27 ตุลาคม 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์ด้านรัฐศาสตร์ กล่าวถึงกรณีการเผยแพร่ภาพสลิปโอนเงินจำนวน 7 ล้านบาท ซึ่งต่อมาได้รับการยืนยันว่าเป็นข้อมูลเท็จว่า
เรื่องดังกล่าวไม่ควรยุติเพียงการชี้แจงว่าสลิปเป็นของจริงหรือของปลอม ซึ่งตอนนี้ ทราบข้อเท็จจริงกันหมดแล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรตรวจสอบให้ลึกถึงต้นตอและกระบวนการเผยแพร่ข้อมูลทั้งหมด
โดยเฉพาะเมื่อธนาคารกสิกรไทยออกมาชี้แจงว่า ไม่พบเลขบัญชีผู้รับเงินตามที่ปรากฏในภาพ และวงเงินโอนผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS สูงสุดอยู่ที่ 5 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่ภาพสลิปที่ถูกเผยแพร่กลับระบุยอดเงินถึง 7 ล้านบาท จึงมีเหตุให้ต้องตรวจสอบที่มาของภาพและเจตนาของผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
รศ.ดร.ธนพร มองว่า ประเด็นที่ต้องหาคำตอบคือ ผู้จัดทำและเผยแพร่ภาพดังกล่าวเป็นบุคคลที่ลงมือเพียงลำพัง หรือมีบุคคลอื่นร่วมวางแผนและประสานการเผยแพร่ข้อมูล โดยเฉพาะการนำเรื่องไปขยายผลผ่านสื่อสังคมออนไลน์และช่องทางการเมืองในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้ การที่มีบุคคลหลายรายเผยแพร่ข้อมูลเดียวกัน ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ามีการทำงานเป็นขบวนการ แต่เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ควรตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ ความเชื่อมโยงระหว่างผู้เกี่ยวข้อง และพยานหลักฐานทางดิจิทัล เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน
นอกจากนี้ หากพบว่ามีนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะนำข้อมูลที่ไม่ได้ตรวจสอบไปเผยแพร่ต่อ ก็ต้องพิจารณาบทบาทและความรับผิดชอบเป็นรายบุคคล เพราะการตรวจสอบรัฐบาลเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่การกล่าวหาบุคคลอื่นด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของประชาชน
รศ.ดร.ธนพร เห็นว่า หากการสืบสวนพบหลักฐานว่ามีผู้จงใจสร้างข้อมูลเท็จ หรือร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลโดยมีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิด เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตข้อมูล ผู้เผยแพร่ต้นทาง หรือผู้ร่วมกระทำผิด โดยต้องพิสูจน์เจตนาและองค์ประกอบความผิดของแต่ละคนให้ครบถ้วน
ขณะเดียวกัน การตรวจสอบต้องไม่เหมารวมผู้ที่แชร์ข้อมูลทั้งหมดว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการ เพราะผู้ที่ส่งต่อข้อมูลโดยไม่ทราบว่าเป็นเท็จ กับผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงแต่ยังจงใจเผยแพร่ อาจมีความรับผิดทางกฎหมายแตกต่างกัน
กรณีสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาทจึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาททางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังเป็นประเด็นเรื่องความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารในสังคม ซึ่งควรมีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากการกระทำของบุคคลเพียงรายเดียว หรือมีผู้ร่วมกระทำผิดมากกว่านั้น
“สิ่งสำคัญคือต้องสอบให้ถึงต้นตอ หากพบว่าใครทำผิดก็ต้องใช้กฎหมายจัดการ ไม่ใช่ปล่อยให้การสร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จกลายเป็นเรื่องปกติทางการเมือง” เป็นสาระสำคัญของข้อเสนอที่ รศ.ดร.ธนพร ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ.
