เปลว สีเงิน
“นายกฯอนุทิน”
ถือว่า “โชคไม่ดี” เข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาลตอน “ส้วมล้น” พอดี
ล้นเพราะ….
ถ่ายสะสมกันไว้เนิ่นนานปี ถ่ายแล้วต่างสะบัดก้นหนี ทิ้งทับถม ไม่รู้สมัยไหน-ต่อสมัยไหน โดยไม่มีใครคิดชำระสะสาง
แล้วมันมา “ล้นทะลัก” ส่งกลิ่นตลบเอาตอนอนุทินมาเป็นนายกฯ
ก็เลยเป็น “ทุกขลาภ” ของท่านไป!
เข้ามา “ล้าง-เช็ด” ให้ ก็ว่าหนักหนา แต่ที่ถูกเหมาว่าทั้งหลาย-ทั้งปวง เป็นความห่วย ไม่เอาไหน ของ “รัฐบาลอนุทิน” นี่ซิ มันเจ็บกระดองใจ
นอกจากปัญหาเศรษฐกิจ การกีดกันการค้า และปัญหาพลังงาน จากสงครามแล้ว
ยังเจอปัญหาภายใน ทางใต้ก็เรื่องขบวนการแบ่งแยกดินแดน ทั้งที่เห็นหน้า-เห็นตา ชนิดว่า “ลูบหน้าก็ปะจมูก”
แต่จัดการอะไรกันไม่ได้ ….
ปัญหาใต้เลยกลายเป็น “ปัญหาสร้างฐานะอาชีพ” เลี้ยงทั้งโจร-เลี้ยงทั้งคนปราบโจร
“๒๐ กว่าปี” งบประมาณ “สูญเปล่า” ไปกว่า ๕ แสนล้านบาท
ปรากฎว่าทั้งโจร-ทั้งคนปราบโจร
“มั่งมี-ศรีสุข” กันถ้วนหน้า!
ก็ถึงจุด “สุดเอือมระอา” กันในยุค “นายกฯ อนุทิน” ว่าพอกันทีกับนโยบายสันติวิธี “เลี้ยงโจร-เลี้ยงเจ้าหน้าที่” จนกว่าจะแก่ตายกันไปข้างแบบนี้
จึงเรียกร้องให้ “นายกฯ อนุทิน” และ “กองทัพ” ใช้นโยบาย “ดับไฟใต้” แทนการ “เลี้ยงไฟใต้”
พอกันที กับการเจรจาแบบ “จำอวดหน้าม่าน” คนดูเบื่อ เดี๋ยวก็ถูกเขวี้ยงด้วยซังข้าวโพดจุ่มน้ำหมากจากคนดูจนได้
ซ้ำซากเป็นสิบๆ ปี….
ไม่เห็น “สันติภาพ-สันติสุข” งอกด้วยน้ำลายได้เลย ทั้งที่รู้หน้า-รู้ตัวหมดแล้ว ว่าใคร-เป็นใคร!
แล้วก็มาปัญหามาเฟีย “ยึดหาด-ยึดที่สาธารณะที่ภูเก็ต” เก็บค่าเช่าจากชาวบ้านร้านค้าเข้ากระเป๋ามาเป็นแรมปี โดยเจ้าหน้าที่รัฐ หูนวก-ตาบอด
ชาวบ้านร้านตลาด ก็มาร้องกระจองอแงเอาตอนรัฐบาลนี้แหละ ในเมื่อเป็นทุกข์ชาวบ้าน นายกฯ ก็ต้องแรดๆ ลงไปจัดการ
ทะลวงหู-ทะลวงตาเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ให้เห็นปัญหา นี่เห็นว่านายกฯ เรียกผบ.ตร. “พล.ต.อ.กิตติ์รัช พันธุเพชร์” กับพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผบ.ตร.ไปรับดาบอาญาสิทธิ์ที่ทำเนียบเมื่อวาน
ต้องปราบ “มาเฟียถิ่น” ให้เรียบ ภายใน ๓ เดือน!
