19 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นต่อกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการสมคบหรือ “ฮั้ว” ในกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่า เรื่องดังกล่าวยังเป็นประเด็นที่สังคมควรติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้ที่เป็นฝ่ายกล่าวหาก็ต้องตระหนักว่า ยิ่งข้อกล่าวหามีน้ำหนักและส่งผลกระทบต่อบุคคลมากเท่าใด ภาระในการพิสูจน์และความรับผิดชอบต่อข้อมูลก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า การตรวจสอบทางการเมืองไม่ควรวัดกันที่ “จำนวนข้อมูล” เพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลจำนวนมากไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจะกลายเป็นหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ความผิดได้ สิ่งสำคัญกว่าคือคุณภาพของข้อมูล ที่มา ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นไปถึงพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่อาจส่งผลต่อสถานะทางกฎหมาย ชื่อเสียง อาชีพ หรือครอบครัวของผู้ถูกพาดพิง ไม่ควรอาศัยเพียงการรวบรวมเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ ความสัมพันธ์หลายชั้น หรือบุคคลจำนวนมากมาเรียงต่อกันแล้วสรุปว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดียวกัน เพราะการสร้าง “เรื่องราวที่ต่อเนื่อง” กับการมี “ห่วงโซ่พยานหลักฐานที่ต่อเนื่อง” เป็นคนละเรื่องกัน
ในช่วงที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกรณีเลือก ส.ว. หลายรูปแบบ ทั้งโพยหมายเลขผู้สมัคร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเดินทางร่วมกัน การซื้อตั๋วเครื่องบิน ตลอดจนรายการโอนเงินในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกระบวนการเลือก ส.ว. โดยหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ถูกเปิดเผยคือรายการโอนเงินรวม 860,000 บาท จำนวน 13 ครั้ง ไปยังบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ กกต. ในขณะนั้น
รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า ข้อมูลลักษณะดังกล่าวย่อมมีคุณค่าในฐานะ “เหตุอันควรสงสัย” และสามารถเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบต่อได้ แต่การพบว่ามีการโอนเงินเกิดขึ้น ยังพิสูจน์ได้ในชั้นแรกเพียงว่ามีธุรกรรมเกิดขึ้นเท่านั้น
หากจะสรุปต่อว่าเงินดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก ส.ว. ก็จำเป็นต้องมีหลักฐานอีกหลายชั้น เช่น เงินนั้นมีวัตถุประสงค์อะไร ใครเป็นผู้สั่งการ ใครเป็นผู้รับประโยชน์ เหตุใดจึงต้องโอนในช่วงเวลาดังกล่าว และท้ายที่สุดมีความเชื่อมโยงกับการลงคะแนนหรือการจัดระบบเลือก ส.ว. อย่างไร
การรู้จักกันพิสูจน์ได้ว่าบุคคลมีความสัมพันธ์กัน แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าร่วมกระทำผิด การเดินทางหรือประชุมร่วมกันอาจเป็นพฤติการณ์ประกอบ แต่ยังต้องมีหลักฐานอื่นมารองรับ ส่วนการปรากฏหมายเลขผู้สมัครอยู่ในโพยอาจทำให้เกิดคำถามเรื่องการจัดระบบการลงคะแนน แต่ก็ยังต้องตอบให้ได้ว่าใครเป็นผู้ทำโพย ใครเป็นผู้แจก ผู้รับนำไปใช้จริงหรือไม่ และมีผลต่อการลงคะแนนมากน้อยเพียงใด
