28 กรกฎาคม 2569 อ.ปิยวัฒน์ ปิ่นประชาสรร อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อรัฐบาลปรับปรุงหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะประชาชนกังวลว่าจะกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย แต่หากมองในภาพรวม สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการไม่ใช่การลดสวัสดิการ หากเป็นการปรับปรุงระบบเพื่อให้สวัสดิการของรัฐมีความยั่งยืน และสามารถช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างตรงเป้าหมายมากขึ้น
อ.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณของประเทศปีละประมาณ 50,000-70,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นหลักการที่ถูกต้อง และทุกประเทศก็ควรมีระบบสวัสดิการสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง
อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวยังขาดการทบทวนและคัดกรองผู้ได้รับสิทธิอย่างจริงจัง ทำให้เกิดกรณีที่บุคคลซึ่งไม่ควรได้รับสิทธิยังคงได้รับความช่วยเหลือ ขณะที่ประชาชนที่ยากลำบากบางส่วนกลับไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้
“หากไม่มีการตรวจสอบและปรับปรุงฐานข้อมูล เงินภาษีของประชาชนก็อาจถูกใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ คนที่ไม่จำเป็นอาจยังได้รับความช่วยเหลือ ขณะที่คนที่เดือดร้อนจริงกลับได้รับไม่เพียงพอ นี่เป็นปัญหาที่หลายประเทศซึ่งมีระบบสวัสดิการต้องเผชิญและต้องมีการทบทวนเป็นระยะ” อ.ปิยวัฒน์ กล่าว
อ.ปิยวัฒน์ ระบุว่า การทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงไม่ใช่การยกเลิกสวัสดิการ แต่เป็นการคัดกรองใหม่ว่าใครคือผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และใครที่ปัจจุบันสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว เพื่อให้เงินทุกบาทของรัฐเกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี
นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งด้านสาธารณสุข การรักษาพยาบาล เงินบำนาญ การดูแลผู้สูงอายุ และบริการด้านสังคม ขณะเดียวกัน ประเทศยังจำเป็นต้องลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน เทคโนโลยี AI โครงสร้างพื้นฐาน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
“หากยังใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับระบบสวัสดิการที่ไม่มีการคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศอาจมีข้อจำกัดในการจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต” อ.ปิยวัฒน์ กล่าว
อ.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า หลายประเทศทั่วโลกมีการทบทวนสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการอย่างสม่ำเสมอ เพราะสวัสดิการที่ดีไม่ใช่การแจกให้คนจำนวนมากที่สุด แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ส่งถึงผู้ที่จำเป็นมากที่สุด และสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ หากรัฐบาลสามารถคัดกรองผู้ได้รับสิทธิได้อย่างแม่นยำ งบประมาณที่เหลือก็จะสามารถนำไปพัฒนาสวัสดิการด้านอื่นที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้สูงอายุ การยกระดับระบบสาธารณสุข การพัฒนาการศึกษา หรือการเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือของรัฐ
“การปฏิรูปย่อมมีต้นทุนทางการเมือง และอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ในระยะสั้น แต่หากไม่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ ภาระทางการคลังจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทบต่อความสามารถของรัฐในการดูแลประชาชนในอนาคต บางนโยบายอาจเป็นยาขม แต่หากช่วยรักษาสุขภาพการคลังของประเทศ และทำให้ระบบสวัสดิการไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่จำเป็น” อ.ปิยวัฒน์ กล่าว.
