เปลว สีเงิน
“พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ ๑๐
เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
จากวันนั้น ถึงวันนี้ กล่าวโดยรวมก็ ๑๐ ปี
ในการขึ้นครองราชย์ ระยะแรกๆ
จะพบว่า ชนบางกลุ่ม มีปฏิกิริยาแข็งขืนและมุ่งล้ม
แต่เมื่อวาน (๓ ส.ค.๖๙)
ผมจับปฏิกิริยาสังคมผ่านข้อความที่หลายท่านโพสต์ในเหตุการณ์เดียวกัน
ปรากฎว่า ทุกข้อความ สะท้อนถึงภาวะปัจจุบัน ที่…
“ปฏิกิริยาแข็งขืน” หายไป
ภาวะ “จิตเปิดรับ” เข้ามาแทนที่!?
ฉะนั้น ผมจะรวบรวมโพสต์ ซึ่งมาจากต่างที่-ต่างบุคคล
แต่ใจเดียวกัน รวมอยู่ ณ จุดเดียวกัน มาให้ท่านอ่าน
“Pataranant Chaipongkasem”
เมื่อวาน (1 สิงหาคม 2569) ไปธุระแถวเซ็นทรัลเวิลด์ในช่วงเย็น เห็นคนมามุงกันเยอะมาก
สงสัยว่า มุงอะไรกัน เลยเดินเข้าไป (มุง) ด้วย จนได้ยินว่า
ในหลวงกับพระราชินีเสด็จฯ เปิดงานโครงการหลวง 57
จึงถือโอกาสรอชมพระบารมี
ทุกคนรอกันเงียบสงบ คนแถวหน้านั่งที่พื้น
ส่วนแถวหลังยืนกันหนาแน่น มีทั้งคนไทย จีน อินเดีย ฝรั่ง
ความที่เราตัวสูง คิดว่าคงได้เปรียบละ
ยังไงก็มองเห็นสองพระองค์แน่
แต่คิดผิด พอทรงพระดำเนินใกล้เข้ามา
ทุกคนพร้อมใจกันชูมือถือขึ้นสลอน
เพื่อรอกดบันทึกภาพนิ่งหรือวิดีโอบังไปหมด
พร้อมเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ๆ ๆ
ภาพที่เราได้ เป็นดังที่เอามาลงให้ดู
เมื่อทรงพระดำเนินมายังจุดที่เรายืนอยู่
เราสามารถเห็นทั้งสองพระองค์ในระยะไกล
แต่ไม่ได้ถ่ายมา เพราะถ่ายมาก็มีแต่มือคนบัง
เรื่องที่อยากบันทึกไว้ คือ ตอนยืนรอเฝ้าฯ อยู่…..
เราสังเกตว่า รอบๆ ตัวเราที่เป็นคนไทยนั้น
เป็นคนวัยหนุ่มสาว อายุคราวรุ่นลูกรุ่นหลานเราทั้งนั้น
ทุกคนยืนรอเฝ้าฯ ชมกันเงียบๆ พร้อมยกมือถือขึ้นซูมถ่ายภาพ
เมื่อทรงพระดำเนินผ่านจุดที่เรายืน ทรงเลี้ยวไปอีกทาง
ด้านหน้าที่มีเจ้าหน้าที่ยืนเฝ้าอยู่ ก็อนุญาตให้แยกย้ายกันได้
แต่หลายคนก็เดินตามขบวนเสด็จกันต่อ
พร้อมยกมือถือถ่าย ดูกลมกลืนไปกับขบวน
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง
ที่ทรงให้โอกาสประชาชนได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
2 สิงหาคม 2569
………………………………
ครับ…นั่นคือ
จากการเสด็จฯ ของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี”
ไปทรงเปิดงาน โครงการหลวง 57
ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ภายใต้แนวคิด “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” (The Blooming Legacy of Royal Flora)
ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเสาร์ ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๙
ผู้ที่อยู่ในห้างฯ นั้น….
โชคดี ได้พบขบวนเสด็จฯ ใครอยู่ในมุมไหน เห็นแบบไหน
ต่างก็นำเหตุการณ์มาโพสต์ ด้วยความปีติ เบิกบานใจ
อย่างท่านต่อมา โพสต์ในอีกมุมที่ชุ่มชื่นใจ
………………………………….
