วันเสาร์ที่ปลายซอย
“โอ้เอ้วิหารราย”
เราทุกคน
รู้สึกว่า เหนื่อยกับการวิ่งแข่งกับชีวิตตัวเองบ้างมั้ย?
สำหรับผม
ยอมรับว่า…เหนื่อย
และยิ่งวิ่ง ชีวิตยิ่งหนีห่าง ไม่มีทางตามทัน
ผมท้อ ผมเหนื่อย ผมหมดแรง และกำลังจะหยุดวิ่ง
เพราะรู้แล้ว ว่าหยุดวิ่งวันไหน
ผมตามทันวันนั้น
และจะอยู่ในฐานะ“นายชีวิต”!
เมื่อวันเข้าพรรษา“ ๓๐ กรกฎา.”ผมดูข่าวในพระราชสำนัก
เห็น”พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว”
เสด็จฯออกจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)
ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่พสกนิกรที่เฝ้าชมพระบารมี
และนักเรียนที่กำลังสวด“โอ้เอ้วิหารราย”อยู่ ณ ศาลาราย รอบพระอุโบสถ
เห็นแค่แวบเดียว แต่เย็นชื่นแผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ
ที่รู้สึกเหนื่อยล้า ทั้งร่างกายและจิตใจ มายาวนาน
พลันหายเหมือนปลิดทิ้ง!
พูดถึงการสวด“โอ้เอ้วิหารราย”ทั้งรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ จะมีซักกี่คน ที่จะเข้าใจว่าคืออะไร?
ผมเป็นสุข และดีใจมาก
ที่“กรมศาสนา”กระทรวงวัฒนธรรม ธำรงรักษาต่อเนื่องในทุกเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา
และยิ่งดีใจ ปลื้มใจ เป็นสุขมากๆ
ที่เห็นเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นเยาวชน“คนรุ่นใหม่”ทำหน้าที่สืบสานสายใยศิลปวัฒนธรรมคู่ชาติแข็งขัน
ไม่ยอมให้“วัฒนธรรมสังคมใหม่”ที่โหวกเหวก โว้กว้าก ขากถุย มากลืนกิน“โอ้เอ้วิหารราย”จนกลายพันธุ์
ชื่อ“โอ้เอ้วิหารราย”
ต้องยอมรับว่า“มีเสน่ห์…ชวนค้นหา”จริงๆ!
ผมดูข่าวโซเชียล เห็น“นายกฯอนุทิน”ตีรูปหมู่กับนักเรียนหญิงจากโรงเรียนหนึ่ง ที่มาสวดโอ้เอ้วิหารราย
ช่างน่ารัก คน ๒ วัย กลมกลืนเป็นธรรมชาติหนึ่งเดียว
พอดี “NBT Connext”เขาหยิบภาพนี้มาโพสต์
พร้อมให้ความรู้ถึงการสวด“โอ้เอ้วิหารราย”เสร็จสรรพ ดังนี้
NBT Connext
เพียงภาพเดียวและข้อความสั้น ๆ ของนายกรัฐมนตรี ก็ปลุกให้คำโบราณอย่าง“โอ้เอ้วิหารราย”กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งของ ผู้คนจำนวนมาก
วันนี้“คนคลองกระแชง”
จะพาย้อนรอยเรื่องราวของมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงาม และควรค่าแก่การสืบทอดจากรุ่น-สู่รุ่น
หลายคนสะดุดหูกับคำว่า“โอ้เอ้วิหารราย”อีกครั้ง
เมื่อ“อนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ภาพ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนตัว
ขณะสวมเครื่องแบบปกติขาวเต็มยศ
ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พร้อมถ่ายภาพกับกลุ่มนักเรียนที่ร่วมสวดโอ้เอ้วิหารราย
เพื่อรับเสด็จ“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมข้อความสั้น ๆ ว่า
“เด็ก ๆ มาร่วมสวด #โอ้เอ้วิหารราย เพื่อรับเสด็จในหลวงที่วัดพระแก้ว #ไม่มีใครเรียกว่าพี่เลย”
เพียงไม่กี่ประโยค ทำให้คำโบราณที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ กลับมาเป็นคำค้นหายอดนิยมอีกครั้ง
หลายคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ต่างตั้งคำถามว่า
“โอ้เอ้วิหารรายคืออะไร”?
