สีหศักดิ์ “ค้ำคอต่อย” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

“หมาจิ้งจอกกับองุ่นเปรี้ยว” ในดงนักวิชาเกือกนี่ มีมากจนน่ารำคาญ!

เลือกตั้งผ่านไปยังไม่ครบสัปดาห์ดี

ก็หอนตามหน้าจอกันแล้ว ทำนองว่า “กกต.ห่วย ป่านนี้ยังไม่ประกาศผลซักที”

พอวานซืน (๒๕ ก.พ.๖๙) กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขตจำนวน ๓๙๖ คน

หมาจิ้งจอกหน้าเสี้ยมตัวเดิม ก็หอนอีก “นี่มันคือการหักดิบความรู้สึกของประชาชน มีปัญหาตามมาแน่”!?

ตกลงจะให้กกต.ทำไง ถึงจะถูกใจพวกหมาจิ้งจอกฝูงนี้?

อยากให้เลือกตั้ง ๘ กุมภา.เป็นโมฆะ

แล้วเลือกกันใหม่

เลือกจนกว่า “พรรคส้ม” จะชนะเป็น ๑ ได้ตั้งรัฐบาล อย่างนั้นใช่มั้ย พวกนักวิชาเกือกถึงจะบอกว่า….

“กกต.จัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม”?!

กูละหน่ายจริงๆ

เมื่อไหร่ไอ้พวก “สังคัง สังคม” เหล่านี้ จะเจอซีม่าซักที จะได้ถอนยวงทั้งกระจุก!?

สส.เขต มีทั้งหมด ๔๐๐ คน กกต.ประกาศรับรองผล (ไปก่อน มีอะไรค่อยไปสอยทีหลัง) ๓๙๖ คน แสดงว่า ยังไม่รับรองอีก ๔ เขต

มีเขตไหนบ้างล่ะ?

กกต.ให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ ที่ จังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ ๑ หน่วยเลือกตั้งที่ ๖ ผู้ชนะเลือกตั้ง คือ นายอัครา พรหมเผ่า พรรคกล้าธรรม

และนับคะแนนใหม่ ที่ สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๒ หน่วยเลือกตั้งที่ ๑ ผู้ชนะเลือกตั้ง คือ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ พรรคภูมิใจไทย

จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑ หน่วยเลือกตั้งที่ ๖ ผู้ชนะเลือกตั้ง คือ นายสุรพล วิรัตน์โยสินทร์ พรรคภูมิใจไทย

และเขตเลือกตั้งที่ ๒ หน่วยเลือกตั้งที่ ๘ ผู้ชนะเลือกตั้ง คือ นายคัมภีร์ ชื่นบาน พรรคภูมิใจไทย

เนี่ย…ก็ต้องรอ ๔ คน จาก ๔ เขตนี้ก่อน ผลจึงจะครบ ๔๐๐ สส.เขต

ในประเด็นว่า กกต.จะประกาศรับรองผล สส.ได้เกินกว่า ๙๕% เมื่อไหร่?

นั่นก็ต้องรอผลจาก ๔ สส.เขตนี่ก่อน จากนั้น กกต.จึงจะประกาศรายชื่อ “สส.ปาร์ตี้ลิสต์” อีก ๑๐๐ คน

เมื่อรับรองทั้งสส.เขตและสส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้ ๙๕% ขึ้นไปแล้วสภาฯจะประสานกับ “สำนักงานเลขาฯครม.” เพื่อให้นายกฯ นำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ

“ขอเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกภายใน ๑๕ วัน”

ไม่เกินกลางมีนา.คงประกาศรับรองได้ทั้งสส.เขต-สส.ปาร์ตี้ลิสต์ถึง ๙๕%ขึ้นไปแน่

เอาชัวร์ๆ พฤษภา.นั่นแหละ ทุกอย่างจะลงตัวว่าใครจะเป็นนายกฯ?

ก็ไม่มีอะไรต้องสงสัย ในเมื่อ “น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก นายกฯ ก็ต้องเป็นของหนู” หนึ่งเดียวคนนี้ เท่านั้น!

