ผักกาดหอม
น่ากลัวครับ…
น่ากลัวมาก
ใครที่ได้เห็นคลิปน้ำท่วมชายแดนเนปาล-จีน คงคิดเหมือนกัน ประเทศไทย คนไทยโชคดีมากจริงๆ ที่เราไม่เจอภัยธรรมชาติที่รุนแรงแบบนั้น
แต่…เรายังเจอภัยจากปากนักการเมืองอยู่ครับ
การอภิปราย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๔ แสนล้านในสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา บรรยากาศโดยทั่วไปเงียบเหงา
พอจะมีบางช่วงที่แก้ง่วงได้
นั่นคือช่วงที่ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” ส.ส.พรรคส้ม ลุกขึ้นอภิปราย
ดุเดือดจริงๆ
คำก็โกง สองคำก็โกง ทุกงบทุกบาทโกงหมด
“…หลายคนกำลังทำแบบนี้ค่ะท่านประธานฯ…”
ไอซ์เธอเอามือลูบปากส่งเสียงซู้ด…
“…ถ้าเงินก้อนนี้ใช้เมื่อไหร่ อาจจะมีหลายคนที่ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เลยทีเดียว จะเป็นการเปลี่ยนเงินภาษีที่ประชาชนไม่รู้จะต้องก้มหน้าก้มตาจ่ายกันกี่ปี กลายไปเป็นเงินที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มทุนสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งตนก็เข้าใจดีว่าการที่จะพูดอะไรต้องมีหลักฐาน
วันนี้ก็เลยอยากจะหยิบยกหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสันดานในการหากินกับเงินในงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ งบกลาง เงินในกองทุนต่างๆ มันมีร่องรอย มีอาการ ที่ทำให้ดิฉันเป็นห่วงว่าเงิน ๒ แสนล้านบาทของพวกเราเนี่ย สุดท้ายแล้วจะถูกใช้ไปหน้าตาแบบไหน
งบประมาณแผ่นดินมักจะเป็นงบก่อสร้าง งบทำถนน สร้างตึก แต่ว่าปัจจุบันนี้กลายเป็นคีย์เวิร์ดที่เรียกว่า แตน แต่น แต๊น โซลาร์ ท่านประธานฯ โซลาร์ปั๊ม โซลาร์เซลล์ โซลาร์รูฟท็อป คือคีย์เวิร์ดแห่งปีแห่งชาติเลย”
“…ดิฉันกำลังจะชี้ให้เห็นว่างบ ๕,๕๐๐ ล้านบาท มันยังไปเทอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยขนาดนี้ ถ้า ๒ แสนล้านบาท ท่านประธานฯ โอ้ ดิฉันไม่อยากจะคิดเลย ๕,๕๐๐ ล้านบาทยังจัดมาเป๊ะขนาดนี้ ถ้า ๒ แสนล้านบาท คิดแล้วขนลุกเลย มันจะไม่เป็นสีน้ำเงินทั่วประเทศใช่หรือไม่”
“…ดิฉันอยากถามว่า ท่านไปเอาความมั่นหน้ามั่นใจนี้มาจากไหน ท่านเคยลองหันกลับไปถามข้าราชการที่มานั่งฟังแทนท่าน ที่ร่วมประชุมหรือว่าร่วมชะตากรรมในโครงการนี้กับท่านหรือไม่ ท่านเคยลองหันไปถามเขาไหมว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร ท่านยังจำความรู้สึกในวันที่ท่านเป็นข้าราชการ แล้วก็ถูกนักการเมืองชั่วๆ เลวๆ เอาโครงการที่แปลกๆ ใส่มือ วันนั้นน่ะท่านรู้สึกอย่างไร ถ้าท่านยังมีสามัญสำนึก ดิฉันก็อยากจะให้ท่านปกป้องข้าราชการในกระทรวงการคลัง…”
เป็นที่ถูกอกถูกใจด้อมส้มครับ
คำอภิปรายของไอซ์ถูกแชร์ว่อนในโซเชียล
พร้อมกับด่าว่ารัฐบาลโกงงบ ๒ แสนล้านกันแล้ว
แน่นอนครับ ไม่มีอะไรรับประกันว่างบ ๒ แสนล้านจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่การอภิปรายชี้หน้าว่าโกงแน่ๆ โกงทั้งนั้น โดยยังไม่พบพฤติกรรมว่ารัฐบาลจะงาบงบ ๒ แสนล้าน มันจึงเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง
