ผักกาดหอม
“เล่าต๋า แสนลี่” กลับถึงบ้านที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่แล้วครับ
สิ่งที่อดีตราชายาเสพติดผู้นี้พูดน่าสนใจ
การพูดคุยกับลูกหลาน มีสาระสำคัญคือ สั่งสอนและเตือน ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
อนาคต “เล่าต๋า” จะกลับเข้าสู่วังวนยาเสพติดอีกหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่วันนี้ชายชราที่ถูกศาลสั่งประหารชีวิต กลับติดคุกแค่ ๘ ปี จนนำไปสู่การรับรู้ของผู้คนในสังคมว่า กรมราชทัณฑ์ทำลายคำพิพากษาของศาลอย่างไม่มีชิ้นดี
กฎ ระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ปล่อยคนเลวสู่สังคมก่อนกำหนด ไปสร้างความเดือดร้อนทั้งในชีวิตและทรัพย์สินประชาชนทั่วไป
บางรายออกมาฆ่าคนอย่างไม่แยแส
มันเกิดอะไรขึ้น เพราะกรณีนี้มีการพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับไม่มีการแก้ไขใดๆ
กรณีเป็นข่าวอื้อฉาวก่อนหน้านี้ หนีไม่พ้นกรณี “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ศาลสั่งจำคุก ๓ คดีคอร์รัปชัน รวมทั้งสิ้น ๘ ปี
แต่ติดคุกจริงแค่ ๘ เดือน
ระหว่างนั้นมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการจำคุก จนสุดท้ายศาลสั่งบังคับโทษก็ตาม
แถมยังทำให้บุคคลที่ช่วยเหลือมีคดีความติดตัวเป็นหางว่าว
แต่ยังเข้าเกณฑ์เป็น “นักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง”
ณ เวลานี้กระแสวิพากษ์วิจารณ์จึงพุ่งเป้าไปที่กรมราชทัณฑ์ เป็นหลัก
ล่าสุดมีกระแสข่าวออกมาจากกระทรวงยุติธรรมว่า กรมราชทัณฑ์มีแนวทางและหลักคิดในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ กฎ ระเบียบ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโทษ
โดยเฉพาะกรณีผู้ต้องโทษประหารชีวิต ผู้ต้องขังจำคุกตลอดชีวิต และผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีที่มีผลกระทบและสร้างความสะเทือนขวัญต่อสังคม
เพื่อให้การบริหารโทษมีความเหมาะสมกับระดับความร้ายแรงของความผิด และเป็นไปตามหลักสัดส่วนของการลงโทษ
ปัจจุบัน กรมราชทัณฑ์อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดข้อกฎหมายภายใน กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นกฎหมายลูกที่ออกมาบังคับใช้ภายใต้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐
“หมวด ๒ การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาด” ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ประโยชน์แก่ผู้ต้องขัง ประกอบด้วย
๑.การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีปกติ (ตามบทบัญญัติเดิมในกฎกระทรวงฯ จะเป็นการให้เลื่อนตามลำดับชั้น ครั้งละหนึ่งชั้น ตามลำดับการจัดชั้นนักโทษเด็ดขาด)
๒.การเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษ (ตามบทบัญญัติเดิมในกฎกระทรวงฯ การพิจารณาเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดกรณีมีเหตุพิเศษ นอกจากจะเป็นผู้มีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ มีความก้าวหน้าในการศึกษา และทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษแล้ว จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่านักโทษเด็ดขาดผู้นั้นมีความเสียสละอุทิศตนช่วยเหลือทางราชการโดยการเข้าต่อสู้ขัดขวางหรือป้องกันการหลบหนีของผู้ต้องขังจากเรือนจำ ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำหรือผู้อื่นในขณะที่ตกอยู่ในภาวะอันตรายหรือเสี่ยงอันตราย เข้าทำการป้องกันจับกุมผู้ต้องขังที่ก่อการจลาจลหรือก่อเหตุร้ายขึ้นภายในเรือนจำ หรือทำการดับเพลิงในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้อาคารสถานที่ของเรือนจำ
ในเรื่องของการเลื่อนชั้นนักโทษเด็ดขาดนี้ กรมราชทัณฑ์มีแนวทางและหลักคิดว่า จะสามารถจำกัดไม่ให้ประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลบางกลุ่มประเภทใดได้บ้างหรือไม่ อาทิ ผู้ต้องขังคดีโทษร้ายแรง คดีอุกฉกรรจ์ คดีที่มีอัตราโทษสูง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้ต้องขังกลุ่มคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. ๒๕๖๕ หรือกฎหมาย JSOC เช่น ประเภทคดีฆ่าข่มขืน คดีความผิดทางเพศ คดีเรียกค่าไถ่ หรือรวมไปถึงจำพวกคดียาเสพติดรายใหญ่ เป็นต้น ซึ่งล้วนถูกคำพิพากษาศาลให้ลงโทษประหารชีวิต
