ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง กรณีลูกชายนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ฟ้องเรียกคืนหุ้นตลาดยิ่งเจริญ จากคนในตระกูล

ตามที่ นายแทนทอง ธรรมวัฒนะ ลูกชายนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาวณฤมล ธรรมวัฒนะ เป็นจำเลยที่ 1 และนางสาวคนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2559 เรื่องผิดสัญญาตัวแทน เรียกคืนหุ้น ในตลาดยิ่งเจริญ เกือบ 1 ล้านหุ้น มูลค่า 201 ล้านบาท ของบริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ จำกัด และบริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด รวมทั้งบริษัทฯในเครือ

โดยยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองว่า โจทก์และนายจังหวัด ธรรมวัฒนะ เป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของ นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ได้ขายหุ้นของบิดา เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 ที่มีอยู่ในบริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ จำกัด จำนวน 736,964 หุ้น และ บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ(1990) จำกัด จำนวน 3,000 หุ้น รวมถึงหุ้นของบริษัท ฯ ในเครือ ให้แก่นายปริญญา ธรรมวัฒนะ ต่อมากลางปี 2555

โจทก์ประสงค์จะซื้อหุ้นดังกล่าวคืนจากนายปริญญา จึงให้จำเลยทั้งสองดำเนินการซื้อหุ้นดังกล่าวจากนายปริญญาแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 จำเลยทั้งสองในฐานะตัวแทนโจทก์ซื้อหุ้น ของบริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ จำกัด และบริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด รวมทั้งบริษัทฯในเครือ จาก นายปริญญาและจำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัวซื้อหุ้นดังกล่าวส่วนที่เหลือจากนายปริญญา ธรรมวัฒนะ ไว้เองด้วย

ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยทั้งสองจดแจ้งชื่อโจทก์เข้าเป็นกรรมการในบริษัททั้งสองและบริษัท ฯ ในเครือ อันเป็นการยอมรับว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัททั้งสองและบริษัท ฯ ในเครือ หลังจากชำระเงินค่าหุ้นให้แก่นายปริญญาแล้วจำเลยทั้งสองในฐานะตัวแทนโจทก์มีหน้าที่ส่งมอบหุ้นของบริษัท ฯ รวมทั้งสิทธิ์ในหุ้นของบริษัท ฯ ในเครือให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลย ส่งมอบหุ้นดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นตัวแทนของโจทก์แต่ประการใด ในปี 2555 โจทก์ (แทนทอง)ได้เจรจาขอซื้อหุ้นคืนจากนายปริญญา แต่ได้รับการปฏิเสธ ต่อมาในปี 2557 นายปริญญาและพวก ได้ตกลงขายหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ให้แก่จำเลยทั้งสอง (น.ส.ณฤมลฯ น.ส.คนึงนิตย์ฯ) โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ลว.29 ก.ค.2557 และมีการระบุไว้ในข้อ 11 แห่งสัญญานั้นว่า “ต่อไปในภายหน้าหากฝ่ายโจทก์ (น.ส.ณฤมลฯ น.ส.คนึงนิตย์ฯ) จะขายหุ้นทั้งหมดที่ซื้อจากฝ่ายปริญญา (จำเลย) ฝ่ายโจทก์จะต้องเสนอขายให้แก่ฝ่ายจำเลยก่อนบุคคลอื่น และจะต้องไม่นำหุ้นดังกล่าวไปก่อภาระผูกพันใด ๆ ….”

จำเลยที่ 2 ให้การว่าได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามข้อความในบันทึกฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2558 ซึ่งระบุว่า โจทก์ขอเจรจากับจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการขอซื้อหุ้นพิพาทภายในเดือนมิถุนายน 2558 ในวันที่ 21 มีนาคม 2558 จำเลยที่ 2 เขียนข้อความเพิ่มเติมไว้ท้ายบันทึกด้วยลายมือของตนเองว่า “เพราะแทนทอง (โจทก์) ไปเจรจาเอง ที่ศาลไกล่เกลี่ย มีความเห็น แทนทองควรได้หุ้นพ่อคืน 201 ล้านบาท + 46 ล้านบาท ของ WW ” และลงชื่อพร้อมวันที่กำกับไว้ ซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานโจทก์ด้วยว่า จำเลยที่ 2 ยินดีโอนหุ้นในส่วนที่จำเลยที่ 2 ถือไว้แทนโจทก์ ในบริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ จำกัด จำนวน 368,482 หุ้น ,บริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด จำนวน 1,500 หุ้น ให้แก่โจทก์ แต่การเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นต้องให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ จำเลยที่ 2 จึงยังไม่อาจส่งมอบหุ้นที่ถือแทนให้แก่โจทก์ได้

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบหุ้นของ บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ จำกัด จำนวน 368,482 หุ้น และ บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ(1990) จำกัด จำนวน 1,500 หุ้น ให้โจทก์ฯ ส่วนคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลฎีกาพิพากษาว่าข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนโจทก์ในการซื้อขายหุ้นของบริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ จำกัด และ บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ(1990) จำกัด จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดส่งมอบหุ้นบริษัทดังกล่าวคืนโจทก์ ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่าโจทก์เข้าเจรจากับจำเลยที่ 2 ตามที่ระบุในบันทึกฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2558 และจำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมโอนหุ้นดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว ในระหว่างที่ยังไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน

จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นตัวแทนโจทก์ในการถือหุ้นเฉพาะส่วนที่ได้ตกลงกันนี้ เมื่อต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจำเลยที่ 2 ถือหุ้นแทนโจทก์และยินยอมส่งมอบหุ้น ที่ถือแทนนั้นแก่โจทก์ จึงเป็นการแสดงเจตนาที่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เป็นการเฉพาะตัว หาได้เป็นผลร้ายกับจำเลยที่ 1 ว่าเป็นตัวแทนโจทก์ด้วยไม่ ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Written By
More from pp
พิพัฒน์ เรียกร้องนายจ้าง เห็นใจลูกจ้าง ขึ้นค่าแรง 400 บาท วอนเข้าร่วมประชุมไตรภาคี พรุ่งนี้ 13.30 น. แย้ม ก.คลัง เห็นด้วยมาตรการบรรเทาผลกระทบนายจ้าง
19 กันยายน 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขึ้นค่าแรง 400 บาทว่า ในวันพรุ่งนี้ (20 ก.ย.67)...
Read More
0 replies on “ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง กรณีลูกชายนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ฟ้องเรียกคืนหุ้นตลาดยิ่งเจริญ จากคนในตระกูล”