เรื่องใหญ่! “นักรัฐศาสตร์” ชี้ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ สะท้อนรัฐไทยปรับวิธีคิดเศรษฐกิจยุคใหม่ วางรากฐานประเทศ กุญแจพาไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นกรณีรัฐบาลแต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ” หรือ “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมไทยที่ควรได้รับความสนใจอย่างยิ่ง

ดร.สติธร ระบุว่า หลายคนอาจมองว่าการตั้งบอร์ดดังกล่าวเป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่านี่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของรัฐไทยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 อย่างมีนัยสำคัญ

อาจารย์รัฐศาสตร์จากจุฬาฯ อธิบายว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” กล่าวคือ แม้เศรษฐกิจจะเติบโตต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถยกระดับผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้มากพอที่จะก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง

“การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ” ดร.สติธร กล่าว

ดร.สติธร ย้อนถึงที่มาของแนวคิดดังกล่าวว่า การจัดตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยรัฐบาลได้เริ่มประกาศแนวคิดและวางโครงสร้างคณะกรรมการชุดนี้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 พร้อมมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและวางยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ

จากนั้นในเดือนมกราคม 2569 ได้มีการประชุมคณะกรรมการในรูปแบบเบื้องต้นเพื่อจัดทำโรดแมปและร่างยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ก่อนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดสมบูรณ์อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงสำคัญหลายแห่ง และผู้แทนภาคเอกชนรายสำคัญเข้าร่วมเป็นกรรมการ

ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ ดร.สติธร เห็นว่า การออกแบบโครงสร้างเช่นนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะเป็นความพยายามสร้างกลไก “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic State) ที่สามารถบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และเชื่อมโยงภาครัฐกับภาคเอกชนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมักประสบปัญหามาโดยตลอด

สำหรับความสำคัญของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ดร.สติธร มองว่าสามารถพิจารณาได้ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับสูง เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอุปกรณ์อัจฉริยะ หากไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้ได้มากขึ้น ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยับจากการเป็นฐานการผลิตไปสู่การเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยี

มิติที่สอง คือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว โดยเฉพาะจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งทำให้หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมชิปอย่างเข้มข้น การมีคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมแข่งขันในเกมนี้อย่างจริงจัง

มิติที่สาม คือความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยวิกฤติชิปขาดแคลนในช่วงโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกตระหนักว่า เซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่เพียงสินค้าอุตสาหกรรมธรรมดา แต่เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การสร้างขีดความสามารถภายในประเทศจึงเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

มิติที่สี่ คือการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ซึ่งเป้าหมายการสร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน อาจเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญไม่แพ้การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพราะความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนในประเทศด้วย

ส่วนมิติสุดท้าย คือการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในระยะยาว หากยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ ไทยอาจกลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกภายในกลางศตวรรษนี้

อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ย้ำว่า ความสำเร็จของนโยบายนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยโจทย์สำคัญที่สุดคือเรื่องบุคลากร เพราะการสร้างวิศวกร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์ ไม่สามารถทำได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ต่างมีความได้เปรียบและสะสมประสบการณ์มาก่อนแล้ว

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังต้องการพลังงานสะอาด น้ำคุณภาพสูง และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีเสถียรภาพ ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่ประเทศไทยยังต้องเร่งพัฒนาอีกมาก

“ที่สำคัญที่สุดคือความต่อเนื่องของนโยบาย” ดร.สติธร กล่าว พร้อมระบุว่า เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของอาเซียนในปี 2593 หมายถึงการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องนานกว่าสองทศวรรษ ซึ่งยาวนานกว่าวาระของรัฐบาลหลายชุด

ดร.สติธร เห็นว่า ความสำเร็จของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนการประชุมหรือจำนวนโครงการที่ประกาศออกมา แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างฉันทามติระดับชาติ ทำให้ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงคือวาระแห่งชาติที่ต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

“ในท้ายที่สุด การตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติอาจไม่ใช่ข่าวใหญ่ในสายตาประชาชนทั่วไปเมื่อเทียบกับนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นที่เห็นผลทันที แต่หากมองในมิติการพัฒนาประเทศ นี่อาจเป็นหนึ่งในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ เพราะเป็นความพยายามวางรากฐานเศรษฐกิจไทยสำหรับอนาคต 2-3 ทศวรรษ”.

Written By
More from pp
Hello Money ที่ พุทธคยา
แม่มะลิ วันดีคืนดี เพื่อนแม่มะลิมาปรารภ “ไม่รู้ทำไมอยู่ดีๆ อยากไปพุทธคยา” แน่ะ..แม่มะลิกำลังคิดอยากไปเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้เล่าให้นางฟังเท่านั้นเอง พอมีเพื่อนเท่านั้นแหละ ไอเดียบรรเจิด แผนมา ๑ ๒...
Read More
0 replies on “เรื่องใหญ่! “นักรัฐศาสตร์” ชี้ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ สะท้อนรัฐไทยปรับวิธีคิดเศรษฐกิจยุคใหม่ วางรากฐานประเทศ กุญแจพาไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง”