รอถึงวันของ ‘ธนาธร’ #ผักกาดหอม

ผักกาดหอม

เลือกตั้งครั้งนี้มีหลากหลายรสชาติ

ก่อนอื่นเลยขอแสดงความยินดีกับคุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม สส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี

นับว่ามีค่าอย่างมาก

แม้จะมีจำนวนแค่คนเดียว แต่คุณภาพได้รับการการันตีแล้วจากการเป็นมือปราบคอร์รัปชันจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์

จำนวน สส.นับว่าสำคัญ แต่คุณภาพนั้นสำคัญกว่า ฉะนั้นไม่ว่าคุณหมอวรงค์จะร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดีคือเสียงที่มีคุณภาพ

ประชาชนจะไม่ผิดหวังแน่นอน

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนจะได้ สส.น้อยกว่าที่คาดหวังเอาไว้ แต่อย่าลืมนะครับ เก้าอี้ สส. ๒๒ ที่นั่งคือสัญญาณบวก แม้การเลือกตั้งคราวที่แล้วจะได้ สส. ๒๕ ที่นั่ง ดูเหมือนจะถดถอย แต่ในข้อเท็จจริง การเข้ามาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เรียกได้ว่าเริ่มจากศูนย์

ประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ กับการเลือกตั้งปีนี้ แทบจะเป็นประชาธิปัตย์คนละสายพันธุ์

การมานับหนึ่งใหม่ กับจำนวน สส. ๒๒ ที่นั่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ

อย่าลืมนะครับประชาธิปัตย์เป็นพรรคเก่าแก่

ผ่านร้อนผ่านหนาวมาร่วม ๘๐ ปี

ผ่านความล้มเหลว ผ่านความสำเร็จมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งย่างก้าวของพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์เคยได้เก้าอี้ สส.น้อยที่สุดในการเลือกตั้งปี ๒๔๘๙ คือ ๑๖ เสียง ครั้งนั้นเป็นฝ่ายค้าน

มาครั้งนี้ สส. ๒๒ คน หากจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอีกครั้ง จะเข้มแข็งไม่แพ้พรรคที่ได้ ๑๐๐ เสียงอย่างแน่นอน

หากเป็นรัฐบาลบรรดาขุนพลด้านเศรษฐกิจไม่เป็นสองรองใคร

ฉะนั้นไม่มีอะไรต้องเสียใจ

สิ่งที่ต้องทำคือกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเหมือนที่เคยทำได้มาแล้วในยุคนายหัวชวน หลีกภัย

มาที่สนามกรุงเทพฯ เป็นของสีส้มยกแผง

ผู้เชี่ยวชาญพากันวิพากษ์วิจารณ์ดูแล้วต่างก็มีเหตุผล

ความต้องการของคนกรุงเทพฯ ไม่เหมือนคนต่างจังหวัด ทั้งๆ ที่ปัญหาพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ หรือคนต่างจังหวัดต้องเจอคือ เศรษฐกิจฝืดเคือง ทำมาค้าไม่ขึ้น เงินในกระเป๋าไม่มี

แต่ทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงเลือกพรรคส้ม ที่เปิดโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจแล้วเป็นแค่เด็กฝึกงานเมื่อเทียบกับทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย

หรือคนกรุงเทพฯ ไม่รู้สึก ไม่ยินดียินร้ายอะไรเมื่อได้ยินคำว่า ทหารมีไว้ทำไม รบไปก็ไม่ชนะ

นโยบายหาเสียงพรรคส้มนอกจากอีแอบประชานิยมแล้ว ยังมีนโยบายเชิงอุดมการณ์ หากจะบอกว่าคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคส้มเพราะชอบนโยบาย เมื่อดูเนื้อในแล้วอาจไม่ใช่

แล้วคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคส้มเพราะอะไร

กรุงเทพฯ เป็นสังคมปัญญาชน ฉะนั้นไม่ต้องพูดเรื่องความรู้ความสามารถ ที่คนกรุงเทพฯ เหนือกว่าคนต่างจังหวัดพอสมควร

แต่คนกรุงเทพฯ อาจเข้าใจบริบทการเมืองไทยแตกต่างจากคนในชนบท

คนยิ่งมีความรู้มากยิ่งต้องการหาคำตอบ และพรรคส้มได้ให้คำตอบนั้น

จะถูกจะผิดเป็นอีกเรื่อง

คนกรุงเทพฯ ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าผู้สมัคร สส.เขตนั้นๆ เป็นใคร เคยทำอะไรสำเร็จมาแล้วบ้าง เพราะคนกรุงเทพฯ เลือกแนวทางของพรรคส้ม

หรือนี่คือสองนคราประชาธิปไตย อีกนคราหนึ่ง

คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ เตรียมการล้มรัฐบาลด้วยการเลือกพรรคส้มยกแผง

