เปลว สีเงิน
ตอนนี้…..
ผมอยากให้ทุกคนออกไปยืนนอกโลก
แล้วมองกลับลงมาที่โลก
ความเคลื่อนไหวหนึ่งที่สะดุดตาเห็นได้ชัดสุด “คืออะไร” ทุกคนจะบอกได้ทันที
นั่นคือ มนุษย์กำลัง “จัดระเบียบโลกใหม่” แบบ “ขั้วใคร-ขั้วมัน” และเป็นไปอย่างเข้มข้น จริงจัง
เมื่อศตวรรษที่ ๒๑ มาถึง
“ภูมิรัฐศาสตร์โลก” ในปัจจุบัน จะเปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่งทั้งหมด!
ทำไมผมจึงพูดเช่นนั้นน่ะหรือ?
เพราะผมมอง “ความเป็นไป” ของสังคมโลกขณะนี้ มันกำลังขยับเขยื้อนตัวมันเอง
หรือถูกขยับเขยื้อนให้แปรเปลี่ยน ทั้งจากธรรมชาติและทั้งจากน้ำมือมนุษย์กันเอง ทุกวินาที!
นี่คือ “ภาพรวม” สังคมโลกวันนี้
โดยมองผ่าน “ภาพย่อย” เท่าที่เห็นกันอยู่ ก็สงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” สงครามตะวันออกกลาง “สหรัฐฯ-อิหร่าน” รวมถึง“อิสราเอล-ปาเลสไตน์/เลบานอน/อิหร่าน”
รวมถึงใน “อินโด-แปซิฟิก” สองขั้วมหาอำนาจโลก “สหรัฐฯ-จีน” ที่กำลังชิงความเป็นพี่เบิ้มในภูมิรัฐศาสตร์โลกย่านนี้
ย่อยในย่อยเฉพาะในภูมิภาคเรา….
ก็อย่างเช่นสงครามชาติพันธุ์กับรัฐบาลพม่า ความขัดแย้งเรื่องเกาะแก่งในทะเลจีนใต้ ระหว่างจีน กับไต้หวัน/เวียดนาม/ฟิลิปปินส์
ปัญหาพิพาทชายแดนระหว่างไทย-เขมร
ปัญหาพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลบริเวณทะเลสุลาเวสี ระหว่างมาเลย์-อินโดฯ
คร่าวๆ แค่นี้ เมื่อนำความขัดแย้งแต่ละพื้นที่มารวมกัน เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า “แต่ละขั้วอำนาจ” ทั้งมิติย่อยและมิติใหญ่ กำลังขยับเขยื้อน-เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด
ถ้าพูดกันถึง “ขั้วอำนาจโลก” ตอนนี้ เรายอมรับกันว่า มี ๒+๑ คือสหรัฐฯ ขั้วหนึ่ง
จีน+รัสเซีย อีกขั้วหนึ่ง
สหรัฐฯ ตอนนี้ ถูก “ยิว-อิสราเอล” หลอกมา “ตกหล่ม” ในตะวันออกกลาง โดยทำสงคราม ๒ รุม ๑ กับอิหร่าน
นับวันจะจมลงใน “หล่มลึก” จนถอนตัวไม่ขึ้น ฉิบหายทั้งชื่อเสียง ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งกำลังพล ทั้งเงินทอง ชนิด “ตูดแหก”
แต่ก็ยัง “เผด็จศึก” อิหร่านไม่ได้ ในทางกลับกัน จะถูกอิหร่าน “เผด็จศึก” เอาซะด้วย
เพราะดูแล้ว ขั้วอำนาจทั้งยุโรป, ยุโรปตะวันออก, เอเชีย, ตะวันออกกลาง กระทั่งอาเซียน
ไม่มีใครเอาด้วยกับสหรัฐฯ เลย กระทั่ง “ยิว-อิสราเอล” ก็เป็น “มิตรปอกลอก” หวังประโยชน์จากสหรัฐฯ แต่ถ้าสหรัฐฯ ติดหล่มตาย ยิวก็ไม่มีทางช่วยเก็บศพ!