นอกจากมาเฟียถิ่นแล้ว ยัง “มาเฟียต่างชาติ” อีก ทั้งอิสราเอล ทั้งรัสเซีย ทั้งจีน ทั้งพวกยุโรป ทั้งอินเดีย ทั้งพวกแอฟริกาและฯลฯ
พวกนี้ เข้ามาแล้วไม่ยอมกลับ
ปักหลักตั้งแก๊งอยู่ในเมืองไทย เป็นอันธพาลเกเร เป็นพวกเรียกค่าไถ่จากชาติเดียวกันเอง พวกค้ายาเสพติด ค้าประเวณี
ที่สร้างความไม่พอใจให้คนไทยมาก คือชาวยิว-อิสราเอล เข้ามาปักหลัก ตั้งอาณาจักรยิว อยู่ปายบ้าง เกาะสมุย-เกาะพะงันบ้าง เชียงใหม่-เชียงรายบ้าง
นายกฯ ต้องนำคณะลงไปสำรวจตรวจสอบเอง ที่พะงันเมื่อวานซืน นี่ก็อีก ที่หมักหมมจนหยั่งรากลึกในกระถางระบบรัฐ
ใครก็จัดการไม่ได้….
เพราะ “ลูบหน้าก็ปะหนวด” นายกฯ ต้องลงไปโกนเอง!
ประเทศไทย ๗๗ จังหวัด มีหน่วยราชการจากทุกกระทรวง “ย่อส่วน” ไปประจำอยู่ทุกจังหวัด
มีผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจภาค ประจำการอยู่หมด
แต่แปลก ปล่อยให้ต่างชาติถือครองที่ดิน มาตั้งแก๊ง มาค้าขาย และปล่อยให้มาเฟียยึดที่สาธารณะไปจัดสรรเป็นร้านค้าแล้วเก็บค่าเช่ากิน
โดยเจ้าหน้าที่รัฐทั้งจังหวัด ไม่รู้เรื่องเลย!
จนต้องให้นายกฯ ลงไปชำระสะสางเอง แบบนี้ทำให้ต้องคิดหนักว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” ยังสัตย์ซื่ออยู่หรือไฉน?
ถ้าต้องให้นายกฯ ลงไปทำงานรูทีนในพื้นที่แบบนี้ ผมว่าก็ไม่จำเป็นต้องมีข้าราชการประจำมากมายดังทุกวันนี้
เพราะมีแล้ว แทนที่จะ “เป็นหู-เป็นตา” ให้รัฐ
กลับไป “เป็นมือ-เป็นตีน” ให้พวกมาเฟีย พวกต่างชาติ ที่เอาเงินมาฟาดหัว!
นี่เป็นอีกประเด็นอยู่ในข่าย “ส้วมล้น” ที่รัฐบาลต้องกล้า ลุ-ล้าง-ทำลาย “ระบบเก่า” สร้าง “ระบบใหม่”
ระบบรัฐ “น้อยปริมาณ” เน้น “มากจิตสำนึก”!
ปัญหาพิพาทชายแดน “ไทย-เขมร” นี่อีกปัญหาที่หมักหมม-ค้างคาด้วยประโยชน์ร่วม
เมื่อไม่ลงตัว ก็มาแตกโผละ ในยุครัฐบาล “นายกฯ อนุทิน”
ช่วงนี้ เขมรไม่ต่าง “ลิงได้แก้ว”
จีนเอาอาวุธมาประเคนให้ เอาเรือบิน-เรือรบมาประเคนให้ ก็ดีอก-ดีใจ คันไม้-คันมือ อยากรบกับไทย
หรือพูดให้ตรงตัวก็ “วอนหาที่ตาย” ประมาณนั้น!
หารู้ไม่ว่า ทั้ง “เรือรบ-เรือบิน” นั่นน่ะ จีนเอามาให้ก็จริง แต่ให้แบบพรางตา ทหารเขมรน่ะ ยังไม่ประสาหรอก
ไปฝึกล้างเรือรบ เช็ดปีกเครื่องบิน อีก ๑๐ ปี ก่อนไป๊ แล้วค่อนมาคุยเสร่อว่า มีเรือรบ-มีเรือบินมาสู้กะไทย
จีนต้องการตั้งฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศบนแผ่นดินเขมร จึงเอาเครื่องบิน-เอาเรือรบมาประจำการ “กันท่าอเมริกัน” มันก็แค่นั้นแหละ
ปากเขาบอกยกให้….
