ไม่ใช่ ‘ทรัมป์’ ทำไม่ได้

ผักกาดหอม

ช็อกโลกสิครับ!
ยังไม่รู้จะเรียกเหตุการณ์อะไรดี
ระหว่าง ลอบสังหาร กับ จัดฉาก

แต่…ไม่ว่าจะเรียกอะไร ทุกสายตาก็โฟกัสไปที่ความเป็นโดนัลด์ ทรัมป์ กันทั้งนั้น

เพราะ “ทรัมป์” คือบุคคลที่สามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้ด้วยตัวเขาเอง

ก็อย่างที่ทราบเป็นข่าวคราวไปแล้วครับว่า เกิดเหตุกราดยิงในงานเลี้ยงสื่อมวลชนที่กรุงวอชิงตัน และ “ทรัมป์” อยู่ในงานด้วย

หลังเกิดเหตุ “ทรัมป์” พูดเป็นต่อยหอย
“คุณรู้ไหม ผมศึกษาเรื่องการลอบสังหารมา” ทรัมป์ บอกกับนักข่าวแบบนั้น

“…ลองดูอย่างอับราฮัม ลินคอล์นสิ บุคคลที่สร้างผลกระทบมากที่สุด พวกเขานั่นแหละคือคนที่ถูกลอบสังหาร…”

“…ผมไม่อยากพูดว่าผมรู้สึกเป็นเกียรติกับเรื่องนั้น แต่ผมทำอะไรมาเยอะแล้ว เราเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ และมีหลายคนที่ไม่พอใจกับเรื่องนั้น ดังนั้นผมคิดว่านั่นคือคำตอบ…”

แน่นอนครับ “ทรัมป์” ฟันธงว่าเป็นการลอบสังหารประธานาธิบดี
ที่สำคัญคุยโม้ว่า ตัวเองเก่ง มีผลงานเยอะ จึงตกเป็นเป้าเหมือน อับราฮัม ลินคอล์น

“ทรัมป์” ยังพูดอีกว่า
“…คุณรู้ไหม คนอื่นๆ อีกหลายคน คุณเคยอ่านเรื่องราวที่พวกเขาประสบกับภาวะเสียสติมาแล้ว แต่พูดตามตรง ผมไม่ใช่คนเสียสติ…”

และ “ทรัมป์” สามารถโยงทุกเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกันได้
“ทรัมป์” บอกว่าสถานที่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำของบรรดาผู้สื่อข่าว ซึ่งก็คือโรงแรมวอชิงตันฮิลตันนั้น ไม่ค่อยปลอดภัยนัก และแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างห้องจัดเลี้ยงแห่งใหม่ นั่นก็คือห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ มูลค่า ๔๐๐ ล้านดอลลาร์ ที่กำลังสร้างอยู่ในทำเนียบขาวและตกเป็นข่าวอื้อฉาวมาตลอด
นี่คือ “โดนัลด์ ทรัมป์”

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันมีข่าวเกี่ยวกับสุขภาพจิตของ “ทรัมป์”
นักจิตวิทยาวิเคราะห์จากการเล่นโซเชียลของ “ทรัมป์” ที่เข้าข่าย “ยันหว่าง”

ข่าวจากสยามทาวน์ยูเอส เขาบอกแบบนี้ครับ…
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์และรีโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล รวม ๒๔ ครั้ง ระหว่างเวลา ๑๘.๐๐ น. ของวันที่ ๒๓ เมษายน ถึง ๐๘.๐๐ น. ของวันที่ ๒๔ เมษายน

เป็นพฤติกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สะท้อนพฤติกรรมที่มุ่งเรียกความสนใจ มากกว่าการสื่อสารปกติของคนทั่วไป

ก่อนหน้านั้น ระหว่างช่วงค่ำวันที่ ๒๑ เมษายนจนถึงก่อนเที่ยงคืน ทรัมป์โพสต์รวม ๑๙ ข้อความ ก่อนจะกลับมาโพสต์เพิ่มอีก ๔ ข้อความในช่วงเช้ามืดของวันที่ ๒๒ เมษายน หลังพักผ่อนไม่ถึง ๖ ชั่วโมง

เกร็ก คุชนิก นักจิตวิทยา ระบุว่า การโพสต์ช่วงกลางคืน ทำให้ผู้คนตื่นขึ้นมาเห็นข้อความของทรัมป์ในตอนเช้า ส่งผลให้เขาสามารถกำหนดทิศทางกระแสข่าวได้ และว่าเป็นวิธีที่เขาเห็นว่าได้ผล เพราะ “หากไม่ได้รับความสนใจ เขาก็อาจไม่โพสต์ถี่เช่นนี้”

เนื้อหาที่ทรัมป์โพสต์นั้น ครอบคลุมหลายประเด็น ตั้งแต่ชื่นชมตัวเอง ขู่โจมตีอิหร่าน วิจารณ์สื่อ พาดพิงถึง เจมส์ คาร์วิลล์ (นักยุทธศาสตร์การเมืองสายพรรคเดโมแครต) ตำหนิศาลสูงสหรัฐฯ แชร์คลิปที่ระบุว่าอิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ แชร์คลิปวิจารณ์ มาร์ก เคลลี วุฒิสมาชิกจากรัฐแอริโซนา เรียกร้องให้ ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภาลาออก ไปจนถึงกล่าวหา บารัค โอบามา และ ฮิลลารี คลินตัน ว่าเป็นผู้ทรยศ รวมถึงการพูดถึงนโยบายยุติการให้สัญชาติอัตโนมัติ ฯลฯ

ไมเคิล เจโนวีส นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ระบุว่า ทรัมป์เคยใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มฐานเสียงของเขาโดยตรง แต่ปัจจุบันนี้ พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของเขา กำลังทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มกังวล

