เมื่อความอับอายกลายเป็นความยุติธรรม: กรณี “ราม 53”

เรียบเรียงโดย: ผศ.ดร.ณชรต อิ่มณะรัญ

หัวหน้าสาขาวิชาการเขียนบทและการกำกับภาพยนตร์และซีรีส์

วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต

กรณี “ราม 53” อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมไทยรู้สึกไม่สบายใจมากที่สุดในรอบหลายปี ไม่ใช่เพราะมีคนล้อเลียนศาสนา แต่เพราะมันเผยให้เห็นว่า สังคมกำลังเริ่มยอมรับ “การทำให้ใครสักคนอับอายต่อหน้าสาธารณะ” ในฐานะความยุติธรรมรูปแบบหนึ่ง

แน่นอน การนำข้อความจากคัมภีร์ศาสนามาล้อเล่นย่อมกระทบความรู้สึกของผู้ศรัทธาจำนวนมาก และในสังคมประชาธิปไตย ผู้คนมีสิทธิไม่พอใจ วิพากษ์วิจารณ์ หรือเรียกร้องคำขอโทษได้ เพราะเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ได้หมายถึงเสรีภาพจากผลกระทบทางสังคม

ในสังคมประชาธิปไตย หลักคิดสำคัญของนักปรัชญาเสรีนิยมอย่าง John Stuart Mill คือ เสรีภาพของปัจเจกย่อมถูกตั้งคำถามได้ เมื่อการกระทำนั้นส่งผลกระทบต่อผู้อื่น แต่คำถามสำคัญคือ สังคมมีสิทธิ “ตอบโต้” ได้มากเพียงใด โดยไม่กลายเป็นผู้ละเมิดเสียเอง

เมื่อเหตุการณ์ลุกลามจากโลกออนไลน์ไปสู่การรวมตัวในพื้นที่จริง มีการติดตามหาตัว ล้อมพื้นที่ และกดดันให้บุคคลหนึ่งต้องแสดงความสำนึกผิดต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เขาผิดหรือไม่” แต่คือ “สังคมมีสิทธิลงโทษกันได้มากแค่ไหน”

หลายคนอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยคำว่า“เขายอมเอง”

แต่ในทางจริยธรรม คำว่า “ยินยอม” ไม่ได้หมายถึงเพียงการตอบว่า “ตกลง” หากต้องรวมถึงเงื่อนไขของการตัดสินใจด้วย เพราะการยินยอมที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นภายใต้เสรีภาพในการปฏิเสธ

คำถามจึงไม่ใช่ “เขายอมไหม” แต่คือ “เขามีอิสระมากพอที่จะไม่ยอมจริงหรือไม่”

เมื่อคนหนึ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก และไม่อาจมั่นใจได้ว่าหากปฏิเสธแล้วตนจะยังปลอดภัยหรือไม่ การตอบว่า “ตกลง” อาจไม่ใช่การยินยอมอย่างเสรี แต่อาจเป็นเพียงสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือสังคมจำนวนมากดูจะมองว่าสิ่งนี้ “สมเหตุสมผล” ตราบใดที่ผู้ถูกกดดันเป็นฝ่ายที่ถูกมองว่าผิด และนี่คือจุดอันตรายที่สุดของศีลธรรมแบบฝูงชน เพราะความรุนแรงจำนวนมากในประวัติศาสตร์ ไม่ได้เริ่มจากความชั่วร้าย แต่มักเริ่มจากความเชื่อว่าตนเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง

เมื่อมนุษย์รู้สึกว่าตนกำลังปกป้องศาสนา ปกป้องศีลธรรม หรือปกป้องคุณค่าบางอย่าง เขามักเริ่มมองว่าความรุนแรงบางรูปแบบ “ยอมรับได้” ไม่ว่าจะเป็นการประจาน การกดดัน หรือการทำให้อับอายต่อหน้าสาธารณะ

นักปรัชญาชาวเยอรมันอย่าง Immanuel Kant เคยเสนอว่า มนุษย์ไม่ควรถูกปฏิบัติในฐานะ “เครื่องมือ” เพื่อสร้างความพึงพอใจให้คนหมู่มาก เพราะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นคุณค่าที่ไม่ควรถูกลดทอน แม้ในวันที่บุคคลนั้นทำผิดพลาดก็ตาม

น่าสนใจว่า แม้สังคมยุคดิจิทัลจะดูทันสมัย แต่หลายครั้งเรากลับย้อนกลับไปใช้วิธีลงโทษแบบดั้งเดิม เพียงเปลี่ยน “ลานประจาน” จากกลางเมืองมาอยู่บนโซเชียลมีเดีย

ปัญหาคือ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัลมักทำให้ความโกรธเดินทางเร็วกว่าเหตุผล คอนเทนต์ที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรงมักถูกมองเห็นมากกว่า ถูกแชร์มากกว่า และสร้างการรวมกลุ่มได้ง่ายกว่า ผู้คนในโลกออนไลน์จึงไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ชม” อีกต่อไป แต่ค่อย ๆ กลายเป็น “ผู้มีส่วนร่วมในการลงโทษ”

และเมื่อแรงกดดันจากสังคมมีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญจึงกลับมาที่รัฐและกระบวนการยุติธรรม ว่าจะยังสามารถยืนอยู่บนหลักกฎหมายได้มากเพียงใด ท่ามกลางอารมณ์ของคนหมู่มาก

เพราะหากวันหนึ่งความรู้สึกของสังคมสามารถกดดันให้เกิดการยอมจำนนนอกกระบวนการยุติธรรมได้ สังคมอาจกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “Rule of Law” ไปสู่ “Rule of Emotion”

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญของกรณี “ราม 53” อาจไม่ใช่ “ใครผิด” แต่คือ “เรากำลังสร้างสังคมแบบไหนร่วมกัน” สังคมที่พร้อมปกป้องศาสนา แต่ยังรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ หรือสังคมที่เชื่อว่า หากใครทำผิดพลาด เขาสมควรถูกทำให้อับอายต่อหน้าสาธารณะเพื่อแลกกับการให้อภัย

นักปรัชญากรีกโบราณอย่าง Aristotle เชื่อว่า คุณธรรมไม่ได้อยู่ที่การปล่อยเสรีทุกอย่าง หรือการลงโทษอย่างสุดโต่ง แต่อยู่ที่ “ความพอดี” ระหว่างสองด้านเสมอ สังคมจึงอาจต้องตั้งคำถามว่า ระหว่างการปกป้องศรัทธากับการรักษาศักดิ์ศรีของมนุษย์ เรากำลังสูญเสียความพอดีนั้นไปหรือไม่

เพราะเส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดของอารยธรรม อาจไม่ใช่ว่าเราปฏิบัติต่อ “คนดี” อย่างไร แต่คือเราปฏิบัติต่อ “คนที่เราคิดว่าผิด” อย่างไรต่างหาก.



Written By
More from pp
NDR ส่งมอบตู้อบฆ่าเชื้อหน้ากากอนามัยให้รพ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR นำเครื่องอบแมส หรือ ตู้อบฆ่าเชื้อหน้ากากอนามัย มอบให้กับโรงพยาบาลบ้านบึง...
Read More
0 replies on “เมื่อความอับอายกลายเป็นความยุติธรรม: กรณี “ราม 53””