เขมรนี่ มันเหมือนพยาธิตัวตืด ดุ๊กดิ๊กคาตูดประเทศไทย ก็อยากให้ขั้นตอน-พิธีกรรมสู่กำเนิด “รัฐบาลใหม่” เสร็จๆ กันไปไวๆ

รัฐบาลใหม่จะได้สะสาง “กองขยะ” แห่งสารพัดปัญหาที่สุมท่วมหัวให้เบาตัว-เบาประเทศซะที

โดยเฉพาะปัญหาเขมร ซึ่งมันทั้งโกหก ทั้งหน้าด้าน กะล่อนโลกด้วยลมลวง น่าสะอิดสะเอียน

ประชาคมโลก “เขารู้เช่น-เห็นสันดาน” กันจนเบื่อ เอือมระอาจะฟังนิทานเด็กเลี้ยงแกะ ที่วันๆ เอาแต่เดินสาย ปั้นเรื่องฟ้องโลก “ไทยรุกรานเขมร”!

ใครรุกรานใคร..ใครเป็นสัตว์เนรคุณ พอได้ไออุ่นแล้วฉกกัด ประชาคมโลกเขารู้ เขาไม่หูหนวก-ตาบอด จนไม่ประสี-ประสาว่า เขมรพวกนี้ ถูกเขมรแดงไล่ฆ่า จะตายโหง-ตายห่า

ก็พากันหนีตาย ซมซานมาขอพึ่งแผ่นดินไทยซุกหัว ที่อยู่ไทยก็ให้ ที่กินไทยก็ให้ แต่สุดท้าย …

พวกเขมรก็จัญไร แทนที่จะสำนึกบุญคุณ กลับงับมือที่ลูบหัว ทึกทักที่อยู่-ที่กินนั้นว่าเป็นของตัว

พอไทยเอาแผ่นดินคืน กลับวิ่งพล่านฟ้องไปทั่ว ว่าไทยรุกรานเอาแผ่นดินเขมร!

เอาปืนไฟยิ่งถล่มใส่ไทย จนประชาชนคนไทยบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนพังพินาศ

กระทั่งโรงเรียนที่ลูกมันมาเรียนและโรงพยาบาลที่มันป่วยก็มารักษา มันกลับยิงใส่จนพังพินาศ

แบบนี้ มันเป็นคนหรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ต้องคิดก็ตอบได้!

ยุคไอที ความจริงเร็วเท่าแสง

ฉะนั้น ไอ้พวกเขมรไปตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จในประชาคมโลก เขาไม่ถ่มน้ำลายใส่หน้า ปาด้วยเกือก นั่นก็บุญแล้ว

เห็นเขาโง่หรือยังไง ถึงได้ปั้นเรื่องเท็จหลอกให้เขาเชื่อ!?

มีแต่พวกสื่อ พวกสำนักข่าว ที่เขมรเอาเงินสแกมเมอร์ไปจ้าง  “ผีฝรั่งโม่แป้งซื้อ”เท่านั้นแหละ

ที่เขียนข่าว-รายงานข่าว “ประจานสำนักตัวเอง” ด้วยการทิ่มแทงประเทศไทยด้วยข้อมูลเท็จ!

ยุคนี้ เป็นยุคสื่อสารดาวเทียม เห็นเหตุการณ์จากพื้นที่จริงได้ด้วยตาตัวเองจะจะ “ไหนจริง-ไหนเท็จ” เขารู้กันหมด

นี่…วานซืน “นายปรัก สุคน” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศเขมร ไปแถลงแบบจมปลักในระหว่างการประชุม “คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ”ที่เจนีวา

กะล่อนลิ้นถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร ว่า

แม้มีการหยุดยิงเมื่อช่วงปลายปี ๖๘ แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังเปราะบางมาก

เพราะไทยได้ตั้งฐานที่มั่นทางทหารลึกเข้าไปในดินแดนของกัมพูชา ยึดดินแดนและหมู่บ้านหลายแห่ง

ขับไล่ชาวบ้าน รวมทั้ง ทำลายบ้านหลายหลัง และไทยตั้งฐานปฏิบัติการทหารแทน โดยกั้นรั้วลวดหนาม

ทำให้ชาวกัมพูชากลับเข้าบ้านของตัวเองไม่ได้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่าง ๒ ประเทศ ประชาชนกัมพูชา ๖๕๐,๐๐๐ คน ต้องอพยพ

นายปรัก จมปลักต่อว่า….

กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเคร่งครัด เพื่อนำไปสู่การหารือโดยสันติ ทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติอีกครั้ง ควบคู่กับการปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ต้องไปพร้อมกับสันติภาพ

ดังนั้น กัมพูชาจึงเรียกร้องให้ไทยเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด

และให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากดินแดนของกัมพูชา!?

การแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติและการยึดมั่นในหลักการของการไม่ใช้กำลัง ตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

คือหนทางเดียว ที่จะทำให้ประชาชนของ ๒ ประเทศจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีเสถียรภาพ และมีความเคารพซึ่งกันและ

นั่น..ว่าเข้านั่น….

เป็นถึงรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่สะบัดลิ้น ๒ แฉก โดยไม่ละอายชาวโลก

ท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย “สีหศีกดิ์พวงเกตุแก้ว” จึงขึ้นไปอบรมสมบัติผู้ดี ที่ไม่ควรกล่าวคำเท็จ ด้วยคำพูดนิ่มๆ

แต่ “ค้ำคอต่อย” ตอนลงท้าย แบบสุนทร!

โดยขึ้นไปกล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า….

“กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย”

โดยต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เกิดจากการละเมิดและการยั่วยุ “ซ้ำแล้ว-ซ้ำเล่า”

รวมทั้งการแทรกแซง “การเมืองภายใน” ของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด

จนนำไปสู่การโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย จนมีพลเรือนไทยต้องเสียชีวิต เป็นโศกนาฏกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง

 “ตั้งแต่อดีต ประเทศไทย มีแต่ความปรารถนาดีให้กับกัมพูชา โดยให้สถานที่พักพิงแก่ผู้ที่หลบหนีจากความขัดแย้ง

และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงร่วมฟื้นฟูประเทศภายหลังจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา

ไทยไม่เคยมีเจตนาที่จะเผชิญหน้ากับกัมพูชา เพราะเข้าใจดีว่า สันติภาพของไทย ไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้

 และโดยที่ขณะนี้ ทั้งสองฝ่าย มีข้อตกลงหยุดยิง แทนที่จะร่วมกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และก้าวไปข้างหน้า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี

แต่กัมพูชากลับทำให้ปัญหาระหว่างสองประเทศเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสสำหรับสันติภาพ”

สำหรับข้อกล่าวหาว่า “ไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชา” นั้น ข้อเท็จจริงคือ

ทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาและเห็นชอบให้กองกำลังตั้งอยู่ที่ “ฐานที่มั่นเดิม” ช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิง ในระหว่างที่อยู่ระหว่าง “การรอการหารือ” เพื่อแก้ไขปัญหา

และจนถึงปัจจุบันนี้ กัมพูชาก็ยังคงยั่วยุ ทหารไทยก็ยังคงต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด และกัมพูชายังคงยิงข้ามมายังฝั่งไทยแม้กระทั่งในวันนี้

ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันที่จะยึดมั่นในการเจรจา …..

แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ในการปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนโดยปราศจากเงื่อนไข

ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามกับฝ่ายกัมพูชาว่า

“ประสงค์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งให้ดำรงต่อไป?”

ตรงนี้ “วจนสุนทรแต่แสบจี๊ด”

“จะเลือกเอา เส้นทางสันติภาพ หรือเส้นทางแห่งความตึงเตรียด” นี่คือภาษาทางการทูต

แต่ถ้าถอดความเป็นภาษาทางการไทย ก็จะได้ประมาณว่า

“ระหว่างสันติภาพกับส้นตีน…จะเอาแบบไหน มึงเลือกเอา”!

คุณ “INFO Thailand” โพสต์สรุปภาพรวมได้ชัดเจนดี อ่านดู

………………………………….

“INFO Thailand”

โลกเบื่อแล้ว “เด็กขี้ฟ้อง”

กรณีความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา กลายเป็นตัวอย่างชัดเจนของการเมืองระหว่างประเทศยุคใหม่

 

กัมพูชาเลือกใช้วิธีเดินสายเวทีนานาชาติ กล่าวหา พาดพิง และกดดันไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังให้เกิดแรงกดดันจากภายนอก

แต่ปัญหาคือ เวทีระหว่างประเทศ ไม่ใช่เวทีการเมืองภายในประเทศ

บนเวทีโลก ประเทศต่างๆ ไม่ได้ตัดสินจากเสียงดังหรือจำนวนครั้งที่พูด หากตัดสินจากข้อเท็จจริง ความสม่ำเสมอ และความจริงใจในการแก้ปัญหา