ผู้เชี่ยวชาญชี้ด้วยว่า แพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ซึ่งเขาเป็นเจ้าของ และผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มฐานเสียง หรือสนใจความเคลื่อนไหวของเขา ทำให้การโพสต์ผ่านแพลตฟอร์มนี้ทำให้ทรัมป์ได้รับ “เสียงสะท้อน” แบบที่เขาต้องการ ซึ่งแตกต่างไปจากเสียงสะท้อนในโลกความจริงโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้เขาใช้เวลากับแพลตฟอร์มนี้ค่อนข้างมาก

ข้อมูลระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๖๘ ถึงมกราคม ๒๕๖๙ ทรัมป์โพสต์ช่วงเที่ยงคืนมากกว่า ๓๐๐ ครั้ง และช่วงตีหนึ่งอีกกว่า ๑๐๐ ครั้ง

ขณะที่เดือนธันวาคมมีการโพสต์ช่วงเที่ยงคืนถึงตีสามถึง ๑๕๘ ครั้ง

คาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า ทรัมป์นอนน้อยมาก เฉลี่ยประมาณ ๔ ชั่วโมงต่อคืน ขณะที่แพทย์ประจำทำเนียบขาวเคยระบุว่าเขานอนเพียง ๔-๕ ชั่วโมงต่อคืน

นักจิตวิทยามองว่า ช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงที่ทรัมป์สามารถโพสต์ได้โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองจากที่ปรึกษา และเป็นการแสดงอำนาจการตัดสินใจด้วยตนเอง

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ทรัมป์โพสต์บนทรูธโซเชียลเกือบ ๗,๐๐๐ ครั้ง โดยเฉพาะในช่วง ๒๐ วันแรกของเดือนเมษายน ทรัมป์โพสต์ข้อความไปแล้วถึงกว่า ๖๐๐ ครั้ง

นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพราะคะแนนนิยมที่ลดลง ทำให้ทรัมป์หันไปใช้เวลากับการโพสต์ผ่าน ทรูธโซเชียล มากขึ้น
ประเด็นสงครามอิหร่าน และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ก็กดดันให้ทรัมป์ต้องหาทางออกกับโพสต์ของเขา เช่นบอกว่าเศรษฐกิจอิหร่านกำลังย่ำแย่ สงครามสงบแล้ว อเมริกาชนะสงคราม ฯลฯ

ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า ตราบใดที่โพสต์ของทรัมป์ยังได้รับความสนใจ และได้รับเสียงตอบรับในแง่บวกจากผู้ติดตามของเขา พฤติกรรมการกระหน่ำโพสต์ “ไร้สาระ” ตลอดคืนของเขาก็จะดำเนินต่อไป

แต่ “ทรัมป์” ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เสียสติ

นี่คือพฤติกรรมของผู้นำหมายเลข ๑ ของโลก ที่ผู้นำประเทศอื่นๆ ทั่วโลกแทบไม่มีใครเขาทำกัน

โพสต์ของ “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม มองเหตุการณ์กราดยิงอยู่หลายประเด็นแต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ

จากการ Monitor กระแส Social Media ทันทีหลังเกิดเหตุ พบตัวเลขที่สะท้อนถึงวิกฤตความเชื่อมั่น (Trust Crisis) อย่างรุนแรง

ในสังคมอเมริกา: ๔๕% กลุ่มกังขา (The Skeptics): ปักใจเชื่อว่าเป็น “Staged Event” หรือการจัดฉาก ๔๐% กลุ่มสนับสนุน

สิ่งที่ทำให้กราฟความสงสัยพุ่งสูงที่สุด คือการแถลงข่าวหลังเกิดเหตุไม่ถึง ๓๐ นาที ทรัมป์ไม่ได้พูดแค่เรื่องความปลอดภัย แต่เขาวกเข้าเรื่อง “การของบประมาณสร้าง Ballroom ส่วนตัวในทำเนียบขาว” ทันที!

จุดที่น่าขำและน่าสงสัยที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์ คือการเลือกสถานที่เกิดเหตุครับ งาน WHCD คือการรวมตัวของ

“กองทัพนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ทุกคนมีกล้อง มีไมค์ และมีช่องทางสื่อสารในมือพร้อมกันกว่า ๒,๖๐๐ คน
ทุกอย่างลงตัวเกินไป: การเกิดเหตุในที่ที่มีพยานเป็นนักข่าวทั้งโลก คือการการันตีว่าภาพลักษณ์ “ผู้นำในภาวะวิกฤต” จะถูกถ่ายทอดสดแบบ Real-time ไปทั่วโลกโดยไม่ต้องลงทุนทำ PR เอง

Security Paradox: เป็นเรื่องตลกที่ระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุด ซึ่งคัดกรองแม้กระทั่งปากกานักข่าว กลับปล่อยให้เกิดช่องโหว่ในคืนที่สำคัญที่สุด และประธานาธิบดีก็กลับออกมาแถลงข่าวด้วยท่าทีที่ “เนี้ยบ” ในเวลาอันสั้นจนผิดวิสัย

ครับ…ไม่ใช่ “ทรัมป์” ทำไม่ได้.

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from pp
“สถาปนิก’65” หนุนอุตสาหกรรมออกแบบ-ก่อสร้างเติบโต ขนทัพนวัตกรรมสินค้าสุดล้ำช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปีขาล
สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โชว์ศักยภาพการจัดงานสุดยิ่งใหญ่ “สถาปนิก’65 (Architect’22)” ภายใต้แนวคิด CO-WITH CREATORS:...
Read More
0 replies on “ไม่ใช่ ‘ทรัมป์’ ทำไม่ได้”