ผักกาดหอม
ถ้าถามว่า มีรัฐมนตรีคลังที่กล้าพูดความจริงกับประชาชนหรือไม่
คำตอบมีครับ
ก็…”เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” นี่แหละครับ
วานนี้ (๑๗ สิงหาคม) ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส ๒ ของปีนี้ อยู่ที่ร้อยละ ๑.๙
ชะลอลงจากร้อยละ ๒.๘ ในไตรมาสแรก
สิ่งที่ “เอกนิติ” สื่อสารกับประชาชนคือ ตัวเลขที่ว่าสะท้อนข้อเท็จจริงที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเคยคาดการณ์ไว้
คาดการณ์อะไรเอาไว้บ้าง
๑) ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอกๆ ในไตรมาส ๒ จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง ดังจะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส ๒ พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ ๒.๗% จากไตรมาส ๑ ที่ติดลบ -๐.๕% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส ๒ ขยายตัวชะลอลงเหลือ ๑.๙% จากที่โตร้อยละ ๓.๓ ในไตรมาส ๑
“เอกนิติ” ย้ำว่าหากไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป
นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน
ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส ๓ และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ
๒) ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส ๒ ที่บ่งชี้ชัด คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส ๒ กลับมาขาดดุลถึง ๑.๗๖ หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ ๖ แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส ๑ ประมาณ ๑.๔ พันล้านเหรียญสหรัฐ
ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
“ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ๒ แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต’ ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน”
๓) ส่วนพระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ ๑๓.๔ ในไตรมาส ๒ ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ ๑๑ ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง ๒ หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ ๑๐.๑ ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง ๒.๕๕ แสนล้าน ในไตรมาส ๒ โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ ๑๒.๑ ในไตรมาส ๑ มาอยู่ที่ร้อยละ ๑๒.๕ ในไตรมาส ๒ โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน
“…ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง
ต่อคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ โดยเราเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ ๒ นี้ ผมจะขอมาเขียนต่อตอนที่ ๒ ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไรครับ…”
ครับ…ก็คอยติดตามตอนที่ ๒
ตอนที่ ๑ นี้ “เอกนิติ” พูดไว้ชัดเจนหากไม่สามารถหยุดวงจรดิ่งเหวนี้ อนาคตจะเกิดหายนะแน่นอน และนั่นคือสาเหตุที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน
แต่ตอนที่ ๑ นี้ “เอกนิติ” ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดบางประการที่น่ากลัวอย่างยิ่งในการแถลงของสภาพัฒน์
นั่้นคือ โรงงานไทยเดินเครื่องแค่ ๕๗.๔๗% ต่ำสุดในรอบ ๒๔ ไตรมาส
หมายความว่าการผลิตต่ำกว่าช่วงโควิดระบาดเสียอีก
ภาคการผลิตอุตสาหกรรมทั้งไตรมาสโตแค่ ๐.๑% การผลิตยานยนต์ -๗.๒% ส่งออกรถยนต์นั่ง -๔๒.๔% การก่อสร้างโตแค่ ๐.๑%
การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ลดลงครั้งแรกในรอบ ๑๓ ไตรมาส
ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ๑๗.๗ พันล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในรอบ ๘ ไตรมาส
ตัวเลขนี้ถือว่าเลวร้ายอย่างมาก
การนำเข้าพุ่ง ๔๒.๓% สูงสุดในรอบ ๒๐ ไตรมาส
ขณะที่ส่งออกที่โต ๑๗.๖%
ทำให้ขาดดุลดุลการค้า ๑๒.๑ พันล้านดอลลาร์ จาก ๐.๓ พันล้านในไตรมาสก่อน
ความเชื่อมั่นผู้บริโภค ๕๐.๓ ต่ำสุดในรอบ ๑๔ ไตรมาส
การบริโภคภาคเอกชนโตแค่ ๑.๙% ชะลอจาก ๓.๓% จากไตรมาสก่อน
อัตราการว่างงานดูเหมือนจะดี แค่ ๐.๙๖% แต่คนที่มาขอรับสิทธิว่างงานจากประกันสังคมตาม ม.๓๓ มี ๒๘๙,๘๐๐ คน คิดเป็น ๒.๓๗%
สูงสุดในรอบ ๑๘ ไตรมาส
ธุรกิจที่ปิดตัว มีทุนจดทะเบียนรวมกัน ๙๘,๙๐๐ ล้านบาท
ครึ่งแรกปีนี้มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ ๗,๐๒๔ ราย เพิ่มขึ้น ๑๒.๕%
ทุนจดทะเบียนของธุรกิจที่เลิก อยู่ที่ ๙๘,๙๐๐ ล้านบาท เทียบกับ ๓๐,๕๐๐ ล้านบาทในปีก่อน มากกว่า ๓ เท่าตัว
แม้จะมีธุรกิจตั้งใหม่ ๔๔,๗๗๓ ราย เพิ่มขึ้น ๒.๑% แต่ทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่ลดลง ๒๕.๔% เหลือ ๑๑๑,๒๐๐ ล้านบาท
การลงทุนภาคเอกชนโตพรวดพราด ๑๓.๔% สูงสุดในรอบ ๕๔ ไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
แต่มีตัวเลขที่ต้องกลับมาคิดกันเยอะๆ
การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โต ๕๙.๕% แต่การนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โต ๑๐๐.๓%
สภาพัฒน์ชี้ว่าการขาดดุลครั้งนี้ สะท้อนถึงโครงสร้างของการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยที่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าสินค้าส่วนประกอบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
ครับ…ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะเข้าสู่ความยากลำบากที่มากขึ้น
“เอกนิติ” จะทำให้หลุดจากวงจรนี้ได้อย่างไร
ลำพังเงินกู้ ๔ แสนล้าน จะรอดหรือ
ถึงเวลาพิสูจน์ฝีมือกันอย่างจริงจังแล้วล่ะครับ.
