1 ตุลาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ตอบคำถามถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบเงินส่วนตัวจำนวน หนึ่งให้ประชาชนระหว่างลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมว่า
จำเป็นต้องแยกการพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน คือ ประเด็นทางกฎหมายและความเหมาะสมทางการเมือง
ผศ.ดร.เชษฐาประเมินว่า ในเบื้องต้นการกระทำดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย ไม่เข้าข่ายการซื้อเสียง เนื่องจากไม่ได้เกิดขึ้นในบริบทของการหาเสียง ไม่มีการร้องขอคะแนน ไม่มีการกล่าวให้ประชาชนเลือกตนเองหรือพรรคการเมือง และไม่ปรากฏเงื่อนไขแลกเปลี่ยนระหว่างเงินที่มอบให้กับผลประโยชน์ทางการเมือง
การมอบเงินช่วยเหลือจึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ เพียงเพราะผู้ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ต้องพิจารณาทั้งเจตนา บริบท และองค์ประกอบทางกฎหมายประกอบกัน
“ถ้าไม่มีการขอคะแนน ไม่มีการบอกให้เลือกตนเองหรือพรรคการเมือง และไม่มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน ก็ต้องถามว่าการซื้อเสียงเกิดขึ้นตรงไหน การช่วยเหลือประชาชนไม่ได้กลายเป็นความผิดทันที เพียงเพราะผู้ยื่นมือช่วยเป็นนักการเมือง” ผศ.ดร.เชษฐากล่าว
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เชษฐายอมรับว่า ในมิติของความเหมาะสม ภาพนายกรัฐมนตรีหยิบเงินสดมอบให้ประชาชนถือเป็นภาพที่แปลกตาและอาจถูกนำไปตั้งคำถามทางการเมืองได้ เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงต้องระมัดระวังทุกภาพ ทุกถ้อยคำ และทุกการกระทำมากกว่าบุคคลทั่วไป
แต่หากวางความขัดแย้งทางการเมืองไว้ชั่วครู่ แล้วมองเหตุการณ์ผ่านความเป็นมนุษย์ ก็อาจเข้าใจได้ว่า การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในวินาทีนั้นเกิดจากความต้องการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังตกทุกข์ได้ยากอย่างเร่งด่วน นายกฯ ได้ชี้แจงแล้วว่า ที่ต้องทำ เพราะของช่วยเหลือหมด เข้าใจได้
“บางครั้งเราเดินผ่านคนที่กำลังลำบาก เห็นเขาขายของ แม้ไม่ได้ต้องการสิ่งของนั้น แต่เราก็ยังหยิบเงินให้ไปโดยไม่รับอะไรกลับมา”
ผศ.ดร.เชษฐามองว่า ความรู้สึกเช่นนี้อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยนายอนุทินอาจวางบทบาทของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ชั่วขณะ และกลับไปเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้ามนุษย์อีกคนซึ่งกำลังเดือดร้อน
การตัดสินใจดังกล่าวอาจไม่ตรงตามตำราการเมืองทุกบรรทัด และอาจไม่สอดคล้องกับพิธีการหรือโปรโตคอลที่นักการเมืองควรปฏิบัติ เพราะบุคคลสาธารณะถูกคาดหวังให้ต้องระมัดระวังแม้กระทั่งการแสดงน้ำใจ
แต่ในบางวินาที คนเราไม่ได้ตัดสินใจด้วยตำรา ไม่ได้คำนวณว่าภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ไม่ได้คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะนำไปตีความแบบไหน และไม่ได้ประเมินว่าการช่วยเหลือคนตรงหน้าจะเพิ่มหรือลดคะแนนนิยมกี่เปอร์เซ็นต์
“สิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำอาจถูกนำไปขยายความได้สารพัด แต่หากไม่มีการขอคะแนน ไม่มีเงื่อนไข และไม่ได้หวังผลตอบแทน ก็ไม่มีปัญหา และควรมองอีกด้านหนึ่งด้วยว่า นี่คือสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งเลือกทำ เท่าที่ทำได้ เมื่อเห็นมนุษย์อีกคนกำลังตกทุกข์ได้ยาก แค่นั้นเอง”.