แต่จากนั้นเมื่อรับโทษจำคุกมาสักระยะหนึ่ง ก็มักจะมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพระราชทานอภัยโทษลดโทษ จากโทษประหารชีวิตเหลือเป็นจำคุกตลอดชีวิตแทน
กรมราชทัณฑ์จะต้องวางแนวทางและหลักเกณฑ์ใหม่ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้ผู้ต้องขังในคดีโทษสูงร้ายแรงเหล่านี้ เมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจากโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จะต้องไม่ให้ได้รับการพิจารณาประโยชน์ในการลดวันต้องโทษ หรือโครงการพักการลงโทษใดๆ อีก
สรุปคือผู้ต้องขังควรรับโทษจำคุกตลอดชีวิตตามที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษมาแล้ว
แม้จะเป็นการล้อมคอก และที่จริงควรจะล้อมมานานแล้ว แต่ก็เป็นแนวคิดที่ควรจะนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อนำมาบังคับใช้อย่างเร่งด่วน
การลดโทษตามคำพิพากษามีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย
มีการใช้รูปแบบและวิธีการที่แตกต่างกัน
แต่มีผลทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษตามคำพิพากษา ได้รับโทษน้อยลง หรือได้รับโทษในสถานเบากว่าโทษตามคำพิพากษาเดิม
โดยทั่วไปคุณค่าของการอภัยโทษและการพักการลงโทษ คือการที่สังคมให้อภัยและให้โอกาสแก่ผู้กระทำความผิด ที่ปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นตามปกติและเป็นพลเมืองดีของสังคมต่อไป
แต่การอภัยโทษเป็นการทั่วไป และการพักการลงโทษ ในปัจจุบันยังไม่อาจทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างที่ควรจะเป็น
คือ…ผู้กระทำความผิดที่ได้รับการปล่อยตัวมีอัตรากระทำความผิดซ้ำสูงถึงเกือบร้อยละ ๕๐ ส่งผลให้สังคมยังไม่อาจวางใจหรือเชื่อมั่นว่าผู้ที่ผ่านกระบวนการพิจารณาให้ลดโทษจำคุกตามคำพิพากษามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี
และยังส่งผลกระทบต่อผู้กระทำความผิดที่รู้สำนึกกลับตัวเป็นพลเมืองดี ที่อาจไม่ได้รับโอกาสจากสังคมเท่าที่ควร
การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ การอภัยโทษและการพักการลงโทษ เพื่อให้โอกาสแก่ผู้กระทำความผิดที่กลับตัวแก้ไขความประพฤติอย่างแท้จริง ซึ่งสมควรได้รับโอกาสจากสังคม จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
มีข้อเสนอทางวิชาการอยู่มากมายครับ ว่าควรจะปรับปรุงอย่างไร
เช่นการอภัยโทษเป็นการทั่วไปควรปรับเกณฑ์การลดโทษ โดยไม่ขึ้นอยู่กับการจัดชั้นนักโทษเป็นหลัก แต่ควรกำหนดสัดส่วนโทษขั้นต่ำที่ผู้กระทำความผิดแต่ละรายได้รับมาแล้ว จึงจัดอยู่ในเกณฑ์ที่อาจได้รับการอภัยโทษเป็นการทั่วไป
อาทิ ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง รวมทั้งมีกระบวนการประเมินผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลว่ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทิศทางที่ดีขึ้นถึงขนาดสมควรได้รับการอภัยโทษหรือไม่
มีการแบ่งแยกความผิดอาญาร้ายแรงที่กำหนดหลักเกณฑ์การได้รับการอภัยโทษให้เข้มงวดกว่าความผิดอาญาทั่วไป
เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยการทรมาน ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน การล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การพิจารณาในเรื่องนี้ไม่ควรเป็นกระบวนการปิด แต่ควรเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายหรือคู่ความได้แสดงความคิดเห็นประกอบ
เมื่อผู้กระทำความผิดผ่านเกณฑ์ที่เห็นว่าสมควรได้รับการอภัยโทษในกรณีมีการอภัยโทษเป็นการทั่วไปแล้ว ผู้กระทำความผิดจึงจะได้รับประโยชน์จากการอภัยโทษตามสัดส่วนที่พระราชกฤษฎีกากำหนด
ครับ…การทำความเข้าใจกฎหมายอาจต้องใช้เวลา กรมราชทัณฑ์เองมิอาจอยู่นิ่งเฉยได้อีกต่อไป เพราะความเคลือบแคลงใจของสังคมนั้น มันขยายวงกว้างจนอาจเกิดผลในมุมกลับ
เช่น ฆ่าคนตาย ค้ายาเสพติด ติดคุกไม่กี่ปีก็ได้ออกมาแล้ว แทนที่คนจะยับยั้งชั่งใจในการทำความผิด กลับคิดจากฐานคดี “เล่าต๋า” หรือคดีอื่นๆ ก่อนหน้านี้
ถึงเวลาแล้วครับที่ต้องสังคายนา กรมราชทัณฑ์ กฎ ระเบียบต่างๆ เพื่อไม่ให้คนผิดออกจากคุกก่อนกำหนดมาก่อเหตุซ้ำซาก.
