เปลว สีเงิน
ร้อน….!
ทำให้คนหงุดหงิดง่าย อะไรๆ มันก็ขวางตา-ขวางตีนไปหมด
ฉะนั้น วันนี้….
เริ่มด้วยเรื่องดีๆ เผื่อจะช่วยให้จิตใจสงบได้บ้าง ไม่ต้องมาก แค่ “ช้างกระดิกหู-งูแลบลิ้น” บุญกุศลก็เหลือล้นแล้ว
โดยคุณ “Narong Chimvisat” โพสต์ข่าวให้ปลาบปลื้มว่า
วัดป่าบ้านตาด “วัดเกษรศีลคุณ”
อนุโมทนาบุญ “คุณวีระชัย เอื้อสถาพรชัย” พร้อมครอบครัว มอบทองคำแท่ง 1 กิโลกรัม 99.99% มูลค่า 4,757,920 บาท
เข้าสู่โครงการ “บุญประเพณีผ้าป่าสิบสองเมษา
สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวงบูชาพระคุณองค์หลวงตา.”
ประจำปี พ.ศ.2569 ณ สวนแสงธรรม พุทธมณฑล สาย 3 วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2569
……………………………..
ทองคำ “โครงการช่วยชาติ” ของ “องค์หลวงตาพระมหาบัว ญานสัมปันโน” ที่เก็บรักษาในคลังหลวงขณะนี้
มีน้ำหนักรวมกว่า ๑๓,๐๐๐ กิโลกรัม หรือประมาณ ๑๓ ตัน ส่งมอบให้ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” เก็บรักษาไว้เป็น “เงินสำรองแผ่นดิน”
“คุณวีระชัย เอื้อสถาพรชัย” พร้อมครอบครัว บริจาคสืบต่อหน่อแขนง บูชาพระคุณองค์หลวงตาเพิ่มอีก ๑ กิโลกรัม
เราทั้งหลาย ถึงแม้ไม่ได้บริจาค แต่เมื่อเห็นคนทำดี มีคุณต่อชาติบ้านเมือง แค่ร่วมอนุโมทนาในคุณความดีของคุณวีระชัยและครอบครัว
ด้วยจิตตั้งนั้น เราก็พลอยได้บุญไปด้วยแล้ว!
เสร็จจากเรื่องที่ทำให้ใจปลื้ม…..
ก็แวะคุยเรื่อง “คนชื่อปลื้ม” กันหน่อยเป็นไร เพราะ ๒-๓ วันนี้ ชื่อและคำพูดท่าน ถูกพูดถึง และมีคนนำไปโพสต์-ไปแชร์ กันตรึมม
อย่างเช่นคุณ “Tuksin B. Shinkrubwat” โค้ดคำพูดมาโพสต์ไว้ว่า
“ผมกล้าพูดได้ว่า ถ้าเป็นนายกฯ คนอื่น คงปอดแหก แล้วสั่งให้เบรกขึ้นราคาน้ำมัน ๖ บาท เพราะกลัวโดนประชาชนด่า
ผมจึงเซอรไพรส์ ที่คุณอนุทินไม่เบรก
แล้วให้อิสระรองนายกฯ เอกนิติ เลือกตัดสินใจบนพื้นฐานความเป็นจริง”
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล (หม่อมปลื้ม)
รายการ เรื่องใหญ่รายวัน
แล้วคุณ “Tuksin B. Shinkrubwat” ก็ตบบั้นท้ายว่า
“OMG ตั้งแต่ปลื้มออกจากสื่อแบบ voice. ตั้งแต่ไม่เป็นนายแบกพรรคแดง ก็ดูมีเหตุผล เป็นสื่อที่ให้ความเห็นตามข้อเท็จจริงขึ้นมาล่ะ”
เรื่องน้ำมันนี่ ทั้งโครงสร้างน้ำมันและโครงสร้างราคา มันซับซ้อนเกินกว่าคนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ จะเข้าใจ เพราะไม่ใช่หน้าที่จะต้องรู้ในทุกด้าน
