10 กันยายน 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์การประกาศนำประชาชนลงถนนในวันที่ 10 กันยายนของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า ประเด็นที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม แต่คือการเมืองแบบมวลชนบนท้องถนนจะยังมีประสิทธิภาพเพียงใด ท่ามกลางโครงสร้างสังคมและพฤติกรรมทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ผศ.ดร.เชษฐาระบุว่า ตลอดช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเปลี่ยนผ่านจากยุคเวทีปราศรัยและโทรทัศน์เป็นศูนย์กลาง ไปสู่ยุคที่การชุมนุมบนท้องถนนกลายเป็นกลไกกดดันรัฐบาล ก่อนเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่ประชาชนสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวเป็นทั้งผู้สื่อข่าว ผู้จัดตั้ง และผู้ส่งสารทางการเมืองได้พร้อมกัน
ดังนั้น การกลับมาของนายสนธิจึงเปรียบเสมือนการนำ “วิธีการทางการเมืองจากอดีต” มาทดสอบกับ “สังคมในปัจจุบัน” หลังจากการเมืองยุคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผ่านมานานกว่า 15–20 ปี ขณะที่โครงสร้างการสื่อสาร อำนาจ และพฤติกรรมของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ผศ.ดร.เชษฐากล่าวว่า ไม่อาจปฏิเสธบทบาทของนายสนธิที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคมวลชน โดยในช่วงเวลานั้น หากสามารถระดมประชาชนได้มากพอ ถนนจะกลายเป็นพื้นที่ต่อรองและสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออำนาจทางการเมืองได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นบนถนนเพียงพื้นที่เดียว แต่กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้ง X, TikTok, Facebook, YouTube กลุ่มสนทนาออนไลน์ มีม และคลิปวิดีโอสั้น รวมถึงสงครามข้อมูลที่ดำเนินอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ถนนจึงไม่ได้เป็นเวทีทางการเมืองที่สำคัญเพียงแห่งเดียวเหมือนในอดีต
ผศ.ดร.เชษฐาระบุว่า การที่คนรุ่นใหม่ไม่ออกมาร่วมการชุมนุมแบบเดิม ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สนใจบ้านเมือง ตรงกันข้าม คนรุ่นใหม่จำนวนมากติดตามการเมืองอย่างเข้มข้น แต่อาจเลือกแสดงออกผ่านการเผยแพร่ข้อมูล การทำคลิปและมีม การตรวจสอบนักการเมือง การสร้างแคมเปญออนไลน์ การจัดกิจกรรมแบบแฟลชม็อบ ตลอดจนการใช้คะแนนเสียงเป็นเครื่องมือสร้างความเปลี่ยนแปลง
ปรากฏการณ์การสนับสนุนพรรคประชาชนเป็นตัวอย่างหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้พึ่งพาการระดมมวลชนแบบการเมืองยุคพันธมิตรฯ แต่ใช้การเลือกตั้ง ข้อมูล เครือข่ายออนไลน์ และการมีส่วนร่วมทางความคิดเป็นเครื่องมือหลัก
“คนรุ่นหนึ่งอาจเชื่อว่า หากต้องการเปลี่ยนประเทศต้องลงถนน ขณะที่คนอีกรุ่นหนึ่งเชื่อว่า ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนข้อมูล และเปลี่ยนคะแนนเสียง นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองสองยุค” ผศ.ดร.เชษฐาระบุ
ผศ.ดร.เชษฐาเห็นว่า การชุมนุมบนท้องถนนจะยังไม่หายไปจากการเมืองไทย แต่ประสิทธิภาพและความหมายของการชุมนุมแบบเดิมจะลดลง ในอดีตเมื่อประชาชนหลายแสนคนอยู่บนถนน ประเทศอาจต้องหยุดชะงัก แต่วันนี้ประชาชนหลายล้านคนสามารถรวมตัวกันบนโลกออนไลน์ได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน
แม้ม็อบหนึ่งอาจมีผู้เข้าร่วมหลักหมื่นหรือหลักแสนคน แต่แฮชแท็กหนึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนหลายล้านคน ขณะที่คลิปวิดีโอหรือข้อมูลเพียงชุดเดียวอาจถูกเผยแพร่ต่อและสร้างผลกระทบทางการเมืองอย่างกว้างขวาง
ด้วยเหตุนี้ การชุมนุมวันที่ 10 กันยายนจึงอาจเป็นการกลับมาของ “มรดกการเมืองยุคเก่า” เพื่อทดสอบว่า เครื่องมือที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตยังสอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบันหรือไม่
ผศ.ดร.เชษฐาวิเคราะห์ว่า คู่ต่อสู้ที่ยากที่สุดของการชุมนุมครั้งนี้อาจไม่ใช่รัฐบาล แต่คือบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะมวลชนที่นายสนธิเคยระดมได้ในอดีตมีอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งกลายเป็นฐานพลังทางการเมืองขนาดใหญ่ เติบโตมากับวัฒนธรรมและประสบการณ์ที่ต่างออกไป
คนรุ่นใหม่ไม่ได้ผูกพันกับสัญลักษณ์ทางการเมืองแบบเดิม ไม่ได้ติดตามข่าวสารผ่านโทรทัศน์เพียงไม่กี่ช่อง และอาจไม่ได้มองว่าการลงถนนคือจุดสูงสุดของการมีส่วนร่วมทางการเมือง
โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุค Generative AI อำนาจทางการเมืองอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถนำประชาชนลงถนนได้มากกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครสร้างข้อมูลได้รวดเร็ว สื่อสารได้ตรงกลุ่ม สร้างเรื่องเล่าได้มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้สนับสนุนได้กว้างขวางกว่า
ผศ.ดร.เชษฐามองว่า การชุมนุมวันที่ 10 กันยายนเปรียบเสมือน “การทดลองทางการเมือง” ซึ่งอาจให้คำตอบว่า การเมืองแบบระดมมวลชนยังทรงพลังเพียงใด หรือประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มวลชนไม่จำเป็นต้องรวมตัวอยู่ในสถานที่เดียวกันอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรประเมินพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ผ่านมุมมองของคนรุ่นเก่า เพราะคนรุ่นใหม่สามารถสร้างพื้นที่ ภาษา สัญลักษณ์ เครือข่าย และวิธีต่อสู้ทางการเมืองขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง แม้จะแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม แต่ทั้งหมดล้วนถือเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมือง
“วันที่ 10 กันยายนจึงไม่ควรถูกจับตาเพียงว่า นายสนธิจะนำประชาชนลงถนนได้กี่คน แต่ต้องถามด้วยว่า ถนนยังเป็นภาษาทางการเมืองที่คนรุ่นใหม่เข้าใจและต้องการใช่หรือไม่”
ผศ.ดร.เชษฐาทิ้งท้ายว่า ในโลกที่คนรุ่นใหม่เติบโตมากับ TikTok ปัญญาประดิษฐ์ และสงครามข้อมูล การเมืองอาจไม่ได้ตัดสินกันว่าใครยึดถนนได้ แต่อาจตัดสินกันว่าใครสามารถยึดพื้นที่ในความคิดของประชาชนได้มากกว่า
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การเมืองยุคม็อบ” กับ “การเมืองยุค Gen AI” เพราะม็อบอาจต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่คนรุ่นใหม่สามารถใช้ความคิดเพียงหนึ่งความคิด เดินทางไปถึงประชาชนหลายล้านคนภายในเวลาไม่กี่นาทีได้.
