เลือกนายกฯ ผิดชีวิตเปลี่ยน #ผักกาดหอม

ผักกาดหอม

ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ปีนี้ลุกเป็นไฟ!

ประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) กลายเป็นเวทีที่โลกพยายามจับขั้วใหม่

สถานการณ์โลกมีความซับซ้อนกว่าเมื่อ ๒-๓ ปีก่อนมาก

ขั้วอำนาจเปลี่ยน

สงครามเย็นรอบใหม่เกิดขึ้นแล้ว

คราวนี้ไม่ได้เย็นธรรมดา แต่หนาวจับใจเหมือนไปยืนอยู่บนขั้วโลก

มีทั้งสงครามแย่งดินแดน สงครามทางการค้า และการล่าอาณานิคม ในคราวเดียวกัน

กฎของโลกถูกฉีก ชาติมหาอำนาจอย่างอเมริกากำหนดกติกาขึ้นมาเอง โดยไม่แคร์ใครทั้งนั้น

สถานการณ์แบบนี้ คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ต้องไม่ใช่เด็กฝึกงาน แต่ต้องเป็นคนที่ทันเหลี่ยมคูของมหาอำนาจ

ต้องกล้าที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนคนไทย ไม่ใช่วางตัวเป็นลิ่วล้อของขั้วอำนาจใดอำนาจหนึ่ง

คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๓ จึงมิใช่คุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแต่เพียงอย่างเดียว

ไม่งั้นพาชาติไปไม่รอดครับ

นักการเมืองไทยที่ชอบเดินตามก้นฝั่งตะวันตก ต้องดูเวทีที่ดาวอสไว้ เพราะโลกกำลังจะเปลี่ยน

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อประกาศชน “โดนัลด์ ทรัมป์” แบบไม่ไว้หน้า

หมดเวลาเล่นบทลูกไล่อเมริกาแล้ว

“…ยุโรปยินดีต้อนรับจีน สิ่งที่เราต้องการคือการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากจีนในยุโรปให้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการผลิตสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มบนแผ่นดินยุโรป

นี่คือหนทางเดียวที่เราจะรักษาความสมดุลทางการค้าระหว่างกันได้ในระยะยาว และมันยังเป็นการยืนยันว่ายุโรปยังคงเป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับพันธมิตรที่พร้อมจะปฏิบัติตามกฎกติกาเดียวกัน”

“มาครง” ปลุกยุโรปยุติการเดินตามก้นอเมริกา

การเชื้อเชิญจีน คือการท้ารบกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” แบบไม่อ้อมค้อม

หากยุโรปสามารถผนึกกับจีนได้ ขั้วอำนาจโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ย่อมเปลี่ยนแน่นอน

“…เราจะไม่ยอมถูกกดหัว และภาษีศุลกากรระหว่างพันธมิตรคือเรื่องไร้สาระ…”

“…สิ่งที่บ้าคลั่งคือเราอาจถูกบีบให้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้กลไกต่อต้านการบีบบังคับเป็นครั้งแรกกับสหรัฐฯ หากพวกเขาเพิ่มกำแพงภาษี คุณจินตนาการออกไหม นี่มันบ้ามาก…”

“มาครง” พยายามสื่อสารให้ยุโรปเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องปรับสมดุลกับจีนเสียใหม่ ด้วยการเปลี่ยนมุมมองจีนเสียใหม่

เหมือนกลับหลังหัน ๑๘๐ องศา!

เนื่องจากปัจจุบันจีนมียอดเกินดุลการค้ามหาศาลถึงระดับล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ยุโรปต้องแก้ไข

ดังนั้น การปกป้องอุตสาหกรรมยุโรป (เช่น รถยนต์ไฟฟ้า) ไม่ใช่การกีดกันทางการค้า (Protectionism) แต่เป็นการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (Level playing field)

ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง สิ่งที่ต้องเจอในยุคทรัมป์คือ การตอบโต้อย่างบ้าคลั่ง

ย่อมกระเทือนไปทั้งโลก

ปรากฏการณ์บนเวทีดาวอสปีนี้จึงไม่ใช่เรื่องปกติ ที่จริงเราไม่เคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนด้วยซ้ำ แม้อเมริกากับยุโรปเล่นบทพ่อแง่แม่งอนมาพักใหญ่แล้ว

แต่การเชิญชวนแบ่งขั้วใหม่มันสะท้อนให้เห็นว่า ยุโรปสุดทนแล้ว

“…นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่หรือลัทธิล่าอาณานิคมใหม่-ยุโรปจะยังคงยึดมั่นในวิถีทางที่เจริญแล้ว โดยเลือกใช้ ความเคารพ เข้าสู้กับพฤติกรรมข่มเหง เลือกใช้ ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ นำหน้าลัทธิประชานิยม