เรามีหน้าที่ใช้กับจ่าย
ส่วนรัฐบาล มีหน้าที่บริหารราคาและจัดหาน้ำมันมาให้พอกับความต้องการใช้
มันก็เลย “คอนเวิร์ส” กันนิดหน่อย ระหว่างคนใช้กับคนจัดหา
คือคนใช้ อยากให้ราคาถูกๆ และต้องไม่ขาดแคลน
ฝ่ายคนหา ยามสงคราม น้ำมันแพงกว่าปกติ จัดหามาก็ยากจำเป็นต้องขายให้ผู้ใช้ใน “ราคาภาวะสงคราม”
โดยรัฐยังคงช่วยอุดหนุนให้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่อุดหนุนจะแพงกว่านี้
แต่ชาวบ้านก็ไม่พอใจ เพราะน้ำมันเป็น “ต้นทุน” ของทุกสิ่ง เมื่อน้ำมันแพง ทุกอย่างก็แพงตามไปหมด
ก็เป็นธรรมดา ประชาชนส่วนใหญ่ จะต้องด่ารัฐบาล
ส่วนรัฐบาล เหมือน “พ่อบ้าน” เมื่อเจอสถานการณ์วิกฤติ ต้องคำนวณเงินในกระเป๋าแล้วว่า….
จะมีพอจ่ายให้ทุกคนในครอบครัวได้มีกิน-มีใช้ไปประมาณกี่เดือน-กี่ปี?
คำนวณแล้ว เงินที่เก็บออมไว้ อยู่ได้ประมาณ ๓ เดือน แต่ถ้าประหยัด ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป อาจอยู่ได้ถึง ๖ เดือน
ถ้า ๖ เดือนแล้วสถานการณ์ไม่ดีขึ้นและส่อจะเลวร้ายลากไปยาวนานไร้กำหนด
“พ่อบ้าน” ก็ต้องนำแผน ๓ เดือน ๖ เดือน มาเกลี่ยสัดส่วนใหม่ หาจุดลงตัวว่าจะต้องบริหารแบบไหน?
เงินก้อนที่เก็บออมเพื่อครอบครัว จะมีพอกิน-พอใช้ ไปได้โดยไม่ขาดแคลนถึงขั้นต้องขายบ้านเมืองกิน?
“รัฐบาลรักษาการ” ก็ประมาณนี้ รัฐมนตรีคลัง “เอกนิติ” รู้ว่าเงินในกระเป๋ามีแค่ไหน ถ้าจะอุ้มอย่างที่อุ้มอยู่ปัจจุบัน จะอยู่กันได้ยาวแค่ไหน?
ถ้าลดการอุ้มลงบ้าง แล้วให้ผู้ใช้น้ำมันจ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง
ซึ่งแบบนั้น จะช่วยยืดทั้งสถานการณ์การคลังและทั้งการจัดหาน้ำมันในราคาที่แพงมาให้ใช้กันโดยไม่ขาดแคลน
ถ้าสถานการณ์โลกคลี่คลาย….
ราคาน้ำมันลดสู่ระดับ ๖๐-๘๐ เหรียญ/บาร์เรล ราคาน้ำมันที่ขึ้นไป ๖ บาท ก็จะลดสู่ภาวะปกติ
นี่….
ความต้องการของประชาชน “น้ำมันราคาถูก” และต้องไม่ขาดแคลน
กับการบริหารความต้องการประชาชนกับการบริหารราคาน้ำมันที่ซื้อแพงจะต้องมาขายถูกได้แค่ไหน
มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องบริหารให้พอรับกันได้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายประชาชน ซึ่งก็ไม่มีใครผิด-ใครถูก
นายฯ อนุทิน ในฐานะผู้นำบริหาร
ตัดสินใจ “ทลายกำแพงประชานิยม” ชนิดไม่ลืมหู-ลืมตาดูโลกที่เป็นจริง ย่อมไม่ถูกใจประชาชนแน่นอน
แต่ “ถูกต้อง” ในทิศทางที่ทำ!