ฉะนั้น ช่วงนี้ ถ้าท่านสังเกต จะเห็น “จีน” เดินเกมเร็วมาก สงครามไม่ยุ่ง มุ่งแต่สันติภาพ และแสดงตนเป็น “พี่มีแต่ให้”
เช่นว่า ประเทศไหนตกยากลำบากลำบน หรือถูกสหรัฐฯ รังแก จีนก็จะยื่นมือเข้าไปช่วย
เช่นในลาตินอเมริกา เวเนซุเอลา, คิวบา ถูกสหรัฐฯ ปล้น-ฆ่าเจ้าทรัพย์ ยึดทรัพย์สมบัติอันเป็นทรัพยากรของเขาไปหมดปล่อยให้อดอยาก
ทั้งจีน-ทั้งรัสเซีย ก็ส่งทั้งน้ำมัน ทั้งปัจจัยดำรงชีวิตไปให้
เรียกว่าตอนนี้ จีนกำลังสร้างบารมีและผูกสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ไปทั่วโลก
ในปัญหาตะวันออกกลาง “สหรัฐฯ กับอิหร่าน”
ทำให้ประเทศ “กลุ่มอาหรับ” กลืนไม่เข้า-คายไม่ออก” เพราะซื้อประกันความปลอดภัยไว้กับสหรัฐฯ โดยแลกกับให้สหรัฐฯ เข้าไปตั้งฐานทัพ
เมื่อสหรัฐฯ ถล่มอิหร่าน อิหร่านก็ถล่มกลับไปประเทศที่สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพอยู่ เรียกว่า “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่กลับต้องเอากระดูกมาแขวนคอ”
ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” โทรศัพท์ถึงเจ้าชาย Mohammed bin Salman แสดงความห่วงใยปัญหาสงครามที่ลุกลาม รวมถึงประเด็นที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อหาทางแก้ปัญหานี้
ขณะเดียวกัน ในภูมิภาคอาเซียน
รัฐมนตรีต่างประเทศจีน “นายหวัง อี้” ช่วง ๒๒-๒๖ เม.ย. ก็เดินสายกระชับสัมพันธ์กับ ๓ ประเทศ เขมร ไทย และ พม่า
เมื่อวาน จากเขมร ท่านหวัง อี้ก็มาเยือนไทย นอกจากพบนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศไทยแล้ว
“หวัง อี้” ยังได้เข้าพบ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ทำเนียบรัฐบาล ส่งภาษาบรรพบุรุษกันเป็นที่สนิทสนมรักใคร่กันดี
ตามข่าวเขารายงานว่า….
“ท่านหวัง อี้” บอกนายกฯ อนุทินด้วยภาษาทูตว่า “ทางกัมพูชาไม่อยากสู้รบหรือเผชิญหน้ากับไทยอีกแล้ว”
นายกฯ อนุทินก็ตอบต่อท่านหวัง อี้ ด้วยภาษาการประเทศว่า
“ไทยก็ไม่ได้อยากสู้รบกับประเทศเพื่อนบ้าน
แต่การรื้อฟื้นความสัมพันธ์กัน
ก็ต้องมีขั้นตอนและใช้เวลา เพื่อให้เกิดความไว้วางใจกันใหม่”
เนื้อๆ ก็ประมาณนี้ ผมไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ฉะนั้น ก็เก็บที่เขาเล่ามาเมาธ์ต่อได้แค่นี้ ถ้ามากจากนี้ ก็เป็นเรื่องโม้แล้วแหละ!
ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ทำไมช่วงนี้ “จีน” ต้องเดินเร็ว
ก็เพราะเข้าสู่ยุค “จัดระเบียบโลกใหม่”
ในเมื่อ ตะวันตก Sun Set ตะวันออกก็ต้อง Sun Rise เป็นไปตามวัฏจักร!
ย้อนมาดูไทย ผมตามสังเกตมาตลอด ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน ๑ จนถึงอนุทิน ๒ การเมืองระหว่างประเทศของไทยเรา เดินเร็วมาก
โดย “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ
ทั้งยุโรป ทั้งสหรัฐฯ ทั้งตะวันออกกลาง ทั้งเอเชีย และทั้งในอาเซียน ท่านไปปรุ เรียกว่าได้ทั้งภาพ ได้ทั้งผล เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เรียกเครดิตในวงการทูตกลับมาให้ไทยได้อีกครั้ง
วันก่อน ท่านสีหศักดิ์เดินทางไปพบกับ “นายมิน อ่อง หล่าย” ประธานาธิบดีพม่า “สำนักข่าวรอยเตอร์” รายงานโลกว่า
“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวว่าไทยต้องการมีบทบาทนำในความพยายามของพม่าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกลุ่มอาเซียนหลังจากพม่าถูกกีดกันมานาน ๕ ปี”
“เราต้องการสนับสนุนการกลับเข้าร่วมอาเซียนของพวกเขา นโยบายของเราคือการมีขั้นตอนในการปฏิสัมพันธ์เพื่อนำพวกเขากลับมา”
“แต่แน่นอนว่า การที่พวกเขาจะกลับเข้าร่วมอาเซียนได้นั้น พวกเขาต้องสามารถดำเนินการและตอบสนองต่อข้อกังวลต่างๆ ของอาเซียนได้”
นี่คือประเด็นในการไปพบกับประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย และท่านรัฐมนตรีต่างประเทศสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์
การที่รัฐบาลอนุทิน เดินการเมืองระหว่างประเทศเร็ว ก็ในทำนองเดียวกับมดที่รู้เวลาน้ำท่วม ปลารู้เวลาจะเกิดสึนามิ
เมื่อโลกสู่วาระ “จัดระเบียบโลกใหม่”
ก็หมายถึง “สังคมโลกมีการเปลี่ยนขั้ว”
พระพุทธองค์ตรัสบอก “โลกหมุน จงหมุนไปตามโลก แต่อย่าติดอยู่ในโลก”
ดังนั้น เราจะนั่งกิน-นอนกิน รอให้น้ำท่วมก่อน สึนามิถล่มก่อน จึงค่อยขยับตัว ไม่รอดแน่ มีแต่ตายแบบพบศพ กับตายสาบสูญ!