พูดเอามันเพื่อเอาใจด้อมส้มเท่านั้น
ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลประยุทธ์ รัฐบาลเศรษฐา รัฐบาลแพทองธาร ล้วนมีปัญหาการคอร์รัปชันกับงบประมาณแผ่นดินทั้งนั้น
โกงในระดับที่แตกต่างกันไป
บางรัฐบาลรัฐมนตรีโกง บางรัฐบาลข้าราชการโกง วนกันอยู่อย่างนี้
ในรัฐบาลอนุทินก็มี
แต่บทบาทฝ่ายค้านในฐานะฝ่ายตรวจสอบ จะทำงานเล่นกับกระแส ด่าคนโน้นคนนี้โกงโดยไม่ต้องใช้หลักฐาน มันก็ดูมักง่ายเกินไป
ไปดูฝั่ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง อภิปรายสรุปกันบ้าง
“…ข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส ๒ พบสัญญาณวิกฤต ๓ ระลอก
เริ่มจากราคาดีเซลตลาดโลกพุ่งสูง ๖๐% ส่งผลให้ราคาในประเทศเพิ่มขึ้น ๓๐%
ตามด้วยระลอกสอง คือ อัตราเงินเฟ้อและต้นทุนสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ ๑๐%
จนนำไปสู่ระลอกสาม คือ การบริโภคและกำลังซื้อภาคประชาชนเริ่มลดลง ซึ่งหากปล่อยไว้อาจกระทบถึงการจ้างงานและการปิดกิจการในที่สุด
ขณะเดียวกัน ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส ๒ ที่ติดลบเกือบ ๖ แสนล้านบาท สะท้อนถึงความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
เศรษฐกิจไทยในขณะนี้เหมือน “บ้านหลังคารั่ว” ที่การอุดหนุนราคาพลังงานแบบเดิมเป็นเพียงการนำถังมารองน้ำ แต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้ คือการใช้เงิน “ซ่อมหลังคา” เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว…”
“…เป้าหมายของ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ ครอบคลุมทั้งการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มกำลังซื้อปานกลาง ไรเดอร์ และผู้ให้บริการขนส่ง ควบคู่ไปกับการเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาด โดยเน้นใช้น้ำมันบนดินที่ผลิตได้ในประเทศ เช่น ไบโอดีเซลและเอทานอล เพื่อให้รายได้ตกอยู่กับเกษตรกรไทย
“…รัฐบาลไม่ได้กู้เงินมากองไว้เพื่อจ่ายดอกเบี้ย แต่จะทยอยกู้ตามความจำเป็นจริง พร้อมนำหลักความโปร่งใสมาใช้กลั่นกรองทุกโครงการ…”
“…ยืนยันว่า วินัยการเงินการคลังของไทยยังคงแข็งแกร่ง และได้รับความเชื่อมั่นจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก และต้นทุนกู้ของไทยอยู่ในระดับต่ำ…”
“…รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องการประคองประชาชนและเศรษฐกิจวันนี้ พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พลังงานที่คนไทยผลิตได้ และลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อให้ประเทศไทยแข็งแกร่งกว่าเดิมหลังผ่านวิกฤต…”
ก็ตรงไปตรงมา
ยอมรับสภาพความเป็นจริง พูดถึงตัวเลขที่เป็นจริง
ไม่ต้องใช้วาทะ
ไม่ต้องเล่นการเมือง
สิ่งที่ “เอกนิติ” ทำ นี่คือการเมืองยุคใหม่
ขณะที่ “ไอซ์” ที่ชอบยกยอตัวเองเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ภาพที่ออกมากลับกลายเป็นนักการเมืองโบราณ
ยุคไดโนเสาร์
สันดาน.