นายกฯ อนุทินจะถูกก่นด่าจากสังคม “ประจบชาวบ้าน” ไปอีกนาน ในขณะเดียวกัน ….
การบริหารโดยเลิก “เอาประชาชนใส่สะเอวอุ้ม” ตลอดกาล จะเป็นแอ่งเท้าให้รัฐบาลต่อๆ ไปได้อาศัยเป็นใบบุญ บริหารแบบ “เดินตามรอย”
และบ้านเมืองที่ติดหล่ม “ประชานิยม” มา ๒๐ กว่าปี จะได้ขึ้นจากหล่ม อยู่กับโลกที่เป็นจริงเสียที
อย่าลืม ประเทศไทย ไม่ได้เป็น “รัฐสวัสดิการ” ที่รัฐจะต้องจ่ายให้ทุกอย่าง
ประเทศ “รัฐสวัสดิการ” เขาจะเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงถึง ๔๐-๕๐% และเก็บ VAT สูงถึง ๒๐-๒๕%
แบบนี้แหละ “รัฐสวัสดิการ” แล้วเขาจะดูแลตั้งแต่เกิดยันตาย
แต่บ้านเราล่ะ?
คนไทยร่วม ๗๐ ล้านคน ยื่นภาษีจริง ๆ แค่ ๑๑.๘ ล้านคน
และในจำนวน ๑๑.๘ ล้านคนนั้น
มีคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีจริง ๆ แค่ ๔ ล้านคนเท่านั้น!?
แล้วคิดกันดูซิ ประเทศที่มีคนร่วม ๗๐ ล้าน แต่เก็บภาษีรายได้บุคคลได้แค่ ๔ ล้าน
แต่พอมีอะไร ทุกคนก็ร้องให้รัฐบาลอุ้ม ให้รัฐบาลช่วย แต่คนอีก ๕๐-๖๐ ล้านนั้น ไม่ยอมเสียภาษีเลย
ภาษี VAT ที่จริงกฎหมายกำหนดให้เก็บ ๑๐% แต่การเมืองประจบชาวบ้าน ลดเหลือ ๗% มาตลอด
พอขยับจะขึ้นอีกนิด-อีกหน่อย….ก็โวยกัน!
แต่พอน้ำท่วม ไฟไหม้ ขี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ออก ก็ร้องให้รัฐบาลอุ้ม
แล้วรัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาอุ้ม-มาช่วยชาวบ้านได้ทุกคน-ทุกเรื่อง เหมือนประเทศในตะวันตก ที่เขาเป็น “รัฐสวัสดิการ” เก็บภาษีทุกหัวๆ ละ ๔๐-๕๐%ได้ล่ะ?
ความจริงมันเจ็บปวดอย่างนี้แหละ ประทศไทยน่ะ มีแต่คนเลี่ยงภาษี ทำมาค้าขายไม่ยอมเข้าไปอยู่ในระบบภาษี
แต่มีอะไรขึ้นมา เรียกร้องเอาทุกอย่างจากรัฐ ในขณะที่คนจำนวนมาก เลี่ยงที่จะจ่ายภาษีให้รัฐ!
ทั้งหมดนี้ โทษชาวบ้านอีกไม่ได้เช่นกัน
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเมืองระบบเลือกตั้งนั่นแหละ ต้อง “ประจบชาวบ้าน-อุ้มชาวบ้านใส่สะเอว” ไม่งั้น เดี๋ยวเขาไม่เลือก
เมื่อเป็นอย่างนี้ เงินภาษีที่เก็บได้น้อยนิด….
แทนที่จะได้ใช้พัฒนาประเทศ ก็ต้องถูกใช้เป็นงบ “ประชานิยม” นักการเมืองผสมแดกด้วย!
