็ด-เคล็ดลับเป็นไต๋ในการ “เยิ่น” กับรัฐมนตรีสุริยะอยู่เหมือนกัน
ไม่งั้น คงไม่กล้าเอาอายุราชการอีก ๔ เดือนเกษียณ มาวางเป็นเดิมพัน แถม “เกหมดหน้าตัก” ขนาดนี้
ความจริง อธิบดีสามารถร้องขอความเป็นธรรมกับกพ.ได้ตามสิทธิ์ข้าราชการอยู่แล้ว เมื่อถูกย้ายไม่เป็นธรรม
แต่มันก็แปลก
แทนที่ท่านอธิบดีจะใช้สิทธิไปร้องที่กพ.กลับมุ่งไปร้องขอความเป็นธรรมกับพรรคกล้าธรรม!?
ตรงนี้ เป็นเงื่อนปมสร้างความสงสัยให้สังคมต้องการรู้เจตนาที่เป็นเหตุ-เป็นผลอยู่เหมือนกัน
ถ้ารัฐมนตรีสุริยะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ตัวเอง และเพื่อไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาต่อรัฐบาลอันเป็นส่วนรวม
ท่าน-ในฐานะรัฐมนตรี สามารถตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงได้
หรือถ้าตั้งเอง ชาวบ้านจะครหาว่า “ชงเอง/กินเอง” ท่านก็มอบให้ปลัดกระทรวงตั้งคณะกรรมการสอบก็ได้
เรียกมาเลย ทั้งตัวหลานรัฐมนตรี ทั้งตัวอธิบดี และคนที่อธิบดีอ้างว่าถูกส่งมาพบแทนหลานรัฐมนตรี
รวมทั้งเอกสาร/หลักฐาน ที่อธิบดียืนยันว่ามีครบถ้วน
เรื่องนี้ พิสูจน์ไม่ยาก
จะยากก็ตรงที่ “ยอมให้พิสูจน์” กันหรือไม่?
แต่ทั้งหมดนั้น ขึ้นอยู่กับอำนาจ “นายกฯ อนุทิน” แต่ผู้เดียวในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ว่าจะเบ็ดเสร็จ-เด็ดขาด โดยไม่ “มุโขโลกนะ” ขนาดไหนหรือไม่เท่านั้น
“กฎหมาย” ที่ใช้บังคับกับประชาชนนั้น แต่ละฉบับใช้เวลาเป็นปีๆ ๒๐-๓๐ ปี ก็ยังมี
แต่ “กฎสังคม” ที่ใช้กับรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่เชื่อในความซื่อสัตย์-สุจริต
บางที “วันเดียว” หรือ “ชั่วโมงเดียว” ก็จอดได้เหมือนกัน!
ฉะนั้น เรื่องอย่างนี้ ประชาชนทนกันมาจนเกินทนแล้ว และผมจับความสั่นไหวจากหัวใจประชาชนได้ว่า
จะ “ไม่ยอมทน” กับการเมือง “กินบ้าน/โกงเมือง” อีกต่อไป
ในกาลครั้งหนึ่ง มีรัฐบาลหนึ่ง….
หัวหน้ารัฐบาลนั้นประกาศนโยบายว่า “โกงเอามาแบ่งปัน” ไม่เป็นไร
กระทรวงต่างๆ มีรัฐมนตรีว่าการอยู่แล้ว แต่พรรคก็จะส่งทีม “รัฐมนตรีหลังบ้าน” ไปว่าการเรื่องงบต่างๆ ในแต่ละกระทรวงอีกที
กรม/กองไหน หรือใคร มีโครงการอะไร ก็เสนอขึ้นมาของบได้
แต่ต้อง Thirty Percent เป็นอย่างต่ำ!
ไดโนเสาร์ “สูญพันธุ์” ไปแล้ว
แต่ “เหี้ย” ยังไม่สูญพันธุ์ ยังมีเพ่นพ่านอยู่ตามกระทรวงที่มีรัฐมนตรีของ “บางพรรค” เป็นเจ้ากระทรวง
รัฐบาลอนุทิน ขอให้เป็นรัฐบาล “สารตั้งต้น” ของการเมืองสู่ศตวรรษใหม่ อย่างที่ประชาชนคาดหวังเถอะ
ถ้าไม่เอาใจ “คนโกง-คนกิน” แล้วรัฐบาลอยู่ไม่ได้
แบบนั้น…ก็ไม่ต้องอยู่
อยู่เพื่อให้ “รัฐบาลเป็นรังโจร” ให้พวกมันปล้นชาติ จะอยู่ไปทำไม?
ฉะนั้น กรณีอธิบดีกล่าวหา ถูกรัฐมนตรีสุริยะย้าย เพราะไม่สามารถสนองงานรัฐมนตรี นั้น
ท่านนายกฯต้องรีบ “เคลียร์-คัต-ตัดจบ” โดยไม่ต้องกลัวรัฐบาลจะล่ม
ล่มเพราะ “ล้างโจร”
เลือกตั้งใหม่ จะได้ “เรือลำใหญ่” บรรทุกภูมิใจไทยพรรคเดียว!
เปลว สีเงิน
๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙

