1 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แสดงความห่วงใยต่อกรณีกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค เข้าช่วยเหลือลูกช้างป่าพลัดหลงที่พบในสภาพอิดโรยและมีบาดแผลหลายแห่ง พร้อมส่งกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติงานด้วยความยากลำบาก ท่ามกลางอุปสรรคเรื่องสภาพอากาศและกระแสน้ำเชี่ยวกราก พร้อมทั้งสั่งการด่วนให้ทีมสัตวแพทย์กรมอุทยานฯ ระดมกำลังดูแลรักษาลูกช้างป่าตัวดังกล่าวอย่างใกล้ชิดที่สุดเพื่อความปลอดภัย
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยด้วยความห่วงใยว่า “ผมได้รับรายงานเรื่องลูกช้างป่าพลัดหลงแล้ว รู้สึกเป็นห่วงอาการของน้องมาก เนื่องจากยังตัวเล็กและอยู่ในภาวะวิกฤต ขอส่งกำลังใจและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกนายและทีมสัตวแพทย์ที่เสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจฝ่าสายฝนและกระแสน้ำเชี่ยวเข้าไปช่วยเหลือดูแลอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ระดมทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปดูแลรักษาอาการอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน เพื่อให้ลูกช้างปลอดภัยและมีอาการดีขึ้นโดยเร็วที่สุด”
ด้าน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยหลังได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.00 น. หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติไทรโยคที่ ทย. 5 (แม่น้ำน้อย) ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน หมู่บ้านแม่น้ำน้อย หมู่ที่ 5 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ว่า
พบลูกช้างป่าจำนวน 1 ตัว บริเวณ ชายน้ำห้วยแม่น้ำน้อย จึงดำเนินการลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ พื้นที่ดังกล่าวต้องเข้าไปโดยเรือชาวบ้านใช้ระยะเวลาประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นพื้นที่ยากต่อการเข้าถึง บริเวณจุดที่ได้รับแจ้ง พบ ลูกช้างป่าพลัดหลง จำนวน 1 ตัว มีสภาพอิดโรยและไม่พบโขลงช้างบริเวณนั้น คาดว่าถูกทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน เจ้าหน้าที่จึงได้นอนเฝ้าเพื่อสังเกตพฤติกรรม และรอโขลงช้างมารับ
ตลอดทั้งคืนลูกช้างป่าส่งเสียงร้องเรียกหาแม่ช้างเป็นช่วงๆ แต่ไม่มีเสียงฝูงตอบรับคาดว่าฝูงน่าจะไปไกลแล้ว สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่ลาดชันลูกช้างสามารถเดินวนเวียนได้เพียง 1.5 เมตร อีกฝั่งติดแม่น้ำ จุดที่ลูกช้างอยู่ห่างจากตลิ่งประมาณ 30 เซนติเมตร ลูกช้างป่ามีพฤติกรรมดูดรากไม้และดูดหินบริเวณใกล้เคียง คาดว่าโขลงช้างได้เดินข้ามน้ำทำให้ลูกช้างพัดไหลตามน้ำมา
โดย 2 วันที่ผ่านมามีฝนตกในพื้นที่ค่อนข้างมากอาจทำให้ปริมาณน้ำในลำห้วยเพิ่มขึ้นและจะเป็นอันตรายต่อลูกช้างป่า และได้จัดหานมเพื่อนำไปป้อนให้ลูกช้างป่าดังกล่าว โดยได้รับคำแนะนำจากทีมสัตวแพทย์ สบอ.3 (บ้านโป่ง) เพื่อให้ลูกช้างไม่ขาดอาหาร
ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น ทีมสัตวแพทย์ สบอ.3 (บ้านโป่ง) และ สัตวแพทย์ สบอ.3 สาขาเพชรบุรี ได้เข้าพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ลูกช้างป่า โดยเส้นทางการเข้าไปตรวจสอบต้องนั่งเรือเข้าไปยังจุดพบลูกช้างป่าต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ประกอบกับในพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก
ทีมสัตวแพทย์ฯ ได้ประเมินอาการลูกช้างเบื้องต้นพบว่าพบเป็นลูกช้างป่าเพศผู้ น้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม อายุไม่เกิน 2 สัปดาห์ มีสภาพอิดโรยมีแผลถลอกพุพอง และหลุมแผลหลายจุดในช่องปาก มีแผลคล้ายร้อนใน ขาดน้ำอย่างรุนแรง มีแผลที่สะดือ งวงมีแผลพุพองมีเศษเนื้อตาย ไม่มีหนอง ไม่มีไข่แมลงวัน ปากเป็นแผลร้อนในขนาดเท่าเหรียญ 10 กินนมได้น้อย เนื่องจากเจ็บแผล มีแมลงคล้ายผึ้งตอมที่บริเวณตาทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มแดงอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือขาดน้ำ ถ่ายเหลวมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว สุขภาพอยู่ในแนวโน้มน่าเป็นห่วง
ทีมสัตวแพทย์ลงความเห็นว่าลูกช้างป่าอยู่ในสภาพวิกฤต จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายมายัง ที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค เพื่อให้ทีมสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ วางแผนทำการช่วยเหลือและรักษาอย่างใกล้ชิด
ต่อมาเวลา 16.00 น. ทีมสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ ได้เข้ามาตรวจดูอาการลูกช้างดังกล่าว เบื้องต้นให้อุทยานแห่งชาติไทรโยคไทรโยคจัดหาคอกพักชั่วคราว พ้นยาฆ่าเชื้อรอบๆ คอก จัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลพัดเปลี่ยนเวรดูแลตลอด และให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทีมสัตวแพทย์ และจะตรวจหาเชื้อ ไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้างเด็ก (EEHV) ในนี้ (1 สิงหาคม 2569) ในระหว่างที่รอผลตรวจ จึงให้ลูกช้างดังกล่าวอยู่ในคอกที่จัดไว้กักกันโรคเพื่อเฝ้าระวังและติดตามอาการโดยทีมสัตวแพทย์ ต่อไป.
