เพราะคิดว่าร่างกายยังไหวและมองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้ผู้กำกับและนักแสดงลายครามอย่าง “อ๊อฟ – พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตครั้งใหญ่จากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ล่าสุด คุณอ๊อฟได้ขึ้นเวทีแชร์บทเรียนราคาแพงในฐานะผู้ป่วย เพื่อเตือนสติคนเมืองและคนทำงานหนักทุกคนไม่ให้ซ้ำรอยตนเอง ในงาน “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance” เนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก ณ สวนลุมพินี
ซึ่งจัดโดย 5 ภาคีเครือข่ายชั้นนำ ได้แก่ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, สสส., สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยภายในงานยังมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมย่อยข้อมูลสุขภาพให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงภัยเงียบนี้ได้ง่ายขึ้น
จากคนไม่เคยตรวจสุขภาพ สู่บทเรียนวัย 57 ปี:
คุณอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ เล่าว่าตั้งแต่เริ่มทำงานตอนอายุ 25 ปี ไม่เคยเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเลยเพราะ “ไม่ชอบหมอ” จะยอมไปโรงพยาบาลก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุหนัก ๆ เท่านั้น แม้จะรู้ตัวมาตลอดว่าตัวเองมีความดันโลหิตสูงทะลุไปถึง 200 แต่ก็เลือกที่จะเพิกเฉย ไม่กินยา และยังคงโหมงานหนักบวกกับความเครียดสะสม
“ก่อนจะเกิดภาวะ Stroke ร่างกายส่งสัญญาณเตือนมาตลอด ทั้งอาการปวดบ่า ปวดไหล่เรื้อรัง หน้ามืดเวลาลุกขึ้นเร็ว ๆ หรือเวียนหัวเป็นครั้งคราว แต่เราคิดเอาเองว่าเป็นเรื่องปกติของคนทำงานหนัก พักผ่อนแป๊บเดียวก็คงหาย และปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งในวัย 57 ปี ที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ถึงได้รู้ว่าร่างกายข้างในมันพังหมดแล้ว”
“คนที่อยู่ข้างหลัง” แรงผลักดันในการก้าวผ่านวิกฤต:
คุณอ๊อฟแชร์ความรู้สึกทัชใจว่า วินาทีที่ล้มลงและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่คือครอบครัวและคนรอบข้าง เพราะภาระทั้งหมดต้องตกไปอยู่ที่พวกเขา ทั้งเรื่องการดูแลและจิตใจ
ปัจจุบันคุณอ๊อฟฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้แล้วราว 70% พร้อมทิ้งท้ายข้อคิดสำคัญว่า โรคหลอดเลือดสมองจริง ๆ แล้วป้องกันได้ถึง 80-90% เพียงแค่เราหันมาใส่ใจ “รู้ค่าความดัน” ของตัวเอง ถ้าวัดแล้วพบว่าสูงเกินเกณฑ์ 140/90 ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา และอยากให้ใช้ “คนที่อยู่ข้างหลัง” เป็นแรงจูงใจในการหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจังก่อนจะสายเกินไป จะได้ไม่ต้องปล่อยให้คนที่เรารักต้องมาลำบาก
Lifestyle เจาะลึก: ‘ความดันสูง’ ภัยเงียบที่ไม่เลือกอายุ
ภายในงานเสวนายังได้มีการเจาะลึกถึงภัยเงียบนี้ในหลากหลายมิติ โดย รศ.ดร.ขนบพร แสงวณิช อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมแชร์อุทาหรณ์ว่าตนเองถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต่อายุเพียง 39 ปี ทั้งที่เป็นคนออกกำลังกายและตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ โดยเริ่มจากอาการชาครึ่งซีกและยกแขนไม่ขึ้น โชคดีที่สามารถส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลาจึงฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่อายุน้อยก็ไม่ควรชะล่าใจ
ด้าน รศ.(พิเศษ) พญ.อรอุมา ชุติเนตร หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายเสริมว่า สาเหตุที่โรคความดันโลหิตสูงถูกเรียกว่าเป็นภัยเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่ตัวเลขความดันที่สูงอย่างต่อเนื่องจะสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดไปเรื่อย ๆ จนเกิด ‘โดมิโนเอฟเฟกต์’ ซึ่งเป็นต้นทางนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ หรือโรคไตเรื้อรังในที่สุด
สำหรับการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันความเสี่ยง ผศ.นพ.ชวลิต โชติเรืองนภา กรรมการสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย แนะนำว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการมีเครื่องวัดความดันติดบ้านและหมั่นตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้ที่มีน้ำหนักเกิน มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคนี้ หรือผู้ที่รับประทานอาหารโซเดียมสูงเป็นประจำ ที่สำคัญคือ หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างต่อเนื่อง และห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด
สำหรับผู้ที่สนใจอัปเดตความรู้และทริกการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง สามารถติดตามคอนเทนต์ซีรีส์ “ความดันวันละตอน Beat The Pressure The Series” ได้ทาง YouTube: สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย หรือ https://www.youtube.com/channel/UCRx8-NZc_QnSFP4rhyRuPiw?app.