แต่ในเรือรบและเรือบิน เป็นทหารเรือ-ทหารอากาศจีนประจำการทั้งนั้น
ทหารเขมร มีหน้าที่ล้างล้อเรือบินตอนหมามายกขาเยี่ยวรดและคอยขัดขี้ตีนบนเรือรบเท่านั้น
อย่าหวังขับเคลื่อนเครื่องบินและเรือรบด้วยตัวเองเลย!
เห็นว่าระยะนี้ “เขมรกร่าง” นัก ส่งหน่วย BHQ มากวนโอ๊ยริมแดนแถวๆ โอร์เสม็ด-ช่องจอม กาบเชิง สุรินทร์ แถมยิงกราดเป็นสิบๆ นัดคืนวานซืน
ทหารหน้าแนวน่ะ เขาไม่สะดุ้งหรอก ห่วงแต่ชาวบ้านเท่านั้น มายืงปืน บินโดรนขู่ กลางค่ำ-กลางคืน ชาวบ้านเขากลัว
และเขาสั่งทหารว่า….
“รอบ ๓ มาก็อย่าเลี้ยงมันไว้ให้เปลืองปลากระป๋อง ลุยให้ถึงมุ้งฮุนเซนโน่นเลย อย่าให้มันเหลือ จะได้จบๆ กันซะที ปล่อยให้มันรังควาญอยู่อย่างนี้รำคาญ ออกไปหาของป่าก็ไม่ได้ มันเข้ามาซุ่มจับตัวประจำ”
ก็ร้อนถึงนายกฯอีก ทหารเขมรมันรู้กึ๋นว่าทหารไทยถูกห้ามลั่นไกก่อน มันก็เลยลอยชายเข้ามาในแดนไทย ดักจับคนไทยหาของป่าบ้าง มาข่มขู่ “หลวงพ่อเยื้อน” ไม่ให้ทำทางไปใกล้ฐานมั่นบ้าง
สงครามจิตวิทยาเขมร ทำให้ชาวบ้านเริ่มไม่พอใจทหารและรัฐบาลว่าไม่เอาจริง ไม่รู้เกรงอก-เกรงใจอะไรเขมรนักหนา!
ยิ่งล่าสุด….
ลุงโยชน์ไปหาของป่าที่กาบเชิง สุรินทร์ บริเวณชายแดนไทย-เขมร ทหารเขมรมันจับลุงโยชน์ไปตั้งแต่ ๒๕ เมษา. จนถึงวันนี้ ก็กว่า ๒๐ วันแล้ว
เอาไปขังไว้ที่ “จังหวัดอุดรมีชัย” ตั้งข้อหา “ลักลอบข้ามแดนเข้าไปในเขมรโดยผิดกฎหมาย”!
มันเข้ามาจับในแดนไทย แล้วบอก “ลักลอบเข้าไปในเขมร” ส่อเจตนาชัดว่ามันต้องการ “มีเรื่อง” กับไทย
โดยใช้การจับลุงโยชน์เป็นแต้มต่อและ “เย้ยฝ่ายไทย”!
ก็อย่างที่บอก คนไทยมีค่า จับไปแล้วได้ราคา
ไม่เหมือนคนเขมร เดิมเข้ามา มีแต่จะถีบให้ออกไป ไม่มีใครอยากจับ เพราะไร้ค่า-ไร้ราคา รกแผ่นดินเปล่า
ทีนี้ก็เกิดเป็น “ศึกศักดิ์ศรี” กันขึ้นละซี
ลุงโยชน์ ชาวบ้านธรรมดา จับไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่เพื่อต้องการเยาะเย้ยไทย
มันจึงจับไปขัง แล้วถ่ายรูปโพสต์เฟซเยาะเย้ยไทย
ฝ่ายทหาร ฝ่ายกงสุลไทยไปเจรจาก็ไม่ยอมปล่อย
อ้างว่า “ลักลอบข้ามแดน” ต้องขึ้นศาลท่าเดียว!