ประเทศถึงได้ล้าหลังกว่าเขา จีดีพีโตปีละไม่เกิน ๓% เพราะเงินส่วนใหญ่ ด้วยประชานิยม นักการเมืองก็ “โกงเอาไปแบ่งกัน” จนไทยติดอันดับต้นๆ
“ประเทศคอร์รัปชัน” สูงที่สุดของโลก!
การบริหารโดยไม่ประจบสังคมไปทุกเรื่องของนายกฯ อนุทิน มันเป็นยาขมที่ประชาชนดื่มแล้วด่า….ขมชิบห่ะวันนี้
แต่โรคคอร์รัปชันที่แฝงในรูป “ประชานิยม-ประจบชาวบ้าน” จะค่อยๆ คลายลง
ประเทศก็จะหายไข้ ฟื้นตัว แข็งแรง วิ่งได้
แล้วประชาชนจะต้อง “ขอบใจอนุทิน” ในอนาคต เมื่อไทยผงาดเป็น ๑ ในอาเซียนอีกครั้งทั้งเศรษฐกิจและการเมือง
ด้วยทีมงาน “หนู-สี-จี-เอก” ที่กำลังรุมด่ากันตอนนี้!
คนไม่เคยบริหารงานด้วยความรับผิดชอบ ไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่บริหารได้ยากที่สุดในโลก
…..ไม่ใช่งาน
แต่คือ “ใจคน”!
ฮีโร่หรือวีรบุรุษ-วีรสตรีน่ะ ไม่ได้มีไว้สำหรับคนเป็น
เขามีเอาไว้สำหรับ “คนตาย” ตะหาก!
คนที่ทำงาน “เพื่องาน” เขาเข้าใจ แต่คนที่ทำงาน “เพื่อเหรียญตรา” หรือรางวัล ไม่มีทางที่จะเข้าใจ
ขณะเดียวกัน กลับกระหายหา อย่างประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นตัวอย่าง กระหายหารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ
ในขณะที่ตัวเองกำลัง “ก่อสงครามโลก ครั้งที่ ๓” อยู่เหย็งๆ!
นี่…ตอนนี้ โลกกำลังเขม็งรอวันที่ ๖ เมษา.คือวันครบกำหนด “เส้นตาย” ถ้าอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
“สหรัฐ-อิสราเอล” จะถล่มแหล่งพลังงานทั้งหมดของอิหร่าน!
แทนที่อิหร่านจะกลัว….
กลับเป็นว่า ทั้งทรัมป์ ทั้งเนทันยาฮู ถูกประชาชน นับหมื่น-นับแสน ออกมาชุมนุมขับไล่ ให้เลิกสงคราม
“อิสราเอล” เองตอนนี้ ถูกอิหร่านถล่มเทลอาวีฟแทบไม่เหลือซาก สถานการณ์ภายใน กองทัพ “แตกแยก-ระส่ำระสาย”ไม่มีใครยอมมาเป็นทหาร
ทางสหรัฐฯก็ถูกยุโรปและนาโต “ตัดหางปล่อยวัด”!
ทั้งอาวุธก็ร่อยหรอ เครื่องบินที่เป็น “ศูนย์บัญชาการกลางบนท้องฟ้า” ที่ว่าเป็นหูทิพย์ ตาทิพย์ สมองทิพย์
คอยบัญชาการภาคพื้นดิน ตอนนี้ก็ “ตาบอดสนิท” ซะแล้ว!
เพราะถูก “มือที่มองไม่เห็น” จิ้มเข้าให้!
ทหารที่ “เพนตากอน” เตรียมส่งยกพลขึ้นบกก็ไม่มีกะจิต-กะใจ สรุปแล้ว กำลังรบภาคพื้นดินทั้งสหรัฐและอิสราเอลตอนนี้
หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มหมดแล้ว!
๖ เมษา.ครบ “เส้นตาย” ครั้งที่ ๒
สหรัฐจะเป็น “อินทรี” หรือ “อีแร้ง” รอดู…รู้กันวันนั้นว่า กล้ากับอิหร่านมั้ย?
เปลว สีเงิน
๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙

