ผักกาดหอม
ควันหลงอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณ
เห็นแชร์กันในโซเชียล น้อยกว่าสมีโชติหน่อยหนึ่ง แต่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
คือคำอภิปรายของ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
“…มีผู้นําคลิปของผมเอง ยืนยันว่าเป็นคลิปเอไอ ภาพตัดต่อ ที่บอกว่า ผมพูด ‘กกตหค.’ แปลว่า กินก๋วยเตี๋ยวหกคน
ไม่ใช่ เพราะตอนนั้นผมโดนสายไมค์ลอยจั๊กจี้เอวพอดี จึงพูดไปเช่นนั้น
แต่ความจริง ในมโนสํานึกของผมหมายถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แห่งความจงรักและภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์…”
“…หน่วยงานนี้ สมกับเป็น กกตหค.จริงๆ สมกับการเป็น กกต.แห่งความจงรักและภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่
แสดงให้เรา เห็นตลอดเวลาว่า การกระทํา สำคัญกว่าคำพูด แม้ว่าจะพูดมากมายว่าองค์ประกอบความผิดในการฟ้องมีอะไร
แต่ในข้อกฎหมาย มีการเขียนคําว่า ผู้ใดนั้น เรา ต่างรู้ว่าหมายถึงอะไร…”
ใช่ครับ ทุกคนต่างก็รู้กันหมดว่า สิ่งที่ “หมอวาโย” พูดหมายถึงใคร
นักการเมืองในพรรคส้มมีความเชื่อคล้ายๆ กันหมดครับ
คำพูดของ “หมอวาโย” สะท้อนถึงแนวคิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน
แม้พยายามจะพูดเลียบค่าย เพราะมี ม.๑๑๒ ค้ำอยู่ แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า…คิดอะไรอยู่
และเป็นอีกครั้งของคำเฉลยว่า ทำไมพรรคส้มถึงต้องการแก้ ม.๑๑๒ นักหนา
ประเด็นฮั้ว สว. พรรคส้มโจมตี กกต.อย่างรุนแรง โยงว่ารัฐบาลอนุทินอยู่เบื้องหลัง และโยงต่อว่ายังมีเบื้องหลังของรัฐบาลอนุทิน
นั่นคือ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่พรรคส้มปูพรมมาก่อนหน้านี้
ทำไมต้องโยงไปถึงสถาบัน
คำอภิปรายของ “หมอวาโย” คืออีกครั้งของการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย
ตอกย้ำให้มวลชนสีส้มเชื่อว่า สถาบัน อยู่เบื้องหลังของทุกสิ่ง
แนวคิดนี้ อันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างรุนแรง
เพจ “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” เขียนอธิบายประเด็นนี้่ไว้น่าสนใจทีเดียว
…..”คำว่า กกตหค. ในมโนสำนึกของผม คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แห่งความจงรักและภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์”
วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน
ประโยคดังกล่าวก็คือ การกระแนะกระแหน ที่พวกส้มชอบพูดว่า แค่จงรักภักดีก็เป็นคนดีย์แล้ว
__________________________________________
ประโยคนี้ไม่ใช่การยกย่องความจงรักภักดี แต่เป็นการประชดประชัน กกต. ผ่านถ้อยคำที่พาดพิงถึงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
หากเห็นว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต ไม่เป็นกลาง หรือเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใด ก็ควรอภิปรายด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน
เพราะปัญหาการเลือกตั้งเป็นความรับผิดชอบขององค์กรการเลือกตั้งและนักการเมืองทุกฝ่าย รวมถึงพรรคประชาชนเอง
สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่ได้วินิจฉัยข้อร้องเรียน และไม่ได้ตัดสินให้คุณให้โทษแก่พรรคการเมือง
แล้วเหตุใดทุกครั้งที่ต้องการโจมตีองค์กรทางการเมือง จึงต้องดึงคำว่า ‘จงรักภักดี’ และสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเสียดสีด้วย?
พรรคการเมืองฝ่ายนี้มักกล่าวหาผู้อื่นว่านำสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่การนำความจงรักภักดีมาใช้ในเชิงเยาะเย้ย เพื่อโจมตี กกต. ก็เท่ากับดึงสถาบันลงมาอยู่กลางความขัดแย้งทางการเมืองเช่นเดียวกัน
วิจารณ์ กกต.ได้เต็มที่ แต่ไม่จำเป็นต้องเอาสถาบันมาเป็นมุกประชด เพราะผู้ที่ควรถูกตรวจสอบคือ กกต. ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์
__________________________________________
‘หากต้องการตรวจสอบ กกต. ก็จงตรวจสอบ กกต. อย่าดึงสถาบันซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องลงมาเป็นวัตถุดิบในการเสียดสีทางการเมือง’
เพราะความจริง เรื่องการเมืองก็เป็นของนักการเมือง ซึ่งรวมถึงพรรคส้มด้วย
สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
การดึงสถาบันลงมา อาจถูกมองว่า เป็นความพยายาม ‘เซาะกร่อนบ่อนทำลาย’……..”
ครับ…”หมอวาโย” เป็น ๑ ใน ๔๔ สส.ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ ม.๑๑๒
คดี ๔๔ สส.ปัจจุบันอยู่ในชั้นการไต่สวนของศาลฎีกา ฉะนั้นไม่ใช่เรื่้องบังเอิญที่ “หมอวาโย” ใช้ถ้อยคำแบบนั้นในการอภิปรายในสภา
ย้ำนะครับ ไม่ใช่การแถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน
แต่เป็นการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องเตรียมเนื้อหาการอภิปรายมาเป็นอย่างดี
ไม่ใช่นึกเอาหน้างาน
จึงมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการท้าทายอย่างเป็นทางการ
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๗ ว่า การเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และการใช้เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกล เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” และล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ศาลสั่งให้พรรคก้าวไกลเลิกการกระทำ
การแสดงความคิดเห็น
การพูด
การเขียน
หรือการพิมพ์
เพื่อ เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ ด้วยวิธีดังกล่าวอีก
คดี ๔๔ สส. แม้จะคนละศาลกัน แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันศาลฎีกาอย่างเด็ดขาดตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยระบุชัดเจนว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ
คำว่า “ศาล” ในที่นี้รวมถึงศาลฎีกาและศาลยุติธรรมทุกชั้นศาลด้วย
เมื่อยังไม่หยุดพฤติกรรม แถมยังพูดท้าทาย
อย่าร้อง!.