“การมีข้อมูลหลายชิ้นเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน สามารถทำให้เกิดกรอบการตรวจสอบได้ แต่ความต่อเนื่องของเรื่องเล่าไม่สามารถใช้ทดแทนความต่อเนื่องของพยานหลักฐานได้”
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า พรรคประชาชนมีสิทธิเต็มที่ในการตั้งคำถาม เปิดเผยข้อพิรุธ ส่งข้อมูลให้หน่วยงานตรวจสอบ ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์หากเห็นว่าหน่วยงานของรัฐทำงานล่าช้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง การสื่อสารต่อสาธารณะต้องรักษาเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่างคำว่า “อาจเกี่ยวข้อง” กับคำว่า “กระทำผิดแล้ว”
พื้นที่ระหว่างสองสถานะนี้คือพื้นที่ของการตรวจสอบ การโต้แย้ง และการพิสูจน์ ไม่ควรถูกข้ามไปเพียงเพราะข้อมูลชุดหนึ่งสามารถสร้างความสงสัยในทางการเมืองได้
รศ.ดร.โอฬาร ยังย้ำถึงหลักตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 เรื่องการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการป้องกันไม่ให้การตรวจสอบทางการเมืองกลายเป็นการตัดสินบุคคลผ่านกระแสสังคมก่อนกระบวนการตามกฎหมายจะมีข้อยุติ
หากต้องการยกระดับข้อมูลจาก “ข้อพิรุธ” ไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่อง “ขบวนการฮั้ว” อย่างเต็มรูปแบบ รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า อย่างน้อยต้องผ่านการพิสูจน์ 3 ชั้น
ชั้นแรก คือการพิสูจน์ความแท้จริงของหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร โพย รายการโอนเงิน คลิปเสียง หรือข้อความ ว่ามาจากแหล่งใด เป็นข้อมูลต้นฉบับหรือสำเนา มีการตัดต่อหรือดัดแปลงหรือไม่ และเส้นทางของข้อมูลก่อนถูกนำมาเผยแพร่เป็นอย่างไร
ชั้นที่สอง คือการพิสูจน์ความหมายของหลักฐาน เพราะธุรกรรมทางการเงิน ภาพถ่าย การเดินทาง หรือความสัมพันธ์ทางสังคม สามารถมีคำอธิบายได้หลายลักษณะ ผู้กล่าวหาจึงต้องตอบให้ได้ว่าเหตุใดข้อมูลนั้นจึงสะท้อนเจตนากระทำผิด และมีพยานแวดล้อมใดสนับสนุนข้อสรุปดังกล่าว
ชั้นที่สาม คือการพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล ซึ่งต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์เฉพาะ เช่น การสั่งการ การรับรู้ การยินยอม การสนับสนุน หรือการเข้าร่วมกระทำ ไม่ใช่อาศัยเพียงการอยู่พรรคเดียวกัน รู้จักคนกลุ่มเดียวกัน หรือปรากฏอยู่ในแผนภาพเครือข่ายเดียวกัน
รศ.ดร.โอฬาร ยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ “แผนภาพเครือข่าย” ในการสื่อสารทางการเมืองว่า เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ง่ายขึ้น แต่เส้นเชื่อมบนแผนภาพไม่ได้มีสถานะเท่ากับหลักฐานการร่วมกระทำผิด
การรู้จักกัน การร่วมกิจกรรม หรือการมีคนกลางที่เชื่อมโยงกัน ยังแตกต่างจากหลักฐานที่พิสูจน์ว่ามีการวางแผน มีการสั่งการ หรือมีการแบ่งหน้าที่กันกระทำ