ดูเจตนาแล้ว มันหวังให้ระดับรัฐบาล อย่างน้อยก็รัฐมนตรีต่างประเทศ ติดต่อไปอ้อนวอนงอนง้อกับฮุนมาเนตหรือฮุนเซน
ให้ “ปล่อยตัวลุงโยชน์”!
ผมว่ามันตื้นเขินมาก กับหมากเขมร ถ้าเล่นแบบนี้ โดยเอาตัวชาวบ้านเป็นเกมเดิมพัน
คิดหรือว่า “กองทัพภาค ที่ ๒” เขาจะไม่รู้ทัน การเอาตัวไปดำเนินคดี ไม่ถึงขั้นฝ่ายไทยต้องท้ารบหรอก
ขั้นแรกนี้ ฝ่ายไทยควรส่งทนายไปพบลุงโยชน์ นอกจากขอประกันตัวแล้ว ก็ให้ลุงโยชน์บอกกล่าวเล่าเรื่องให้ทนายฟัง เพื่อสู้คดีในศาล
เมื่อเขมรมันพาล เราก็ต้องเป็นมวยหลัก เมื่อขึ้นศาล ฝ่ายเขมรก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า
จับตัวลุงโยชน์ไปจากตรงไหน
และตรงนั้นอยู่ในเขตไทยหรือเขตเขมร โดยมีเส้นอาณาเขตยอมรับกันเป็นทางการ
ทนายฝ่ายไทย ก็ต้องนำตัวลุงโยชน์ไป “ชี้จุด” ที่ถูกทหารเขมรจับว่าเป็นพื้นที่ตรงไหน เป็นจุดเดียวกับที่ฝ่ายทหารยืนยันหรือไม่?
นี่…ต้องสู้กันตามกติกาสากล
เพื่อให้รู้ชัดว่า จุดที่จับไปนั้น “เขตไทยหรือเขตเขมร”?
ถ้าพิสูจน์แล้ว รุกล้ำเข้าไปจริง ก็ว่าไปตามกฎหมาย
แต่ถ้าอยู่ในเขตไทย…
ก็แน่ชัดว่า ทหารเขมรรุกล้ำเข้ามาจับคนไทยในแผ่นดินไทย ก็เป็นทีของไทย ต้องนำทหารเขมรที่รุกล้ำแดนมาเข้ากระบวนการกฎหมายบ้างละ!
ต้องเดินแนวนี้ครับ ถ้าเจรจาขอตัวกลับมาเฉยๆ เขมรก็จะตีขลุมว่าจุดที่ลุงโยชน์ถูกจับนั้น
เป็นดินแดนเขมร และไทยยอมรับ จึงยอมมาเจรจางอนง้อขอตัวลุงโยชน์!
การจะรับมือเขมร เราต้องอิงความเป็นสากลไว้ก่อน บุ่มบ่ามอาจเสียเชิงกล ไปพูดดีด้วย อาจถูกตีขลุม “เรายอมรับว่าล้ำแดน”
แล้วเขมรมันก็จะทึกทักเอาแผ่นดินตรงนั้นไปทันที!
นี่ก็เป็นปัญหา “ส้วมล้น” ที่นายกฯ จะต้องลงไปบริหารจิตใจชาวบ้านแถวๆ โอร์เสม็ด-ช่องจอม-ช่องสะงำ กาบเชิง สุรินทร์ ที่เขมรคุกคามหนักตอนนี้
เรื่องการเมืองน่ะ
ท่านนายกฯ ปล่อยให้การเมืองเขารุมยำท่านให้สนุกไปเถอะ ส่วนท่านไปดูแลการบ้าน คือชาวบ้านทั่วสารทิศที่เขาอกไหม้-ไส้ขมด้วยสารพัดปัญหาดีกว่า
ลงไปให้ชาวบ้านด่าบ้าง ถือว่าเขาให้พร
ท่านน่ะ ทุกวันนี้ แค่ “ผายลมดัง” ก็ผิดแล้ว นับประสาอะไร แค่ “ขับรถพุ่มพวง” จะไม่ถูกร้องเรียน
ดีนะที่ไม่ออกมาทั้งพวง…เจอผิดจริยธรรมร้ายแรงแหงๆ!
เปลว สีเงิน
๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙

