รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า
ภาพรวมของเกมการทูตและข้อพิพาทเชิงพื้นที่ในขณะนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่ากัมพูชา ทั้งในมิติชายแดนทางบก พื้นที่ทางทะเล และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศสำคัญในภูมิภาค
รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า การเดินทางเยือนฝรั่งเศสและเวียดนามของฝ่ายไทยในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การเดินเกมแบบคีมหนีบ” เพื่อบีบพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชา เนื่องจากทั้งฝรั่งเศสและเวียดนามล้วนเป็นประเทศที่กัมพูชาเคยมั่นใจว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตนเองมาอย่างยาวนาน
ฝรั่งเศสเคยเป็นเจ้าอาณานิคมในอินโดจีน และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับเอกสารประวัติศาสตร์ เขตแดน รวมถึงมรดกโลก ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอิทธิพลต่อการเมืองกัมพูชามาตั้งแต่อดีต การที่ไทยยกระดับความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ จึงเท่ากับเป็นการเข้าไปสร้างน้ำหนักทางการทูตในพื้นที่ที่กัมพูชาเคยเชื่อว่าเป็นแต้มต่อของตนเอง
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า การยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส และไทย–เวียดนาม ในระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะทำให้กัมพูชาไม่สามารถมั่นใจได้อีกต่อไปว่า ฝรั่งเศสหรือเวียดนามจะยืนอยู่ข้างตนเองโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดน มรดกโลก ความมั่นคง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
“ไทยกำลังทำให้กัมพูชากลายเป็นแซนด์วิช ถูกประกบโดยประเทศที่มีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์มากกว่า ทั้งไทยและเวียดนาม ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสก็ไม่ใช่พื้นที่ผูกขาดทางการทูตของกัมพูชาอีกต่อไป” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
ในประเด็นข้อพิพาทเชิงพื้นที่ รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า กัมพูชาพยายามเดินเกมทั้งทางบกและทางทะเลควบคู่กัน โดยทางบกต้องการผลักดันให้ไทยกลับเข้าสู่การเจรจา JBC เพื่อเปิดช่องให้มีการพูดคุยเรื่องแนวเขตแดน แต่ไทยปฏิเสธแล้ว เพราะไม่ไว้ใจกัมพูชา ส่วนทางทะเล กัมพูชาใช้กรอบ UNCLOS เพื่อกดดันไทยในประเด็นพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งไทย วางแผนตั้ง 2 ชั้น ชั้นแรก คือ การชี้แจงว่ากัมพูชาลัดขั้นตอน ไม่ยอมเจรจา 2 ฝ่าย ชั้นที่ 2 คือ การไม่ดื้อแพ่ง แลเข้าสู่ขั้นตอน เพื่อประกบการเคลื่อนไหวของกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ คือสามารถเชื่อมเกมทางบกและทางทะเลเข้าด้วยกันได้ กล่าวคือ เมื่อกัมพูชาเร่งเดินเกมทางทะเลและพยายามข้ามขั้นตอนการเจรจาทวิภาคี ไทยก็ย่อมมีเหตุผลมากขึ้นในการชะลอการเจรจาเรื่องเขตแดนทางบก รวมถึงยังสามารถรักษามาตรการปิดด่านหรือจำกัดการเปิดด่านต่อไปได้ และคิดว่า เขาได้รับผลระทบทางเศรษฐกิจหนักมาก มิเช่นนั้นคงไม่เร่งให้เปิดด่าน
รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า แม้ในเกม UNCLOS กัมพูชาจะพยายามยกระดับข้อพิพาทเข้าสู่กลไกประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ แต่ไทยยังมีเหตุผลทางกฎหมายในการคัดค้าน เพราะหลักการทั่วไปควรเริ่มจากการเจรจาทวิภาคีระหว่างสองประเทศก่อน ไม่ใช่ข้ามไปสู่กลไกคนกลางทันที
นอกจากนี้ ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชามีรากฐานมาตั้งแต่ก่อน UNCLOS มีผลบังคับใช้ อีกทั้งเส้นไหล่ทวีปที่กัมพูชาขีดเข้ามาบริเวณเกาะกูด ยังถูกมองว่าเป็นการอ้างสิทธิ์เกินขอบเขต หรือ Overclaim ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยสามารถใช้เป็นเหตุผลในการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศได้
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรายนี้ยังมองว่า หากพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ทั้งข้อพิพาททางบก ทางทะเล การปิดด่าน เศรษฐกิจชายแดน และการทูตกับประเทศสำคัญ ไทยยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่ากัมพูชา เพราะกัมพูชายังต้องการให้ไทยเปิดด่าน และต้องการดึงไทยกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ขณะที่ไทยยังสามารถใช้เวลาและเงื่อนไขความไว้วางใจเป็นเครื่องมือต่อรองได้
รศ.ดร.ดุลยภาค สรุปว่า เกมของกัมพูชาไม่ใช่เพียงการใช้กำลังตามแนวชายแดน แต่เป็นการใช้หลายเครื่องมือพร้อมกัน ทั้งการทหาร การทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และสงครามข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ไทยเองก็ไม่ได้ตั้งรับอย่างเดียว แต่กำลังใช้การทูตเชิงรุก สร้างแนวร่วมทางยุทธศาสตร์ และรักษาความได้เปรียบในภาพรวม
“ถ้ามองเฉพาะทางทะเล เกมอาจยังผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่ถ้ามองทั้งภาพใหญ่ ทั้งบก ทะเล เศรษฐกิจชายแดน และการทูตระหว่างประเทศ ไทยยังไม่ได้อยู่ในสถานะลำบาก ตรงกันข้าม ไทยยังมีแต้มต่อมากกว่ากัมพูชา” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว.