หากใช้มาตรฐานว่า “รู้จักผู้ถูกกล่าวหา จึงต้องมีส่วนร่วม” ก็จะเป็นมาตรฐานที่อันตราย เพราะในสังคมการเมือง บุคคลจำนวนมากมีความสัมพันธ์ไขว้กัน และมาตรฐานลักษณะนี้สามารถถูกใช้ย้อนกลับไปกล่าวหาใครก็ได้จากเครือข่ายทางสังคมเพียงอย่างเดียว
อีกประเด็นที่ต้องระมัดระวังคือการเปิดเผยชื่อ ภาพ หรือความสัมพันธ์ของบุคคลที่สาม เพราะทันทีที่มีการพาดพิง ความเสียหายต่อชื่อเสียง สถานะทางสังคม อาชีพ หรือครอบครัวสามารถเกิดขึ้นได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการพิสูจน์ และแม้ภายหลังบุคคลนั้นจะสามารถชี้แจงหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ความเสียหายบางส่วนอาจไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้
ดังนั้น ผู้ที่นำเสนอข้อมูลจึงต้องตระหนักด้วยว่า สิทธิในการตรวจสอบไม่ได้มีอยู่เพียงฝ่ายเดียว ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกพาดพิงก็มีสิทธิชี้แจง ปกป้องชื่อเสียง และหากเห็นว่าข้อมูลที่ถูกนำเสนอมีลักษณะบิดเบือน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือสร้างความเสียหาย ก็ย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองเช่นกัน
ในมุมนี้ หากพรรคประชาชนเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลโดยยังไม่สามารถแยกให้ชัดว่าจุดใดคือข้อเท็จจริง จุดใดคือข้อสงสัย และจุดใดเป็นการตีความ ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกผู้ที่ถูกพาดพิงใช้สิทธิทางกฎหมายตอบโต้กลับได้
รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองเพียงในมิติว่า “การฟ้องกลับคือการปิดปาก” เสมอไป เพราะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปว่า ผู้เผยแพร่ข้อมูลนำเสนอข้อเท็จจริงโดยสุจริตและมีหลักฐานรองรับเพียงใด ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้สิทธิของตนตามกฎหมายเช่นกัน
สำหรับเหตุผลที่เรื่อง “ฮั้ว ส.ว.” ดูเหมือนจะไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนในระดับเดียวกับที่ฝ่ายการเมืองบางส่วนคาดหวัง รศ.ดร.โอฬาร มองว่า ไม่ควรรีบสรุปว่าประชาชนเฉยชา หรือไม่ตระหนักถึงความสำคัญของประชาธิปไตย เพราะการอธิบายเช่นนั้นเป็นการลดทอนความซับซ้อนของพฤติกรรมสาธารณะ และอาจกลายเป็นการโยนภาระจากผู้ผลิตข้อมูลไปยังผู้รับสาร
“ประชาชนไม่มีหน้าที่ต้องตอบสนองต่อทุกการแถลงข่าว พรรคการเมืองต่างหากที่ต้องแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลที่นำเสนอมีความใหม่ มีน้ำหนัก และเติมเต็มช่องว่างจากหลักฐานเดิมได้อย่างไร”
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า ก่อนถามว่าทำไมสังคมไม่สนใจ พรรคประชาชนควรย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า ข้อมูลที่เปิดเผยใหม่นั้นใหม่จริงหรือไม่ หลักฐานที่เพิ่มเข้ามาช่วยทำให้ข้อกล่าวหาแข็งแรงขึ้นจากเดิมตรงไหน สามารถพิสูจน์เจตนาในการฮั้วได้เพียงใด ผู้ถูกพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงหรือยัง และมีข้อมูลจากแหล่งอื่นช่วยยืนยันข้อกล่าวหาหรือไม่