“ลาวกับพม่า” คือเตาไฟในครัวของบ้านเรา จะไม่ไยดีไม่ได้ และอย่าลืม ไทยกับพม่าและลาวไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน
และทั้งภูมิศาสตร์ที่ตั้งประเทศ รวมถึงทรัพยากรในประเทศพม่ามีมากมาย เหลือกิน-เหลือใช้สำหรับประเทศที่มีประชากรแค่ ๕๐ กว่าล้านคน
ทั้งไทยและพม่า ต่างเป็น “มิตรเรือนใกล้” แล้วไทยเราจะทอดทิ้งมิตรยามยากได้อย่างไร ก็ต้องช่วยเหลือเฟือฟายกันไปตามกรอบ-ตามเกณฑ์
อีกอย่าง เราอยู่ติดกับชาติพันธุ์หลากหลายตามชายแดนไทย-พม่า การมีช่องทางสื่อสารถึงกันระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เมื่อมีอะไรก็จะช่วยคลี่คลายได้ง่ายขึ้น
แต่ผมอ่านที่ “ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” วิจารณ์ประเด็นท่าน “สีหศักดิ์” ไปพบประธานาธิบดี “มิน อ่อง หล่าย” ว่า
“รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศไทยแสดงอาการอย่างรวดเร็วทันใจในการ “อุ้ม” รัฐบาล “กึ่งทหาร”
จนเหมือนไทยไม่แคร์กับอาเซียน
ทั้งยังเดินทางเข้าออกเมียนมาจนผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์อาจจะไม่ไว้วางใจไทย
รวมถึง “ข่าวลือ” ในการตั้ง “ผู้แทนพิเศษ” ของไทยในกรณีพม่า เพื่อเตรียมช่วยผู้นำทหารพม่าในการยุติศึก
ท่าทีเช่นนี้ เหมือนไทยละทิ้งฉันทามติ ๕ ข้อของอาเซียนไปแล้ว”
ผมว่า ศาสตราจารย์ กิตติคุณท่านนี้ ใช้โมหาคติวิจารณ์ มากกว่าใช้ความเป็นวิญญูชนในการวิจารณ์
รัฐบาลประธานาธิบดี “มิน อ่อง หล่าย” ก็กระแทกแดกดันเขาว่า “รัฐบาลกึ่งทหาร”
แต่คุณก็ยอมรับว่า เขามีสถานะเป็น “รัฐบาล”
แล้วการที่ท่านสีหศักดิ์ไปพบรัฐบาลพม่า คุณกลับบอกว่า “ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์อาจจะไม่ไว้วางใจไทย”!?
แบบนี้ หมายความว่า คุณจะให้ “กลุ่มชาติพันธุ์” เหนือกว่ารัฐบาลพม่า และรัฐมนตรีต่างประเทศไทย ต้องไปพบกลุ่มชาติพันธุ์ แทนการไปพบรัฐบาล
ต้องอย่างนี้ใช่มั้ย ถึงจะเรียกว่า รัฐมนตรีสีหศักดิ์ “ทำถูกต้อง” เพราะ “ถูกใจ” ท่าน ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข?
และการตั้ง “ผู้แทนพิเศษ” ของไทยอะไรนั่น
คุณก็ออกตัวล่วงหน้าเองว่า “ข่าวลือ”
แล้วคนระดับศาสตราจารย์ ก็เอาข่าวลือนั้น มาแต่งสี-วาดลายว่า “เพื่อเตรียมช่วยผู้นำทหารพม่าในการยุติศึก”!?
นอกจากโมหาคติแล้ว…
มันจะไม่แสดงออกถึงอาการ “อิจฉา-ริษยา” จนเสียกิริยาคนเป็นครูบาอาจารย์ระดับศาสตราจารย์ไปหน่อยหรือ?
ตะบัน “ตะแบง” บ่อยๆ โอลด์บอยคันปากน่ะ!
เปลว สีเงิน
๒๕ เมษายน ๒๕๖๙