สิ่งที่ประชาคมโลกต้องการไม่ใช่การฟ้อง แต่คือคำตอบว่า “จะยุติปัญหาอย่างไร”

และนี่คือกลศึกการต่างประเทศ ของรัฐมนตรีสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กับการจัดทีมเกาะติด ชี้แจง สู้กับเขมรในทุกเวที

ไทยไม่ใช่เพียงรบเก่ง

แต่การทูต ก็ไม่เป็นสอง รองใคร

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ท่าทีของไทยในระยะหลังเปลี่ยนชัด ไทยไม่ได้ตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่ตอบด้วยกรอบกติกาสากล อธิบายข้อเท็จจริง และย้ำการหยุดยิงอย่างยั่งยืน

นี่คือส่วนสำคัญที่ รมต สีหศักดิ์ ย้ำมาตลอด ในเวทีการประชุมสหประชาชาติ ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

พร้อมทั้งยืนยันว่า ไทยต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไทยกับกัมพูชาไม่สามารถย้ายประเทศหนีจากกันได้

ความน่าสนใจอยู่ตรงนี้ — เมื่อฝ่ายหนึ่งพูดเรื่องข้อกล่าวหา แต่อีกฝ่ายพูดเรื่องอนาคต

ภาพที่เกิดขึ้นในสายตานานาชาติจึงแตกต่างทันที

วันนี้ หลายประเทศ ไม่ได้อยากฟังคำกล่าวหาเดิมซ้ำๆ อีกต่อไป เพราะสิ่งที่โลกคาดหวัง คือแนวทางแก้ไข ไม่ใช่การขยายความขัดแย้ง

การนำข้อพิพาทขึ้นเวทีโลกครั้งแล้วครั้งเล่า อาจตอบโจทย์การเมืองภายในประเทศหนึ่ง แต่ไม่ใช่คำตอบของการทูตระหว่างประเทศ

การทูตไม่ใช่การแข่งขันว่าใครพูดก่อน

แต่คือการแข่งขันว่าใคร “รับผิดชอบ” ต่อคำพูด

เวทีระหว่างประเทศมีธรรมชาติของมันเอง ประเทศต่างๆ จะระวังตัวอย่างมากกับรัฐที่ใช้เวทีสากลเป็นเครื่องมือทางการเมืองภายใน

เพราะวันนี้ คุณฟ้องอีกฝ่าย วันหน้าอาจฟ้องพวกเขาได้เช่นกัน ดังนั้น ความน่าเชื่อถือจึงสำคัญกว่าความเคลื่อนไหว

สิ่งที่ไทยพยายามทำ จึงไม่ใช่เพียงการชี้แจง แต่คือการล็อกกรอบให้ปัญหากลับเข้าสู่ “การเจรจา” มากกว่าการ “ประจาน”

นี่คือเหตุผลที่ไทยย้ำเรื่องการหยุดยิง การปฏิบัติตามข้อตกลง และการอยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนบ้าน

เพราะความจริงง่ายๆ ข้อหนึ่งของภูมิรัฐศาสตร์คือ

ประเทศเพื่อนบ้านเลือกไม่ได้

การทูตที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การทำให้อีกฝ่ายแพ้

แต่คือการทำให้ความขัดแย้งจบลง

กัมพูชากำลังพ่ายแพ้ในเกมนี้ เมื่อข้อกล่าวหาถูกพูดซ้ำๆ โดยไม่มีทางออก ในสายตาประชาคมโลก

สิ่งนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจาก “เสียงรบกวน” มากกว่าทางแก้ไข

ในที่สุด เวทีโลกจึงไม่ได้ปิดหู

แต่เลือกฟังเฉพาะคนที่พูดเพื่อหาทางออก

และไทยกำลังทำสิ่งนั้นให้เห็น

…………………………………….

 พอเท่านี้นะ ฉึ่งกันเมื่อไหร่ จะนับศพเขมรมารายงาน!

เปลว สีเงิน

๒๖ กุมภาพันธุ์ ๒๕๖๙

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from pp
ในวันที่ไม่ปริ่มน้ำ-ผักกาดหอม
ผักกาดหอม ผ่านไปแล้ว…             พ.ร.ก.เงินกู้ ๕ แสนล้านบาท ชื่อเต็มว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙...
Read More
0 replies on “สีหศักดิ์ “ค้ำคอต่อย” #เปลวสีเงิน”