หากเป็นเพียงการนำข้อมูลชุดเดิมมาแบ่งเปิดเผยหลายรอบ เปลี่ยนชื่อเวที เพิ่มแผนภาพ หรือปรับวิธีการนำเสนอ แต่ยังไม่สามารถตอบคำถามสำคัญเรื่องเจตนา การสั่งการ และการมีส่วนร่วมได้ ความสนใจของสังคมที่ลดลงก็อาจไม่ได้สะท้อนว่าสังคมไทยไม่สนใจเรื่อง ส.ว. แต่อาจสะท้อนว่าข้อมูลยังไม่สามารถก้าวข้ามข้อสงสัยเดิมได้
ในมุมนี้ รศ.ดร.โอฬาร ประเมินว่า พรรคประชาชนอาจกำลังเผชิญกับ “จุดตันของข้อมูล” คือมีข้อมูลจำนวนมาก แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณอีกต่อไป หากอยู่ที่ “คุณภาพและน้ำหนักในการพิสูจน์”
ยิ่งมีการใช้ถ้อยคำว่า “หลักฐานใหม่” หลายครั้ง แต่เนื้อหาหลักยังวนอยู่กับข้อสงสัยเดิม สังคมก็ยิ่งมีโอกาสเกิดความเหนื่อยล้าต่อข้อมูล ประเด็นเรื่อง ส.ว. ยังคงมีความสำคัญ แต่การรักษาความสนใจของสังคมต้องอาศัยความก้าวหน้าของการพิสูจน์ ไม่ใช่เพียงความถี่ในการแถลงข่าว
รศ.ดร.โอฬาร ย้ำว่า ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเป็นผู้ใช้วิจารณญาณ ไม่ใช่กองเชียร์ของพรรคการเมือง การที่ประชาชนไม่ตอบสนองต่อถ้อยคำประเภท “หลักฐานเด็ด” “เปิดโปงครั้งใหญ่” หรือ “ขบวนการยึดประเทศ” จึงไม่ได้หมายความว่าประชาชนไม่เข้าใจประชาธิปไตย
บางส่วนอาจเห็นว่าหลักฐานยังไม่สมบูรณ์ บางส่วนอาจรู้สึกว่าข้อมูลเริ่มซ้ำ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจเลือกที่จะรอผลจากหน่วยงานที่มีอำนาจไต่สวนและวินิจฉัยโดยตรง
“วุฒิภาวะทางการเมืองไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการตอบสนองอย่างรุนแรง การยังไม่เชื่อ การรอข้อมูลเพิ่มเติม และการตั้งคำถามต่อทุกฝ่าย ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้เหตุผลทางการเมืองเช่นกัน”
รศ.ดร.โอฬาร กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคประชาชนต้องการเดินหน้าต่อใน “เกม ส.ว.” สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การเพิ่มจำนวนเวทีหรือเพิ่มปริมาณข้อมูล แต่คือการยกระดับคุณภาพของหลักฐานให้สามารถยืนได้ทั้งในพื้นที่สาธารณะและในกระบวนการทางกฎหมาย
หากมีหลักฐานหนักแน่น ก็ควรรวบรวมให้ครบ จัดระบบให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และส่งเข้าสู่หน่วยงานที่มีอำนาจ หากเห็นว่าหน่วยงานรัฐละเลย ก็ควรชี้ให้ชัดว่าหน่วยงานได้รับหลักฐานอะไร เมื่อใด และกระบวนการติดขัดอยู่ตรงไหน
แต่หากข้อมูลยังอยู่ในระดับ “ข้อพิรุธ” ก็ควรเรียกว่าข้อพิรุธ หากเป็น “ข้อสงสัย” ก็ควรเรียกว่าข้อสงสัย และหากเป็นเพียง “การตีความ” ก็ควรบอกสังคมตรง ๆ ว่าเป็นการตีความ
เพราะการกล่าวซ้ำไม่ทำให้ข้อสงสัยกลายเป็นข้อเท็จจริง จำนวนครั้งของการแถลงข่าวไม่สามารถทดแทนน้ำหนักของพยานหลักฐาน และความดังของข้อกล่าวหาไม่ใช่เครื่องวัดความจริง
หากพรรคประชาชนหวังจะชนะเกมตรวจสอบเรื่อง ส.ว. จริง สิ่งที่ต้องเพิ่มจึงอาจไม่ใช่ “ปริมาณข้อมูล” แต่คือ “คุณภาพของหลักฐาน” ที่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้จริง และไม่เปิดช่องให้ข้อกล่าวหาทางการเมืองย้อนกลับมากลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายของผู้กล่าวหาเสียเอง.