ประเด็นหลักอยู่ที่พรรคส้มแลนด์สไลด์ในกรุงเทพฯ แต่ถูกตีแตกพ่ายในต่างจังหวัด

แต่ชนชั้นกลางคราวนี้ไม่ใช่กลุ่มอนุรักษนิยม หากเป็นกลุ่มนิยมซ้าย

หรือจะพูดให้ชัด คนในเมืองหลวง ต้องการรัฐบาลที่สามารถสร้างเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ให้บังเกิด มากกว่ารัฐบาลที่จะไปแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ

มีการวิจารณ์กันหนาหูว่า หรือคนกรุงเทพฯ เอาด้วยกับนโยบายปฏิรูปสถาบันของพรรคส้ม

ยากจะคาดเดาครับ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่พรรคส้มไม่เหมือนใคร

นั่นคือชุดความคิดที่ว่า ประชาชน คือทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศ หากสิ่งไหนที่เขารู้สึกว่าไม่ยึดโยงกับประชาชน ก็ควรทำลาย

อย่างเช่นรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่ผ่านการทำประชามติมา แต่พรรคส้มมีชุดความเชื่อว่า นี่คือมรดกของเผด็จการสืบทอดอำนาจ

ชุดความเชื่อนี้เองที่ได้แยกประชาชนออกเป็น ๒ ส่วน

ประชาชนสีส้ม กับ ไม่ใช่ส้ม ต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ

ด้อมส้มถึงออกมาวิพากษ์วิจารณ์คนต่างจังหวัดอย่างคั่งแค้น ราวกับเป็นพลเมืองที่ฉุดรั้งความเจริญ

แม้กระทั่ง สส.ส้มเองยังมอง สส.ต่างจังหวัดในรูปแบบที่ต่างออกไปจากตัวเอง

“วุฒิสมาชิกอังคณา นีละไพจิตร” โพสต์ข้อความสะท้านดงส้ม

“…ก่อนเลือกตั้งก็ไม่เคยถ่อมตน ใครวิพากษ์วิจารณ์ไรก็มาถล่มเขาหมด คิดแต่ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ความคิดเห็นต้องดีกว่า ไม่ฟัง แตะต้องไม่ได้ จนไม่มีใครเขาอยากเตือน

หลังเลือกตั้งพอรู้ผลก็ look down ดูถูก คน ตจว. ที่ไม่เลือกตัวเองว่าโง่ ไม่เข้าใจระบบการเมืองว่า สส. มีหน้าที่เสนอและกลั่นกรองกฎหมาย ไม่ได้มีหน้าที่รับฟังทุกข์สุขชาวบ้าน

เอาจริงคนที่นั่งใน กมธ.พิจารณากฎหมาย จะรู้ดีว่า มี สส.กี่คนบ้างที่รู้จริง หรือทำการบ้าน มีเหตุมีผล และกล้าปกป้อง หรือโต้แย้งคัดค้านถ้อยคำในกฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน

ที่เห็นๆ อยู่มีหลายคนแค่เข้าไปนั่งฟังและคอยยกมือโหวตก็มี…”

หากจะลงลึกในรายละเอียดแนวคิดนี้มาจาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เจ้าของพรรคส้มตัวจริง

“…สส.ไม่ได้มีหน้าที่พัฒนาจังหวัด เอาให้ชัดก่อน เป็น สส.ก็พัฒนาจังหวัด ไม่ได้

สส.หน้าที่คือ ตรวจสอบรัฐบาล

สส.หน้าที่คือ ผ่านกฎหมาย เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

หน้าที่ สส.ไม่ใช่ พัฒนาจังหวัด…”

“ธนาธร” พูดไว้เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๘

และวานนี้ (๙ กุมภาพันธ์) “ธนาธร” โพสต์ข้อความว่า…

“…ถึงผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่าน ผมซาบซึ้งใจในการสนับสนุนลงแรงที่ท่านทำร่วมกับพรรค เดินร่วมกันต่อไป อย่าหมดหวัง หมดหวังเมื่อไหร่ แพ้ทันที

ประชาชน แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว

มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง…”

ครับ…ประชาชนแพ้และชนะมาโดยตลอด เพราะทุกพรรคการเมืองล้วนมีฐานมาจากประชาชน

การที่ “ธนาธร” ขอให้ประชาชนชนะแค่ครั้งเดียว ประชาชน ในความหมายของ “ธนาธร” มิใช่ประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองอื่น

แต่คือประชาชนที่ซึมซับอุดมการณ์ของ “ธนาธร”

หมากนี้ถูกวางไว้จนถึงปี ๒๕๗๐

ปีที่ “ธนาธร” พ้นโทษตัดสิทธิทางการเมือง.

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from pp
โกหกหน้าไม่อาย เสียชื่อคนอีสาน ! “พลพีร์” ซัดเดือด “มนพร” ปมดิจิทัลวอลเล็ต
โกหกหน้าไม่อาย เสียชื่อคนอีสาน ! “พลพีร์” ซัดเดือด “มนพร” ปมดิจิทัลวอลเล็ต เผย โครงการล้มตั้งแต่ยุครัฐบาลแพทองธาร เหตุ ถูก ปปช.ตรวจสอบ...
Read More
0 replies on “รอถึงวันของ ‘ธนาธร’ #ผักกาดหอม”