นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ #ผักกาดหอม

ผักกาดหอม

เริ่มไปแล้วครับ…

วานนี้ (๑๙ มิถุนายน) สภาผู้แทนราษฎร ถกร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ วงเงิน ๓.๗๕ ล้านล้านบาท เป็นวันแรก

ก็อย่างที่ทราบกัน รัฐบาลเศรษฐายัดงบประมาณที่ใช้กับนโยบายแจกเงินดิจิทัลหัวละ ๑ หมื่นบาทเข้าไปด้วย

ภาพรวมร่าง พ.ร.บ.งบฯ ๒๕๖๘ จัดแบบขาดดุล

รัฐบาลประมาณการรายได้ ๒.๘ ล้านล้านบาท

ที่เหลือมาจากเงินกู้ ๘.๖ แสนล้านบาท

เกือบชนเพดาน!

พรรคเพื่อไทยเคยด่ารัฐบาลลุงตู่ยับเยินว่า เก่งแต่กู้ หาเงินไม่เป็น

เปรียบรัฐบาลลุงตู่เหมือนโรงงานล้าสมัย ผลาญเงินไปมากกับเครื่องจักรปะผุ ต่างกับเพื่อไทย คิดใหญ่ ทำเป็น มีคนเก่งเยอะ

เปลี่ยนรัฐบาลปั๊บประชาชนเป๋าตุงปุ๊บ!

ก็เห็นกันแล้วนะครับ เศรษฐกิจวันนี้เป็นอย่างไร

๘ ปีรัฐบาลลุงตู่ เวลาเกือบครึ่งในการบริหารประเทศ ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่เป็นผลจากการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙

ขณะที่รัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเศรษฐกิจโลกขาขึ้น แต่กลับใช้นโยบายเหมือนประเทศตกอยู่ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

งบประมาณปี ๒๕๖๘ จึงทุ่มไปกับการแจก อ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

หุ้นตกหนักในวันนี้ไม่ต้องประหลาดใจนะครับ เพราะเป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เน้นแจก มากกว่าลงทุน มาตั้งแต่แรก

รัฐบาลลุงตู่ แม้การใช้งบประมาณหมดไปกับการต่อสู้กับโควิด-๑๙ แต่งบลงทุนก็เดินหน้าต่อไป

มาถึงรัฐบาลเศรษฐา แทนที่จะอัดฉีดเศรษฐกิจของประเทศด้วยการทุ่มงบไปกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

แต่กลับทำน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

แม้งบลงทุนในงบประมาณปี ๒๕๖๘ จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และ นายกฯ เศรษฐา เอาไปเคลมในสภาว่าเป็นผลงานของรัฐบาล ที่สามารถจัดงบลงทุนได้สูงถึง ๙๐๘,๒๒๔ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๔.๒

เมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจขาขึ้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือควรจัดงบลงทุนให้มากกว่านี้หรือไม่

ไปดูงบลงทุนในช่วงที่ประเทศอยู่ในวิกฤตโควิด-๑๙ จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนถึงความพยายามที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละชุด

ปี ๒๕๖๓ ตั้งงบลงทุน ๖๕๕,๘๐๕.๗ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ๒๐.๕

ปี ๒๕๖๔ ตั้งงบลงทุน ๖๙๓,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ๒๑.๐

ปี ๒๕๖๕ ตั้งงบลงทุน ๖๒๔,๓๙๙.๙ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ๒๐.๑๔

ปี ๒๕๖๖ ตั้งงบลงทุน ๖๙๕,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๒๑.๘๒

ปี ๒๕๖๗ ตั้งงบลงทุน ๗๑๗,๑๙๙.๖ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ๒๐.๖๑%

ปี ๒๕๖๘ เยอะจริง แต่…ยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างที่บอกครับรัฐบาลนี้ไม่ต้องสู้รบตบมือกับโควิด-๑๙ ไม่ต้องสูญงบประมาณไปกับการจัดหาวัคซีน การชดเชยและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ที่ต้องใช้งบประมาณนับล้านล้านบาท

แต่รัฐบาลเลือกที่จะกู้มาแจก!

แทนที่จะกู้เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

การอภิปรายของ สส.พรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่ออกทะเล แต่ก็มีบางรายอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ทำการบ้านมาดีพอสมควร

เช่น “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

“…สัดส่วนรายจ่ายลงทุน ๒๔% สูงสุดในรอบ ๑๗ ปี อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีขนาดนั้น จริงอยู่ว่าเราอยากเห็นการใช้จ่ายที่นำไปสู่การลงทุนออกดอกออกผลมากกว่าที่จะใช้กับการบริโภคหรือรายจ่ายประจำ

แต่การที่สัดส่วนรายจ่ายลงทุนสูงขนาดนี้ เพราะไปรวมกับ ๘๐% ของงบดิจิทัลวอลเล็ต

หากตัดงบส่วนนี้ออกไป จะเหลือเพียงแต่ ๒๐.๘% เท่านั้นเอง ปริ่มๆ กับเกณฑ์ขั้นต่ำ เป็นการยัดงบ เพื่อทำให้รายจ่ายดูโป่ง ดูดีหรือไม่

ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลจงใจตัดรายจ่ายบางตัว เพื่อเปลี่ยนให้เป็นรายจ่ายลงทุนหรือไม่ เพราะมีรายจ่ายประจำบางตัวที่ได้งบต่ำกว่าที่จะต้องใช้ กว่า ๑๖๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งหากงบส่วนนี้ถูกใช้ตามที่ควรจะเป็น ก็จะเหลือเพียง ๑๖.๔% หรืออาจน้อยกว่านั้น…”

เท่าที่ฟังอภิปราย นายกฯ รัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีช่วยคลัง ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

อย่าลืมนะครับกรอบวงเงินงบประมาณปี ๒๕๖๘ สูงสุดเป็นประวัติการณ์

เพิ่มขึ้นจากงบปี ๒๕๖๗ ถึง ๗.๘%

แทนที่อย่างน้อยๆ งบลงทุนจะเพิ่มขึ้น ๗-๘% จากปีก่อน

แต่กลับเพิ่มเพียงน้อยนิด

แถมงบที่จะใช้ในโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ๑๕๒,๗๐๐ ล้านบาท ก็ถูกจับยัดไปอยู่ในงบกลาง หมวดแผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ

มีวัตถุประสงค์ระบุว่า เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายเม็ดเงินในพื้นที่ต่างๆ และเพื่อรักษาระดับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ

เพิ่มสภาพคล่องแก่ประชาชนในการดำรงชีพและประกอบอาชีพ อีกทั้งยังเป็นการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นี่แหละครับถึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า งบแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ถูกยัดไส้เป็นงบลงทุน เพื่อปั้นตัวเลขให้ออกมาดูสวยงาม

แต่เนื้อในการจัดงบประมาณ แย่กว่าที่เคยด่ารัฐบาลลุงตู่

ในแง่การกู้เงิน หากรัฐบาลนี้อยู่ครบ ๔ ปี น่าจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นอย่างแน่นอน

คือ…เจ้าพ่อแห่งการกู้

“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในประเด็นนี้

“… งบประมาณ ๒ ปี รัฐบาลกู้มาชดเชยการขาดดุลถึง ๑.๕ ล้านล้านบาท รวมถึงการกู้มาแจกในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ๑๕๒,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่รวมส่วนต่างที่เหลือที่ต้องกู้เพิ่มอีก

หากรวม ๒ ปีรัฐบาลกู้เกือบ ๒ ล้านล้านบาทแล้ว

เมื่อปีที่แล้ว ผมตั้งฉายาให้กับนายกรัฐมนตรีว่าเป็น นักกู้ถุงเท้าสีชมพู แต่ปีนี้ ขอให้เป็น นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ….”

ก็เบาะๆ สำหรับการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ วันแรก

แต่ก็ชัดเจนว่า รัฐบาลเศรษฐา คิดใหญ่ ทำเป็น จริงๆ

เห็นด่ากันเยอะ ๘ ปี รัฐบาลประยุทธ์ หนี้สาธารณะเฉียด ๑๐ ล้านล้านบาท แต่นั่นเป็นรัฐบาลในช่วงวิกฤตโควิด-๑๙ นะครับ

๒ ปีรัฐบาลคิดใหญ่ ทำเป็น สร้างหนี้แล้วเกือบ ๒ ล้านล้านบาท

ยังไม่นับระหว่างทางหลังจากที่ว่าจะออก พ.ร.ก. หรือพ.ร.บ.กู้เงินเพิ่มอีกหรือไม่

ถ้าอยู่ครบ ๔ ปี อาจเท่า ๘ ปีของรัฐบาลลุงตู่หรือมากกว่าก็เป็นได้

เพราะการตั้งงบขาดดุลในแต่ละปี มักจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่บ่อยครั้ง

เช่นปี ๒๕๖๗ ตั้งงบขาดดุล ๖๙๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถึงสิ้นปีงบประมาณคาดว่าจะสูงถึง ๘ แสนล้านบาท เพราะรัฐบาลกู้เงินเพิ่มเติม

ขณะที่ปี ๒๕๖๘ ตั้งงบขาดดุล ๘.๖ แสนล้านบาท และมีโอกาสกู้เพิ่มเกิน ๑ ล้านล้านบาท

คิดใหญ่ ทำเป็นจริงๆ

ทำให้ประชาชนเป็นหนี้เพิ่มแบบจุกๆ

Written By
More from pp
สธ.เผย ผลสำรวจคนไทยมั่นใจรัฐบาลรับมือโควิด 19 ภาพรวมคนไทยหย่อนพฤติกรรมป้องกันตนเอง
กระทรวงสาธารณสุข เผยผลสำรวจล่าสุด จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ พบว่าคนไทยกว่าร้อยละ 50 มั่นใจรัฐบาลว่าสามารถรับมือได้หากเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในระลอก 2 นอกจากนี้...
Read More
0 replies on “นักกู้ผ้าขาวม้าพันคอ #ผักกาดหอม”