เหตุใดเด็กนักเรียนจำนวนมาก จึงยังร่วมขับขานบทสวดนี้อยู่ในพระราชพิธีสำคัญ
ตามข้อมูลของ“กรมการศาสนา”การสวดโอ้เอ้วิหารราย มีรากเหง้ามาตั้งแต่สมัย“กรุงศรีอยุธยา”
และสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึง“กรุงรัตนโกสินทร์”
เดิมเป็นการฝึกหัดของผู้เตรียมสวด“พระมหาชาติคำหลวง” ผู้ที่ยังไม่ชำนาญ จะนั่งฝึกสวดอยู่ตามวิหารราย ที่ล้อมรอบพระอุโบสถ
เมื่อชำนาญแล้ว จึงได้รับโอกาสขึ้นสวดในพระวิหารใหญ่ถวายหน้าพระที่นั่ง
ต่อมาในรัชสมัย“พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทรงโปรดเกล้าฯให้“โรงเรียนหลวง”นำนักเรียนมาสวดบทเรียนที่กำลังศึกษา
โดยเฉพาะ“กาพย์พระไชยสุริยา”จากหนังสือ“มูลบทบรรพกิจ”ซึ่งเป็น“แบบเรียนภาษาไทย”สำหรับเด็กในอดีต
เพื่อฝึกการอ่าน การออกเสียง และการผันวรรณยุกต์ ผ่านทำนอง ยานี ฉบัง และสุรางคนางค์
จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของการสวด“โอ้เอ้วิหารราย”ที่รู้จักกันในปัจจุบัน
ทุกปี ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา,กลางพรรษา,ออกพรรษา
“สำนักพระราชวัง”จะประสาน
“กรมศิลปากร”วิทยาลัยนาฏศิลป สำนักงาน“คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน”และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
คัดเลือกและฝึกนักเรียนให้มาร่วมสวด ณ ศาลารายรอบพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เพื่อประกอบพระราชพิธีอันเป็นราชประเพณีที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน
ในอดีต หลัง“โรงเรียนหลวง”เลิกกิจการ
“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ยังทรงจัดให้นักเรียนจาก ๖ โรงเรียน
อาทิ โรงเรียนราชวินิต โรงเรียนวัดประยุรวงศาวาส และโรงเรียนวัดอมรินทราราม มารับหน้าที่สวดต่อ
แม้ช่วงหนึ่งธรรมเนียมนี้จะซบเซาเพราะหาผู้สืบทอดได้ยาก
แต่ในที่สุด ก็ได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีสำคัญอีกครั้ง
หากมองให้ลึกกว่าทำนองอันอ่อนหวาน
“โอ้เอ้วิหารราย”ไม่ใช่เพียงการสวด
หากเป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่
“วัดคือโรงเรียน”
และ“บทสวดคือแบบเรียน”
เด็กไทยในอดีต“เรียนภาษาไทย”ผ่านเสียง“กาพย์กลอน”
ฝึกสำเนียง ฝึกจังหวะ และซึมซับหลักธรรมไปพร้อมกัน
วันนี้…เมื่อเสียงโอ้เอ้วิหารราย ดังก้องขึ้นอีกครั้ง
ท่ามกลาง“พระราชพิธี”อันสง่างาม
หลายคนอาจเพิ่งรู้จักคำนี้เป็นครั้งแรก
แต่แท้จริงแล้ว
นั่นคือเสียงแห่งภูมิปัญญาไทยที่กังวานข้ามกาลเวลา
เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ
และยังถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านเสียงของเด็กไทย
ที่กำลังขับขานประวัติศาสตร์ให้มีชีวิตอีกครั้ง
…………………………………….
ครับ…..
