เปลว สีเงิน
เมื่อวาน….ไอ้เรารึก็ดีใจ
ที่เห็นรัฐบาล “ลงเสาเอก” โครงการ….
ไทย “ศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์” แห่งอาเซียนและเอเชีย ในอีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้า
ผลิตชิป “เมดอินไทยแลนด์”
เป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรม “หลักประกันอนาคต” ตัวใหม่ที่ยั่งยืนของสังคมประเทศ
โดยใช้ EEC ที่ลุงตู่วางไว้เป็นฐานของโครงการ
ซึ่งตอนนี้ “ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รัฐมนตรีกระทรวง อว. ผู้มีส่วนร่วมอันสำคัญของโครงการ ได้ทำให้แผนงานสำเร็จไปอีกขั้น ตามที่ผมคุยไปแล้วเมื่อวาน
ผมก็นึกว่า พวกเราคนไทย อ่านแล้วจะดีใจ
ที่ไหนได้ กลับแสดงความรับรู้ “มิติประเทศ” ด้วยคอมเมนต์ว่า
@WutichaiSrivisut
รบ.อนุทิน ทั้งโกงกินหลายๆ อย่าง ฮั้ว สว. เขากระโดง AI passport ทั้งย้ายข้าราชการ
สื่อแก่ๆ นี้ ไม่เคยพูดถึง เชียร์อย่างเดียว
@yyuu3345
เปลว สีเงินอายุเท่าไหร่ครับ รับค่าเชียร์รัฐบาลมาเท่าไหร่ ไม่อายเพื่อนๆ สื่อที่เค้าห่วงบ้านเมืองบ้างรึ คนเรากินก็แค่อิ่มนะ อายลูกหลานบ้าง
อืมมมม…ด่าได้ประเสริฐนัก!
ก็ไม่ทราบว่า ได้อ่านเนื้อหาที่ผมเขียนแล้วเมนต์ หรือไม่อ่านอะไรทั้งนั้น
เมนต์ด่าตามใบสั่งอย่างเดียว!?
ผมน่ะ…ไม่เจ็บ-ไม่ปวด อะไรหรอก เชิญตามสบาย แต่อยากให้อ่านก่อนด่า เพราะบางที สำนึกดีๆ อาจงอกในหัวกะโหลกบ้างก็ได้
เรื่อง “ฮับเซมิคอนดักเตอร์” มันเรื่องอนาคตชาติ-ประโยชน์อนุชน รุ่นต่อๆ ไป ยังไงๆ ผมก็ตายก่อนอยู่แล้ว
แต่ระดับลูกๆ หลานๆ ที่เมนต์ประจานตัวเองนี่แหละ
จะเป็นผู้ได้รับอานิสงส์ จากโปรเจกต์ที่รัฐบาล “เพียรสร้าง” ในวันนี้!
เพื่อเสริมทักษะการด่าของท่าน วันนี้จะนำเรื่องที่เข้าใจยากมาขยายความเพื่อให้เข้าใจง่ายและมองเห็นประโยชน์ในทางยาวของประเทศอีกซักวัน
ผมเขียนเองก็ไม่แจ่มแจ้ง เอาที่ผู้แจ่มแจ้งเขาโพสต์ไว้มาให้อ่าน ดังนี้
………………………………….
INFO Thailand
ทำไมไทยต้องเร่งเครื่องสู่
“ฮับเซมิคอนดักเตอร์”
นายกฯ ตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์มาแล้ว เร่งเครื่องตั้งแต่ต้นน้ำ ยันปลายน้ำ
แน่นอน ไม่มีใครสนใจ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมวากกกก
เวลาพูดถึง “เซมิคอนดักเตอร์” หลายคนอาจนึกถึงแค่ชิปคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เซมิคอนดักเตอร์คือ “หัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่”
แทบทุกอย่างรอบตัวเรา “ต้องใช้ชิป”
ตั้งแต่รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบ AI ดาวเทียม อาวุธทางทหาร ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center)
พูดง่ายๆ คือ ใครควบคุมอุตสาหกรรมชิปได้ คนนั้นมีอำนาจทางเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่
“ประเทศไทย” เคยมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกมาแล้วครั้งหนึ่งในฐานะ “Detroit of Asia”
เป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
แต่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค “รถยนต์สันดาป” ไปสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า AI หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจดิจิทัล
คำถามคือ “ไทยจะอยู่ตรงไหนในโลกใบใหม่?”
หากยังยึดติดกับโมเดลเศรษฐกิจเดิมที่พึ่งพาการท่องเที่ยว การเกษตร และการผลิตแบบใช้แรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียว
ประเทศไทยอาจยังอยู่ได้…..
แต่จะเติบโตได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะประเทศเพื่อนบ้านกำลังไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย
ต่างเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงกันอย่างจริงจัง
หากไทยไม่ขยับ วันนี้…อาจยังไม่รู้สึกอะไร
แต่ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เราอาจกลายเป็นเพียง “ประเทศทางผ่าน” ของห่วงโซ่อุปทานโลก
แล้วทำไมต้องรีบ?
เพราะอุตสาหกรรม “เซมิคอนดักเตอร์” ไม่ใช่สิ่งที่คิดวันนี้ แล้วสร้างเสร็จพรุ่งนี้
การสร้าง “บุคลากรหนึ่งคน” ในอุตสาหกรรมนี้
ต้องใช้เวลา “เป็นสิบปี”!
วิศวกรชิป นักออกแบบวงจร นักวิทยาศาสตร์วัสดุผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติ
ล้วนต้องผ่านการศึกษาและสะสมประสบการณ์ยาวนาน
ประเทศที่เป็นมหาอำนาจด้านชิปในปัจจุบัน ไม่ได้สร้างตัวเองขึ้นมาใน 2-3 ปี
ไต้หวันใช้เวลากว่า 40 ปี
เกาหลีใต้ใช้เวลากว่า 30 ปี
สิงคโปร์ใช้เวลาหลายทศวรรษ
จีนลงทุนมหาศาลต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี และยังคงเร่งลงทุนจนถึงทุกวันนี้
ดังนั้น การที่รัฐบาลไทยเริ่มตั้ง “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์” ในวันนี้ ความจริงอาจถือว่า “ช้า” ด้วยซ้ำ!
เพราะหลายประเทศเริ่มออกตัวไปก่อนแล้ว
แล้ว 20 ปีนานเกินไปไหม?
หากมองในมุมการเมือง 20 ปีอาจดูยาวมาก
แต่ถ้ามองในมุมอุตสาหกรรม นี่คือระยะเวลาปกติ
การสร้างอุตสาหกรรมแห่งชาติไม่เคยใช้เวลาแค่ 4 ปีตามวาระรัฐบาล
ประเทศไทยใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเป็น “ฐานการผลิตรถยนต์” ของโลก
ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเป็น “ผู้ส่งออกอาหาร” รายสำคัญ
ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะมีสนามบิน ท่าเรือ และระบบอุตสาหกรรม อย่างทุกวันนี้
“เซมิคอนดักเตอร์” ก็เช่นกัน
20 ปี ไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินจริง แต่เป็นกรอบเวลาที่สะท้อนความเป็นจริงว่า
ประเทศต้องสร้างทั้งคน ระบบการศึกษา ระบบวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน น้ำสะอาด
และ “ระบบนิเวศทางธุรกิจ” ไปพร้อมกัน
ถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น?