“คุยกับนักจิตวิทยา”
อีกภาพที่น่าประทับใจ…
นอกจากการเฝ้ารับเสด็จฯ จะมีคนไทยที่รักในสถาบันพระมหากษัตริย์ส่งเสียง
“ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ”
ให้ชุ่มชื่นหัวใจแล้ว
การเสด็จพระราชดำเนินในสถานที่ที่เป็นจุดศูนย์รวมของชาวต่างชาติ ก็ทำให้คนไทยได้ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
เมื่อเห็นชาวต่างชาติ “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม”
นั่งพับเพียบเรียบแต้ลงกับพื้น
ซึ่งช่างแตกต่างจากเรื่องราวของนักท่องเที่ยวไม่เคารพวัฒนธรรมไทยเมื่อสัปดาห์ก่อนอย่างลิบลับ
ใครจะนึกว่ามาต่างประเทศ มาเที่ยวห้างสรรพสินค้า
แล้วจะพบกับพระราชาและพระราชินีของประเทศไทยได้
ภาพชาวต่างชาตินั่งลงบนพื้น ยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ
ทำให้เราคาดเดาเอาเองว่า พวกเขาคงตั้งใจรอชมพระบารมี
เพราะว่าพวกเขา ไม่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ ในเวลานี้ก็ได้
เพราะในสถานการณ์แบบนี้
ก็แค่เดินออกจากพื้นที่ไปเดินเล่น ก็สุขสบายใจดีแล้ว
แต่เมื่อเป็นเรื่องหายาก ภาพที่ไม่ใช่ใครก็มีได้
รวมถึงพระบารมีของในหลวงและพระราชินี ที่มีต่อบางประเทศ เช่น สำหรับชาวจีน
ที่ “สมเด็จพระราชินี” ทรงเป็นคล้ายๆ องค์ไอคอนที่ชาวจีนมองเห็นท่านเป็นตัวแทนความสง่างามของสตรีไทย
การได้พบพระพักตร์ นั่งชื่นชมพระองค์อยู่ใกล้ๆแ บบนั้น
คงเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
หรือชาวตะวันออกกลางที่ส่วนหนึ่งเป็นรัฐราชา
(ที่จากใจจริงตอนแรกแอดยังนึกว่าเป็น “เซียนหรั่ง” มานั่งเข้าเฝ้าฯ)
เขาก็คงต้องการสัมผัสบรรยากาศการรับเสด็จฯ อย่างไทยๆ
ได้ชื่นชม King กับ Queen
ในห้างสรรพสินค้า ช่างน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ
ทำไมแอดมินถึงชวนดู
เพราะการให้คนต่างชาตินั่งพื้นนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่เมื่อบ้านเมืองเรามีวัฒนธรรมความอ่อนน้อม
และพวกเขาก็อ่อนโอนตามวัฒนธรรมเจ้าบ้าน
อันถือเป็นลักษณะนักท่องเที่ยวที่ดี
จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม
รวมถึงชวนให้ภาคภูมิใจได้ว่า เราไม่ต้องเหมือนใคร
เพราะ เราเป็นเรา ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ด้วยวัฒนธรรมของเรา อย่างที่เรามีมานับร้อยๆ ปี
ใครมาที่นี่ ก็มาเรียนรู้และทำตาม
สุดท้ายแล้วแอดมินก็ยังคิดว่า
บ้านเรามีดีมีสิ่งที่น่าภาคภูมิใจและชวนชุ่มชื่นหัวใจมากมาย
จึงแค่อยากจะเขียนชวนใจให้ทุกท่านรู้สึกดี
ในวันที่มีข่าวร้ายเต็มฟีดโซเชียลเท่านั้นเองค่ะ
ยิ้มกับเรื่องเล็กๆ ได้
ใจก็เป็นสุขนะคะ
…………………………………….
พีระชาติ อินตา
ผมนั่งมองภาพนี้อยู่นาน
ยิ่งมองใบหน้าของเด็กๆ ยิ่งเห็นรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด
เห็นโทรศัพท์หลายเครื่องถูกยกขึ้นมาบันทึกช่วงเวลาตรงหน้า
ผมกลับไม่ได้เห็นเพียงภาพของเยาวชนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเฝ้าฯ รับเสด็จ
แต่ผมเห็น “ประเทศไทยสองรุ่น กำลังยืนอยู่ตรงหน้ากัน”
และยิ่งมอง
ยิ่งรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขึ้นมาจุกอยู่ตรงอก
เพราะหลายปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนไม่น้อยเคยกังวลว่า
ความขัดแย้งในสังคม
ข้อมูลบิดเบือน ภาพตัดต่อ ถ้อยคำรุนแรง
ตลอดจนการดึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง
จะสร้างกำแพงระหว่างคนรุ่นใหม่กับสถาบัน
จนห่างออกจากกันหรือไม่
พ่อแม่บางคนคุยกับลูกไม่เข้าใจ
คนต่างวัยมองกันด้วยความระแวง
สังคมเต็มไปด้วยคำถาม
และคนรุ่นพ่อรุ่นแม่จำนวนไม่น้อยคงเคยแอบถามตัวเองอยู่เงียบๆ ว่า…
“แล้ววันหนึ่ง ถ้าพวกเราจากไป
ใครจะเป็นคนรับประเทศไทยต่อจากมือเรา?”
