ไทย “อย่าขายประเทศ” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

จะด้วยดาวอะไรต่อมิอะไรก็ไม่ทราบ

ทำให้เมืองไทยระยะนี้ นุงนังด้วยเรื่องกับคนต่างชาติ

ชนิดน่าปวดหัว

กับเขมร “ผูกปี” กันอยู่แล้ว!

นี่ล่าสุด “ไทย-จีน” พี่น้องกัน เกิดปัญหา “ลิ้นกับฟัน” ๒ เหตุการณ์ต่อเนื่อง

ทั้งที่ “งานหนังสือ” และที่ “สนามบินสุวรรณภูมิ”!

ท่านคงรู้เรื่องราวข่าวสารนี้กันแล้ว

โดยเฉพาะเหตุความวุ่นวายที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ตามแถลงการณ์สนามบินฯ บอกว่า…

เหตุการณ์เกิด เมื่อ ๒๙ ก.ค.๖๙ เวลา ๒๓.๐๐ น.

กลุ่มแฟนคลับ “ศิลปินชาวจีน” ซึ่งเป็นผู้โดยสารของการบินไทย ได้ติดตามศิลปิน ซึ่งจะเดินทางไปเที่ยวบินเดียวกัน

ศิลปินชาวจีน เข้าไปในเลาจน์ ของสายการบิน

กลุ่มแฟนคลับฯ ก็เฮละโลตามเข้าไป

โดยตัวเอง “ไม่มีสิทธิ์” เข้าไปใช้บริการ

รปภ.สนามบินจึงมาเชิญกลุ่มแฟนคลับฯ ออกจากเลาจน์

กลุ่มแฟนคลับฯ ยังก่อความวุ่นวายต่อเนื่อง

จนถึงบริเวณ “ห้องพักรอผู้โดยสาร” ก่อนขึ้นเครื่อง

เมื่อถึงบริเวณตรวจเอกสารเดินทางก่อนขึ้นเครื่อง

กลุ่มแฟนคลับฯ ก็ไม่ยอมให้ตรวจบัตรโดยสาร

พยายามรีบตามศิลปิน เพื่อจะขึ้นเครื่องพร้อมกัน

ตามไปจนถึงสะพานเทียบเครื่องบิน

เมื่อศิลปินได้ขึ้นเครื่องบินแล้ว…

เจ้าหน้าที่สายการบิน จึงต้องปิดประตูเครื่องบินชั่วคราว

เพื่อป้องกันกลุ่มแฟนคลับ

ที่ยังไม่ได้ผ่านการตรวจบัตรโดยสารที่อออยู่หน้าประตู บนสะพานเทียบเครื่องบิน เข้าไปภายในเครื่อง

รปภ.สนามบินจึงผลักดันกลุ่มแฟนคลับฯ กลับเข้าไปรอภายใน “ห้องพักรอผู้โดยสาร”

จากเหตุการณ์ที่เกิด สายการบินจึง “ปฏิเสธการเดินทาง” ของกลุ่มแฟนคลับฯ ทั้ง ๒๒ คน

ด้วยเกรงว่ากลุ่มแฟนคลับฯ

อาจไปก่อความวุ่นวายภายในเครื่อง

จนไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้หลังจากออกเดินทาง

ประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับสังคม

ก็ตรง รปภ.สนามบิน แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม!

ทำท่าทางเหยียดเชื้อชาติ ตามที่ปรากฏในคลิป

ใช้มือ “ดึงหางตา” เพื่อล้อเลียน!

กรณีนี้ ทางกระทรวงคมนาคม และทอท.

สั่งลงโทษทางวินัย รปภ.ผู้นั้น

พร้อมแถลงการณ์ขออภัยต่อสังคมทันที

นับเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากที่รปภ.ใช้กำลังเกินควร นำตัวชาวจีนคนหนึ่ง ออกจากพื้นที่จัดงานหนังสือในกรุงเทพฯ เมื่อ ๒๕ ก.ค.

และ “สถานทูตจีนประจำประเทศไทย”

เรียกร้องให้ทางการไทยสอบสวนเหตุการณ์ ที่รปภ.ใช้ความรุนแรงกับนักท่องเที่ยวชาวจีน

เมื่อวาน (๕ ส.ค.) ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ”จึงออกมาพูดถึงเหตุวุ่นวายที่ “สนามบินสุวรรณภูมิ”

ระหว่างนักท่องเที่ยวชาวจีนกับเจ้าหน้าที่ไทย

ท่านพูดเหมือน “อัดอก” มานาน

ตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า

“รัฐบาลต้องการให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยได้รับความประทับใจ ตั้งแต่เดินทางมาถึง และระหว่างการท่องเที่ยว

จนกระทั่งเดินทางกลับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคนเข้าเมืองและการบังคับใช้กฎหมาย

เจ้าหน้าที่จำเป็นต้อง “ปฏิบัติตามระเบียบ” ที่กำหนดไว้

แต่ควรดำเนินการด้วยความราบรื่น

และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางให้มากที่สุด”

ส่วนแนวทางในการสร้างความเข้าใจให้นักท่องเที่ยวจีนเกี่ยวกับกฏระเบียบของประเทศไทย นั้น

ท่านสีหศักดิ์กล่าวว่า….

“ถือเป็นบทบาทสำคัญของ “เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย” เนื่องจากที่ผ่านมา….

เกิดหลายกรณีที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทย

โดยผมได้หารือกับเอกอัครราชทูตจีนแล้วว่า

เป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว

และการสื่อสาร ควรมุ่งสร้างความเข้าใจ

ไม่ใช่เพียงปกป้องผลประโยชน์ของฝ่ายจีนเท่านั้น

ทูตที่ประจำอยู่ในประเทศไทย มีหน้าที่หลักในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชน

การแถลงหรือการสื่อสารต่างๆ ควรคำนึงถึงบทบาทดังกล่าว

ไม่ควรทำให้กระแสความรู้สึกของสังคมรุนแรงขึ้น

ซึ่งผมได้เรียนกับท่านทูตแล้ว

และท่านก็เข้าใจ

บางครั้ง ท่านอาจต้องออกมาปกป้องผลประโยชน์ประเทศตนเอง

แต่หน้าที่ของทั้ง “ทูตจีนประจำประเทศไทย” และ “ทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน”

คือ “การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ”

อืมมมม….

คำพูดท่านสีหศักดิ์ ไม่ต่าง “อู่เหลียงเย่”

สุรากลิ่นแรงจากมณฑลเสฉวน ผลิตจากธัญพืช ๕ ชนิด

รสชาติ ซับซ้อน และนุ่มลึก!

เสร็จจากเรื่อง “จีน-ไทย” สะดือติดกัน ฟาดฟันไม่ขาด

ก็มาถึง “สัญญานอันตราย”

“แผ่นดินไทย” กำลังจะกลายเป็น “แผ่นดินพันธสัญญา”

แม้นายกฯ สั่งฝ่ายปกครอง และตำรวจ

ออกตรวจจับ “นอมินียิว” ยึดครองแผนดินไทย แถวๆ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี

และแถบภาคเหนือ ที่ปาย แม่ฮ่องสอน

ตรวจจับแล้วมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกยิว-อิสราเอลมั้ย?

คำตอบ…

แผ่นดินไทยหลายๆ แห่ง ยังคงเป็น “แผ่นดินพันธสัญญา” ของพวกยิว ที่ “คนไทยห้ามเข้า” เหมือนเดิม!?

อย่างเหตุการณ์ล่าสุดที่จะให้ท่านอ่านต่อจากนี้ นับวันจะแผ่ขยายมากยิ่งขึ้น

ท่าน “นายกฯ อนุทิน” ควรออกมาพูดให้ชัด ว่าตรวจับ “คนไทยนอมินียิว” ซื้อที่ดินแล้ว

-จัดการอย่างไรกับที่ดินนั้น?

-จัดการอย่างไรกับพวกนอมินี?

-จัดการย่างไรกับยิวที่เข้ามาตั้งรกราก?

-และปล่อยให้ยิวยึดแผ่นดินตั้งเป็นนิคมฝังรากอยู่ในประเทศได้อย่างไร?

เราจะปล่อยบ้านเมืองไทยให้เป็นเหมือนนิทานเรื่อง “ม้าอารีย์” ไม่ได้

แรกๆ ยิวเข้ามาท่องเที่ยว

จากท่องเที่ยว เข้ามาพักยาว

จากอยู่ยาวใช้นอมินีซื้อที่ดิน

จากที่ซื้อที่ดินก็ปลูกบ้านประกาศขายให้พวกยิวมาซื้อ

เข้ามากันมากเข้าก็ตั้งเป็นนิคม

มี “ชาบัดเฮ้าส์” ให้บริการทางศาสนา อาหารโคเชอร์ และให้บริการชาวยิวเข้ามาท่องเที่ยว เข้ามาซื้อที่ดิน

และนิคมชาวยิวก็ขยายตัวลุกลามไปเรื่อยๆ

จนแผ่นดินไทยค่อยๆถูกกลืน (ด้วยเงิน) เป็น “แผ่นดินพันธสัญญา” แล้วก็ตามมาด้วยคำว่า

“แผ่นดินยิว” คนไทยห้ามเข้า!

มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้พูดหวังปลุกระดม แต่หวังให้คนไทยตื่น ก่อนที่ประเทศจะกลายเป็นเหมือน “ฉนวนกาซา”

ไปที่ปาย ก็มีป้าย “คนไทยห้ามเข้า”

ไปที่กระบี่ พังงา สุราษฎร์ ภูเก็ต ก็มีป้ายคนไทยห้ามเข้า

ยิวมันหนีตาย

แสวงหาแผ่นดินใหม่ “ขยายอาณาจักร” ตั้งรกราก ตามคำสั่งขบวนการ “ไซออนิสต์” สู่ความเป็น “นิว เวิลด์ ออร์เดอร์”!

อ่านนี่…เพื่อจะได้สังวรณ์กันไว้

“Free Palestine”

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยสุดจะทน เมื่อคนขับเรือนำเที่ยวกระบี่ เปิดเผยพฤติกรรมสุดเอือมระอา

ของกลุ่มนักท่องเที่ยว “ชาวอิสราเอล” ให้กับทางเพจเฟซบุ๊ก “ดร.เลอพงษ์”

ผู้ใช้บริการเรือนำเที่ยวรายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความสะท้อนความตึงเครียดในพื้นที่ “ทะเลแหวก”

และ “อ่าวนาง” อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โดยระบุว่า

ตนเองถูกกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้ามากดดัน

“ไล่ไม่ให้จอดเรือ” ในพื้นที่อุทยานฯ กำหนดให้

เพราะจะให้ครอบครัวของตนเล่นน้ำ ซึ่งไม่ใช่จุดที่เจ้าหน้าที่อนุญาต

นอกจากนี้เขาได้เปิดเผยว่า

“พอนักท่องเที่ยวมากับผมและนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่ยืนอยู่บนชายหาด เห็นผมถูกไล่…

กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่คนอิสราเอลจึง เข้ามาช่วยไล่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลออกไป

พร้อมย้ำชัดว่า “นี่คือประเทศไทย ไม่ใช่อิสราเอล!”

📌นี่คือผลพวงจากการที่รัฐบาลไทยอ้าแขนรับชาวอิสราเอลที่มีแนวคิด Jewish supremacy (ชาวยิวเหนือกว่าชาติพันธุ์อื่น) เข้ามา

มันไม่ใช่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

มันไม่ใช่การท่องเที่ยว

แต่มันคือการยอมรับผลพวงจากระบบการทหาร

ที่เกณฑ์ตั้งแต่วัยรุ่น ฝึกฝนในสงครามหลายปี

แล้วปล่อยพวกเขาออกสู่โลกภายนอก

จึงสร้างปัญหามากมายอย่างที่เราเห็นจนทุกวันนี้

Cr.ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด, M Today

……………………………………….

ครับ….

ผมไม่ได้พูดให้กลัว หรือให้เกลียดยิว

แต่พูดให้ “รักแผ่นดิน” ให้มากกกว่าเงินยิว

ท่านรู้มั้ย…

ตามสถิติ จาก “กรมการปกครอง”

ระบุจำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี ๒๕๖๘

อยู่ที่ประมาณ ๔๑๖,๐๐๐ คน

“ต่ำสุด” ในรอบหลายๆปี!!!!

จากสถิติการเกิด เมื่อเทียบกับสถิติการตายของคนไทย ปี ๒๕๖๘ ซึ่งตายสูงถึง ๕๕๙,๖๘๔ คน

นั่นเท่ากับคนไทยตายมากกว่าคนเกิด ๑๔๓,๖๘๔ คน!

ถ้าปล่อยประเทศให้ “คนต่างชาติ” เข้ามาตั้งรกรากอย่างที่เป็นทุกวันนี้

ในอนาคต “คนไทย” จะกลายเป็น “คนส่วนน้อย” ในประเทศของตัวเอง

นอกจากไม่มีที่ทำมาหากินแล้ว

มีความเป็นไปได้สูงมาก

คนไทยต้องเช่าหรือซื้อที่ดินจากคนต่างชาติอยู่อาศัย!

ผมไม่หวังจากรัฐบาลในอนาคตว่าจะมองเห็นปัญหาและรีบแก้ปัญหาคนต่างชาติ โดยเฉพาะยิวเข้ามาตั้งรกราก

ก็หวังกับ “รัฐบาลอนุทิน” นี่แหละ

เพราะท่านลงมือให้เห็นบ้างแล้ว

แต่ยังไม่เด็ดขาดและชัดเจน

ขอให้ท่านทำให้ชัด…

ประเทศไทยให้เข้ามามาท่องเที่ยวได้

จะเข้ามา “ยึดแผ่นดินไทย”

เป็น “แผ่นดินพันธสัญญา”…ไม่ได้!

เปลว สีเงิน

๖ สิงหาคม ๒๕๖๙

Written By
More from plew
“ฝนถล่ม” ก่อน “พังทลาย” – เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน ในทางการเมือง “รัฐบาลเพื่อไทย” นับว่าโชคดี เพราะสภายุคนี้ ไม่มี “ฝ่ายค้าน” มีแต่ “ฝ่ายคอย”! ทั้งก้าวไกล ทั้งประชาธิปัตย์...
Read More
0 replies on “ไทย “อย่าขายประเทศ” #เปลวสีเงิน”