และที่สำคัญที่สุดคือ การยืนหยัดในหลักนิติธรรม เพื่อต่อต้านความป่าเถื่อน ในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ

ยุโรปจะเป็นพื้นที่ที่กฎกติกาต้องได้รับความศักดิ์สิทธิ์ และมีความหมายเหนือกว่าการใช้อำนาจบีบบังคับตามอำเภอใจ

ยุโรปจะยึดมั่นในหลักนิติธรรมและวิทยาศาสตร์แทนการยอมสยบต่ออำนาจดิบ โดยพร้อมจะใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าที่รุนแรงหากถูกรุกราน ขณะเดียวกันก็ได้เปิดประตูต้อนรับการลงทุนโดยตรงจากจีนเพื่อสร้างความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์และรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้มั่นคงสืบไป…”

“…ในปี ๒๐๒๔ มีสงครามเกิดขึ้นมากกว่า ๖๐ ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะเข้าใจว่าบางเหตุการณ์ได้รับการแก้ไขไปบ้างแล้วก็ตาม ความขัดแย้งได้กลายเป็นเรื่องปกติในรูปแบบไฮบริดและกำลังขยายตัวไปสู่มิติใหม่ๆ ทั้งอวกาศ ดิจิทัล ข้อมูลข่าวสาร ไซเบอร์ และการค้า

โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สภาวะที่ไร้กฎเกณฑ์ กฎหมายระหว่างประเทศถูกเหยียบย่ำ

และกฎเพียงข้อเดียวที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญคือกฎของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ความทะเยอทะยานในลัทธิจักรวรรดินิยมกำลังกลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้ง…”

สรุปคือยุโรปหมดความอดทนกับอเมริกาแล้ว

ขณะเดียวกันยุโรปก็ได้ลิ้มรสการล่าอาณานิคมยุคใหม่แล้ว หลังจากที่ยุโรปเคยเป็นฝ่ายออกล่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๕ จนถึงกลางศตวรรษที่ ๒๐

“มาร์ก คาร์นีย์” นายกรัฐมนตรีแคนาดา เพื่อนบ้านอเมริกา กล่าวสุนทรพจน์ดุเดือดไม่แพ้กัน

“…ระเบียบโลกเก่าจะไม่กลับมา…”

“…ประเทศอำนาจขนาดกลางต้องร่วมมือกัน ถ้าไม่อยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณจะตกเป็นเหยื่อ…”

“…โลกไม่ได้อยู่ในช่วง ‘เปลี่ยนผ่าน’ แต่กำลังเผชิญกับ ‘ความแตกร้าว’ ในระเบียบระหว่างประเทศที่เคยยึดถือกันมา…”

เรากำลังอยู่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม และแทบจะไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก

เห็นสถานการณ์แบบนี้แล้วลองนึกภาพบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๓ ของประเทศเล็กๆ อย่างไทยว่าควรเป็นใคร

เลือกตามแคนดิเดตนายกฯ ๓ พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุด ดังนี้ครับ…

พรรคประชาชน ๑.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ๒.ศิริกัญญา ตันสกุล ๓.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

พรรคเพื่อไทย ๑.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ๒.จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ๓.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

พรรคภูมิใจไทย ๑.อนุทิน ชาญวีรกูล ๒.สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ใครเหมาะกับสถานการณ์โลกปัจจุบันมากที่สุด

ใครที่สามารถพาประเทศไทยไปยืนบนเวทีโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรีมากที่สุด

ทุกคนคงมีคำตอบในใจแล้วนะครับ เพราะไม่ยากที่จะตัดสินใจ

เก้าอี้นายกรัฐมนตรียุคนี้ไม่ใช่ที่ทางของนักการเมืองฝึกงาน

สงครามยุคใหม่มาในหลากหลายรูปแบบ ชนิดที่ชาติมหาอำนาจในยุโรปยังต้องปรับตัว

ฉะนั้น ๘ กุมภาพันธ์ เลือกผิดคน คือหายนะของประเทศ.

ผักกาดหอม

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from pp
“พล.อ.ประยุทธ์” เอาจริงแก้ปัญหามลพิษ เข้ม ก.อุตฯลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำคูคลองรอบโรงงาน กรุงเทพฯ และปริมณฑล 11 จังหวัด
“พล.อ.ประยุทธ์” เอาจริงแก้ปัญหามลพิษ เข้ม ก.อุตฯลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำคูคลองรอบโรงงาน กรุงเทพฯ และปริมณฑล 11 จังหวัด เดือนมิ.ย.นี้ ให้ได้มาตรฐาน ย้ำไทยยังเนื้อหอมต่างชาติสนใจเป็นฐานการผลิต
Read More
0 replies on “เลือกนายกฯ ผิดชีวิตเปลี่ยน #ผักกาดหอม”