คำถามนี้เจ็บนะครับ
เพราะคนที่ถามไม่ได้กลัวเพื่อตัวเอง
แต่กลัวสิ่งที่ปู่ย่าตายายรักษามา
สิ่งที่พ่อแม่ประคับประคองเอาไว้
และสิ่งที่บรรพบุรุษฝากหยาดเหงื่อ น้ำตา
และความหวังไว้บนแผ่นดินผืนนี้…
จะเดินทางไปถึงมือลูกหลานของเราหรือเปล่า
แต่พี่น้องครับ…
บางครั้ง “ความจริง” ไม่จำเป็นต้องตะโกนแข่งกับใครเลย
ไม่ต้องมีเวที ไม่ต้องมีคำปราศรัย
และไม่ต้องมีใครออกคำสั่งให้รัก
เพียงเปิดโอกาสให้คนได้พบกันจริงๆ ได้มองตากันจริงๆ
และให้หัวใจของแต่ละคนได้สัมผัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยตัวเอง
หลายสิ่งที่เคยถูกสร้างขึ้นบนโลกออนไลน์…
ก็อาจเล็กลงกว่าที่เราคิด
ลองมองภาพนี้อีกครั้งครับ
ในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชน
และเยาวชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ
ลองมองใบหน้าของเด็กๆ เหล่านั้นให้ดี
มีทั้งความตื่นเต้น
ความประหม่า
รอยยิ้ม
และโทรศัพท์ที่ถูกยกขึ้นมาบันทึกช่วงเวลาตรงหน้า
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง…
คือพระมหากษัตริย์และพระราชินีของพวกเขา
ทรงหยุด ทรงรับฟัง ทรงมีพระราชปฏิสันถาร
และทรงแย้มพระสรวลแก่คนรุ่นลูกหลาน
ไม่มีฉากใหญ่โต
แต่ทำไมภาพธรรมดาๆ ภาพนี้
จึงทำให้หัวใจคนไทยจำนวนมากพองโตได้ถึงเพียงนี้
ผมคิดว่าคำตอบอยู่ตรงนี้ครับ…
เพราะความผูกพันที่แท้จริง
ไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ใครเชื่อ
มันเกิดขึ้นเมื่อคนคนหนึ่งได้รับโอกาสให้เห็น ให้ศึกษา ให้สัมผัส และให้ตัดสินด้วยหัวใจและสติปัญญาของตัวเอง
ผมจึงไม่อยากเอารอยยิ้มของเด็กคนใดไปตัดสินว่าเขามีความคิดทางการเมืองแบบไหน
เราไม่มีสิทธิ์อ่านหัวใจของใครจากภาพเพียงภาพเดียว
แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้จากภาพตรงหน้าคือ…
คนต่างรุ่นสามารถยืนอยู่ตรงหน้ากันด้วยรอยยิ้มได้
เพียงเท่านี้ สำหรับผมก็มีความหมายมากแล้ว
เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการให้ลูกหลานของเราเป็นสำเนาของคนรุ่นก่อน
ให้เขาถามเถอะครับ
ให้เขาสงสัย ให้เขาศึกษา ให้เขาค้นข้อมูล
และเมื่อจะรักสิ่งใด…
ขอให้เขารักเพราะเข้าใจคุณค่าของสิ่งนั้นจริงๆ
เพราะความรักที่เกิดจากความเข้าใจ
ย่อมมั่นคงกว่าความรักที่เกิดจากคำสั่งเสมอ..ฯลฯ…
……………………………….
ขอปิดท้ายด้วยพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
พระราชทานแก่เยาวชนโครงการค่ายผู้นำเยาวชนจิตอาสา
“LOVE CAMP” Leadership – Oneness – Volunteer – Expert หลักสูตรการฝึกปฎิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียง
เมื่อ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๓
…………………………………..
“ข่าวดีก็มี ได้ข่าวไม่ดีก็มีได้
พวกเราต้องไปแยกแยะกันเองว่า
อะไรเป็นข่าวดี หรือข่าวไม่ดี
ไอ้เราก็ไม่ได้เคยโฆษณาตัวเองว่าดีหรือไม่ดี
มันก็อยู่ที่พวกเราทุกคนตัดสินเอาเอง
แต่สิ่งที่ขอก็คือ ขอให้เราชั่งใจให้ดีเป็นใช้ได้
ได้รับข่าวดีก็ต้องถามว่า อะไรมันดี
ข่าวลบ มันไม่ดี ก็ต้องดูว่ามันจริงหรือไม่
ก็เป็นของธรรมดา
ตั้งแต่สมัยเป็นสมเด็จพระบรมฯ มา ก็มีข่าวไม่ดี
แม้แต่เป็นใครก็ต้องพูดดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นของธรรมดา
เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองในเรื่องใดๆ ทั้งนั้น
ก็คนที่อยู่ก็เป็นคนตัดสินพิสูจน์เอาเองว่า เราดีหรือไม่ดี
เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็ดูเอาเอง
แต่ขอให้เราเป็นเด็กดี
เป็นคนดีเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติก็สบายใจแล้ว”
…………………………….
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
เปลว สีเงิน
๔ สิงหาคม ๒๕๖๙
