30 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นต่อคำถามกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องคดีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในประเด็นถูกกล่าวหาจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยระบุว่า
กรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เรื่องแบบนี้ หรือคล้ายๆ กันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว เกี่ยวกับคดีหุ้นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นซุกหุ้น หรือหุ้นสื่อ ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับกรณีของ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่สำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาในประเด็นการถือหุ้นสื่อ แม้ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากสถานะ ส.ส. เช่นเดียวกัน
นักวิชาการระบุว่า ทั้งสองกรณีมีจุดร่วมสำคัญ คือ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการขององค์กรอื่น เช่น ป.ป.ช. หรืออัยการ กลับต้องพิจารณาคนละประเด็นทางกฎหมาย โดยไม่สามารถนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาใช้เป็นข้อสรุปในคดีอื่นได้โดยอัตโนมัติ
สำหรับกรณีของนายศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายังมีสถานะเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. ประเด็นที่ตรวจสอบคือ มีเจตนาจงใจปกปิดทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละประเด็น โดย ป.ป.ช. พิจารณาพยานหลักฐาน ทั้งการโอนหุ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง และพฤติการณ์ภายหลัง ก่อนมีมติว่ายังไม่พบมูลความผิด
ขณะเดียวกัน ยังมีการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ โดยมีพยานจำนวนมากและเอกสารจากหลายหน่วยงาน แต่ไม่พบหลักฐานชัดเจนว่ามีการแทรกแซงหรือเอื้อประโยชน์โดยตรง
ส่วนกรณีของนายนายธนาธร แม้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการถือหุ้นสื่อขัดต่อคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของอัยการ ต้องพิสูจน์ในมาตรฐานคดีอาญา คือ “มีเจตนารู้ทั้งรู้ว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่” ซึ่งต้องมีหลักฐานชัดเจนปราศจากข้อสงสัย โดยอัยการเห็นว่า หลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ระบุว่า เมื่อพิจารณาทั้งสองกรณีร่วมกัน จะเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมใช้ มาตรฐานเดียวกัน กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติ ขณะที่ ป.ป.ช. และอัยการต้องพิสูจน์ เจตนาและพฤติการณ์ความผิดซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงกว่า
“ดังนั้น การที่ทั้งนายธนาธร และนายศักดิ์สยาม ไม่ถูกดำเนินคดีต่อในชั้น ป.ป.ช. และอัยการ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นไปตามหลักกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่วางไว้” นักวิชาการระบุ
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอาจมีลักษณะ “เลือกมองเป็นรายกรณี” โดยไม่ได้พิจารณาหลักกฎหมายและกระบวนการอย่างรอบด้าน จึงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมในแต่ละองค์กรได้.