สำหรับบทสวด“โอ้เอ้วิหารราย”นั้น
ได้นำกาพย์“พระไชยสุริยา”ซึ่งเป็นวรรณกรรมของพระสุนทรโวหาร(ภู่)มาเป็นบทสวด
มุ่งเสนอนิทาน มีการใช้ถ้อยคำภาษาที่เป็นกาพย์กลอน
เพื่อให้เป็นตำราที่ใช้เรียนเรื่อง“มาตราตัวสะกด”
สำหรับเด็กนักเรียนในสมัยก่อน มีเนื้อเรื่องโดยย่อดังนี้
“มีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง มีพระนามว่าไชยสุริยา
ครองเมืองสาวัตถี มีพระมเหสีพระนามว่าสุมาลี
ครอบครองบ้านเมืองด้วยความผาสุก
ต่อมาข้าราชการเสนาอำมาตย์ประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
จึงเกิดเหตุอาเพศ เกิดน้ำป่าไหลท่วมเมือง ผีป่าอาละวาด
ทำให้ชาวเมืองล้มตายจำนวนมาก
พระไชยสุริยากับพระมเหสี จึงลงเรือสำเภา
แต่ก็ถูกพายุพัดจนเรือแตก
พระไชยสุริยาและมเหสีขึ้นฝั่งได้
พระอินทร์จึงเสด็จมาสั่งสอนธรรมะ
ให้ทั้งสองพระองค์ปฏิบัติตามธรรมจึงเสด็จไปสู่สวรรค์”
สำหรับนักเรียน จากโรงเรียนต่างๆ…..
ที่ผ่าน“การคัดเลือก”มาสวด“โอ้เอ้วิหารราย”
ช่วงเข้าพรรษา”ระหว่าง ๒๘-๓๐ กรกฎาคม ๖๙ ณ ศาลาราย รอบพระอุโบสถ วัดพระแก้ว มี ๑๑ โรงเรียน
-ศาลาที่ ๒ โรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์ ตรัง (ประเภททีมหญิง)
-ศาลาที่ ๓ โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย พัทลุง -ศาลาที่ ๔ โรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม กทม.
-ศาลาที่ ๕ โรงเรียนอุทัยธรรมานุวัตรวิทยา อุทัยธานี
-ศาลาที่ ๖ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี คณะศึกษาศาสตร์
-ศาลาที่ ๗ โรงเรียนคงทองวิทยา นครปฐม
-ศาลาที่ ๘ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (สาขาวิชาภาษาไทย)
-ศาลาที่ ๙ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี
-ศาลาที่ ๑๐ โรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน สุรินทร์
-ศาลาที่ ๑๑ โรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์ (ประเภททีมชาย) -ศาลาที่ ๑๒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (ชมรมวรรณศิลป์)
ในจำนวนทีมเหล่านี้….
ที่ได้รับรางวัล“เหรียญทอง”จากการประกวดสวด“โอ้เอ้วิหารราย”ประจำปี ๒๕๖๙
คือทีมหญิงล้วนจาก“โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ” นนทบุรี
นอกจากนี้ ในวันอาสาฬหบูชา ยังมีนักเรียน“โรงเรียนอนุบาลประชารัฐสามัคคี”อำเภอสูงเนิน นครราชสีมา
“แชมป์ประเทศ”จากการแข่งขันสวด“โอ้เอ้วิหารราย”ระดับประถมศึกษา ประเภททีมผสม
ได้รับโล่พระราชทานจาก“สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
มาสวด“โอ้เอ้วิหารราย” ณ ศาลาราย รอบพระอุโบสถด้วย
สำหรับภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
มีการสวด“พระมหาชาติคำหลวง”
โดยเจ้าหน้าที่กองศาสนพิธี กรมการศาสนา ซึ่งเป็นการสวดตามราชประเพณีที่ปฏิบัติ ควบคู่กับการสวดโอ้เอ้วิหารราย มาแต่โบราณ
เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
สำหรับท่านที่อยากฟังการสวด“โอ้เอ้วิหารราย”ของนักเรียนระดับมัธยมและรับประถม ว่าจะไพเราะ แปลกหู และบันเทิงใจ ขนาดไหน
ไม่ยากครับ พิมพ์คำว่า“โอ้เอ้วิหารราย”ลงไปในยูทูป
แล้วท่านก็“โอ้เอ้วิหารราย”ได้เลย!
-เปลว สีเงิน
๑ สิงหาคม ๒๕๖๙
