ผสมโรง
สันต์ สะตอแมน
ต้องทำใจและยอมรับเถอะ!
หนังกับโรงหนัง มันไม่เหมือนเดิมแล้ว..ฉะนั้นที่จะคาดหวังหนังไทยเรื่องนั้นเรื่องนี้เก็บเงินได้ 70-80 หรือ 100 ล้าน..
หวังได้ แต่ยากที่จะเป็นไปได้!
เช่นกัน..หนังที่ทำเงินรายได้น้อย ก็อย่าไปตัดสิน–ดูแคลนเอาว่าเป็นหนังห่วย-หนังไม่ดี-ไร้สาระ
เพราะขึ้นชื่อว่า “หนัง” หรือ “ภาพยนตร์” ก็เห็นจะเป็นอย่างคุณโดม สุขวงศ์ ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้กล่าวบันทึกไว้..
“ภาพยนตร์เป็นประดุจรัศมีแฉกหนึ่งของพระไตรรัตน์ ภาพยนตร์ไม่ว่าดีหรือเลว แต่หากเรารู้จักดู หรือดูดีๆ ก็เกิดปัญญา..”
อย่างหนังไทยเรื่อง “พจมาน สว่างคาตา” ที่เข้าโรงฉายไปเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. หลังศบค.ปลดล็อคเฟส 3 แค่ 2 วัน และเก็บรายได้ไม่ถึง 10 ล้านบาทนั้น
ก็..อย่าได้เหยียบย่ำ ซ้ำเติม สมน้ำหน้า คุณพชร์ อานนท์ ผู้กำกับ ว่าบ้า อวดดี-อวดเก่ง ที่ (เสือก) เอาหนังเข้าช่วงที่โควิด-19 กำลังไล่ขวิดผู้คนอย่างบ้าคลั่งไปเลย!
แต่..ควรจะให้กำลังใจ ช่วยสนับสนุนกันไปเท่าที่ไม่ได้เดือดร้อน-ลำบากอะไรกับแค่การซื้อตั๋วเข้าไปนั่งดูหนังในโรง
และหากเป็นเพราะไม่ค่อยมั่นใจในความปลอดภัย จึงไม่ได้ไปดูในตอนนู้น ก็ขอให้ทราบกันว่า นับจากวันนี้ (3ก.ค.) ไปจนถึงวันที่ 7 กรกฎา ที่โรงหนังได้ผ่อนคลาย มีความปลอดภัยขึ้นอีกระดับแล้วนั้น..
คุณพชร์ได้นำหนัง “พจมาน สว่างคาตา” กลับมาเข้าฉายใหม่ ในราคาบัตร 80 บาท ทุกรอบ ทุกโรง ทั่วทั้งประเทศ!
ทั้งนี้ ก็เพื่อต้องการให้คอหนังที่ไม่กล้าออกจากบ้าน หรือมีความกังวลในห้วงเวลานั้น ได้ดูหนังสนุก ฮาสนั่น ที่สำคัญจะได้ช่วยยืนยัน..
เหตุที่รายได้หนังต่ำกว่า 10 ล้าน ไม่ใช่เพราะหนังห่วย หนังไม่ดี แต่เป็นด้วย..
คน (ดู) ผวา-กลัวโควิด-19 จึงไม่ยอมเข้าโรง!
หรือ..ถ้าเกิดดูแล้วขัดตา-ขัดใจ ก็ให้คิด-เอาอย่างคุณโดมว่า.. “หนังไม่ดี แต่ดูดีๆ ก็เกิดปัญญา” ซะ ก็จะสบายใจ!
นี่..พูดถึงปัญญา ความรู้ ดูดูพักนี้ (ที่จริงก็หลายพัก) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย จะอวดความฉลาดอยู่เนืองนิจ
วานซืน ก็ได้วิจารณ์นายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งอาจารย์เสรี วงษ์มณฑา เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนเสียมันปาก
สรุปคร่าวๆ คือนายจิรายุแกไม่เห็นด้วย มองว่าอาจารย์เสรีไม่เหมาะสม ไม่เป็นกลาง รัฐบาลควรจะมองเห็นหัวประชาชน
และแกมองด้วยว่า..สถาบันสื่อ องค์กรสื่อทั้งหลายไม่ควรที่จะปล่อยให้เกิดกระบวนการเช่นนี้ ควรจะต้องมีการสังเคราะห์ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร เหมือนขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา
หากสถาบันสื่อมองว่าต้องเป็นกลาง ควรจะเสนอ เช่น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย หรืออื่นๆ ที่เหมาะสม
พร้อมกันนั้นนายจิรายุได้ตั้งคำถาม.. “นายกฯ ต้องตอบให้ได้ว่าคนทั้งประเทศไม่มีแล้วหรือ และสมาคมสื่อที่มีทั้งหมดไม่มีคุณภาพใช่หรือไม่ หรือไม่มีความเป็นกลาง..”
ครับ..พล.อ.ประยุทธ์น่าจะอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ แต่ผมในฐานะสื่อขอตอบนายจิรายุอย่างตรงไปตรงมา..
สื่อไม่มีความเป็นกลาง..ไม่เหมาะที่จะไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสื่อ ชัดนะ..จบ!
ทีนี้มาลองฟัง (อ่าน)อีกท่าน นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พูดถึงประเด็นเดียวกันนี้..
“ตนไม่อยากด่วนติเรือทั้งโกลน เพราะยังไม่มีการประชุม หรือการนำเสนออะไรต่างๆ ดังนั้น ต้องรอดูการประชุมว่าการปฏิรูปสื่อที่จะเดินไปข้างหน้า หรือจะกลายเป็นการปฏิรูปสื่อที่ย้อนไปสู่ยุคที่สื่อถูกปิดปากมากขึ้น
เหมือนในหลายๆ ประเทศที่ฝ่ายการเมืองจะดึงทีมงานของตัวเองขึ้นมา มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่าผลของการทำงานจะออกมาในรูปแบบไหน
คงต้องดูว่าการดึงทีมงานขึ้นมาและทำขัดกับกติกาหรือขัดต่อสายตาประชาชนก็คงจะต้องมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ซึ่งรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาก็จะต้องรับผิดชอบไปด้วย”
เทียบวุฒิภาวะ เทียบคำวิจารณ์ พอจะบอกกับตัวเองได้นะ..
ใคร..ควรน่ารับฟัง?