นี่คือคำถามสำคัญที่สุด
หลายคนคิดว่า “ไม่ทำก็อยู่ได้”
ใช่ อยู่ได้
แต่จะโตไม่ได้
ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาใหญ่หลายด้านพร้อมกัน
สังคมผู้สูงอายุ
อัตราเกิดต่ำ
แรงงานลดลง
การแข่งขันจากประเทศต้นทุนต่ำ
เทคโนโลยี AI ที่เข้ามาแทนแรงงานมนุษย์
ทั้งหมดนี้ หมายความว่า โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมกำลังถึงทางตัน
หากไทยไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ รายได้ประชาชาติก็จะเติบโตช้าลงเรื่อยๆ
GDP อาจโตเพียง 1-2% ต่อปี
ค่าแรงเพิ่มยาก
รายได้ภาษีรัฐลดลง
งบประมาณด้านสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการจะถูกกดดันหนักขึ้น
สุดท้ายคนรุ่นลูกหลานจะต้องแบกรับภาระประเทศที่แก่ตัวลง แต่สร้างรายได้ใหม่ได้น้อยลง
ความเสี่ยงอีกด้านคือ “การหลุดจากห่วงโซ่การผลิตโลก”
วันนี้ “บริษัทระดับโลก” กำลังมองหา “ฐานการผลิตใหม่”
สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ ทำให้หลายบริษัทต้องกระจายความเสี่ยงออกจากประเทศเดียว
นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ของไทย
แต่โอกาสไม่ได้รอเราตลอดไป
ถ้าเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย สร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ได้สมบูรณ์ก่อน
เม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้านหรือล้านล้านบาทก็จะไหลไปที่นั่น
เมื่อโรงงานไป คนเก่งก็ไป
เมื่อคนเก่งไป มหาวิทยาลัยก็ผลิตบุคลากรตามความต้องการของประเทศนั้น
สุดท้าย จะเกิดวงจรที่ยิ่งทำให้ไทยตามหลังมากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วไทยมีโอกาสจริงหรือ?
คำตอบคือ มี
ไทยอาจไม่ได้เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตชิประดับสูงสุดของโลกเหมือนไต้หวัน
แต่ไทยมีจุดแข็งหลายอย่าง
มีฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิม
มีอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่
มีโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างพร้อม
อยู่ใจกลางอาเซียน
มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และยุโรป
สิ่งที่ไทยต้องทำคือค่อยๆ ไต่ขึ้นไปตามห่วงโซ่มูลค่า
เริ่มจากการผลิตชิ้นส่วน การประกอบ การทดสอบ การบรรจุชิปขั้นสูง การออกแบบวงจร
และค่อยพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น
ไม่มีประเทศไหนกระโดดจากศูนย์ไปเป็นเบอร์หนึ่งได้ทันที
แต่ทุกประเทศที่ประสบความสำเร็จ ล้วนเริ่มจากการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวเหมือนกัน
ครับ….
การตั้งเป้าให้ไทยเป็น “ฮับเซมิคอนดักเตอร์” ไม่ใช่เรื่องของการสร้าง “โรงงานชิป” เพิ่มอีกไม่กี่แห่ง
แต่มันคือการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศสำหรับอีก 20-30 ปีข้างหน้า
20 ปี อาจดูนานสำหรับนักการเมือง
แต่ “สั้นมาก” สำหรับการ “สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”!
หากไทยทำสำเร็จ…..
ประเทศจะมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ มีงานคุณภาพสูง มีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น และมีโอกาสหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางเสียที
แต่หากไม่ทำ หรือทำแบบครึ่งๆ กลางๆ
ประเทศไทยอาจยังอยู่ได้เหมือนเดิม
เพียงแต่โลกจะวิ่งเร็วขึ้นทุกปี ขณะที่เราค่อยๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จนวันหนึ่งพบว่า…..
ประเทศเพื่อนบ้านที่เคยตามหลัง กลับกลายเป็นผู้กำหนดอนาคตเศรษฐกิจของภูมิภาคแทนเรา!!!
……………………………………….
ครับ…ขอเตือนสตินิด อย่าโกรธกันนะ
ก่อนด่าใคร ควรทบทวนก่อนว่า ตัวเองรู้-เข้าใจเรื่องที่ยกมาด่าขนาดไหน?
รุ่นใหม่ อย่าทำตัวเป็นสากกะเบือ
ถูกเขาใช้ตำอย่างเดียว แต่ตัวเองไม่เคยรู้สิ่งที่ตำ!.
เปลว สีเงิน
๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๙

