ประเทศไทย “ในมือท่าน” #เปลวสีเงิน

เปลว สีเงิน

วันนี้…
ต้องขอโทษด้วยนะ ที่ผมเอาเรื่องที่อาจทำให้ท่านอ่านแล้วไม่สบายใจมาคุย
คือ ผมดู “ความเป็นไป” ในบ้านเมืองทุกวันนี้แล้ว
อดวิตกถึง “อนาคตประเทศชาติบ้านเมือง” ของเราไม่ได้

ไม่อยากใช้คำว่า “รัฐล้มเหลว”

แต่รัฐสภา รัฐบาล และการบังคับใช้กฎหมาย จากทุกองค์กรทุกวันนี้ มันบ่งบอกทิศทาง “ไหลลง” ไปทางนั้น
คือ ทางสู่ความเป็น “รัฐล้มเหลว” หรือ failed state

๕ ปี ๑๐ ปี อาจยังไม่รู้สึกกัน
แต่บอกได้เลย ในรุ่นลูก-รุ่นหลาน คือในอนาคตภายใน ๕๐ ปี
ถ้าไม่แก้ไข อาจไม่ถึง “สิ้นชาติ”

แต่ “คนไทย” จะเป็น “คนส่วนน้อย” ในแผ่นดินไทย นั่นคือคำว่า “สูญเสียความเป็นชาติไทย” จะมี-จะเป็น-จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

ถึงวันนั้น ก็ไม่ต้องบอกต่อแล้วว่า “ชาติ ศาสน์ สถาบันพระมหากษัตริย์” จะอยู่สภาพไหน หรือจะยังดำรงคงอยู่หรือไม่?

ในระบบบริหารราชการแผ่นดินทุกวันนี้…
ท่านลองให้จิตใต้สำนึกสะท้อนเป็นคำตอบกับตัวท่านเองดูซิว่า

มีสถาบัน-องค์กรไหน ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คือรัฐบาลลงไป ปฎิบัติ “ซื่อสัตย์-สุจริต-เป็นธรรม” ในการใช้อำนาจหน้าที่
เป็น “แกนศรัทธา” ให้ประชาชน “เชื่อถือ-ยึดมั่น” ได้บ้าง

ว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย กฎระเบียบต้องเป็นกฎระเบียบ

ไม่มีคำว่า “ดีลลับ”
ไม่มีคำว่า “อำนาจเหนือระบบ”
ไม่มีคำว่า “สองมาตรฐาน”
ไม่มีคำว่า “ถุงขนม”

ไม่มีคำว่า “วิ่งได้” เกิดขึ้นในระบบการบังคับใช้กฎหมาย พลเมืองดี ต้องได้รับการคุ้มครอง คนชั่วต้องได้รับโทษทัณฑ์ ประชาชนต้องได้รับการปฎิบัติจากอำนาจรัฐและจากกฎหมายเท่าเทียมกัน

นี่…อย่างนี้ ในทุกวันนี้ มันมีอย่างนั้นมั้ย?

มันเละ สับสน แตกแยกกันไปหมด ใครก็ไม่เกรงใคร แต่ละคน แต่ละสถาบัน-องค์กร มีสภาพเป็น “หัวหลัก-หัวตอ” จนหาที่เชื่อ-ที่ฟัง “เป็นแกน” ให้ยุติไม่ได้

กฎหมายฉบับเดียวกัน มาตราเดียวกัน วรรคเดียวกัน คำเดียวกันแท้ๆ ต่างคน-ต่างตีความ เอาตามชอบ

“ตำรวจ-อัยการ-ศาล” ถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยปริยายจากคน “บางกลุ่ม-บางพวก”

ขัดแย้ง-ขัดผลประโยชน์กัน ก็ฟ้องเอาเหลี่ยม-เอาเชิงกัน จนคดีรกศาล

เมื่อ “ฟ้องเอาเชิง” ยืมมือศาล โดยเอาคดีมาสุม คดีชาวบ้านที่รอคอยความยุติธรรม ก็ต้องเนิ่นนานออกไป

ความยุติธรรมที่ล้าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งจะโทษกระบวนการกฎหมายก็ไม่ได้

ในเมื่อคนพวกหนึ่ง “รู้มาก-เอาเปรียบสังคมมาก” ก็ฟ้องเป็นแต้มเชิง “ชิงเหลี่ยม” เป็นคดีรกศาลมาก

คำว่า “บ้านเมืองไร้ขื่อ-ไร้แป” จวนเจียนจะเป็นอย่างนั้นแล้ว กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้าย นั่นเพราะอะไร?

ไม่ใช่เพราะพม่าเก่ง
หากเพราะ ส่วนหนึ่งจาก “ความแตกแยก-อ่อนแอภายใน” และ “คนขายชาติ” เป็นไส้ศึกให้กองทัพพม่า!

คำว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำร้อย” ใช่ว่าเกิดขึ้นเอง หากแต่เป็นคำสะท้อน “ประวัติศาสตร์ชาติ” ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว

มีคนส่งไลน์ข้อความต่อจากนี้มาให้ผมอ่าน อ่านแล้วจาก “ทุกข์” ก็เกิด “ทุกข์ทับถม” ลองอ่านกันดู
…………………….

ขอคุยด้วยคนครับ
ไม่ได้คุยนานพอสมควร วันนี้ก็ ขอคุยสักหน่อยครับ มัน
อึดอัด จนสะดือบวม

เรื่องของเรื่อง ก็เรื่อง “เมืองไทยใหญ่อุดม” นี่แหละครับ

ช่วงนี้ เราจะเสพข่าวกัน จนหูอื้อ ตาลาย สารพันบรรดามี เกี่ยวกับ เรื่องคนไทยด้วยกัน แตกสามัคคี เป็นมุ้ง เป็นที่นอน กันเลยทีเดียว

มีแต่เรื่องแต่ราว เอากฏหมายมาปฏิวัติเล่นงานกัน จนชาวบ้านร้านตลาด งง กันเป็นตึกแถว เพราะไม่รู้จะเชื่อฝ่ายไหนดี

สงสารก็แต่ประเทศของเรา ที่นับวันจะถอยหลังลงรู

คน ไทยด้วยกัน “แตกความสามัคคี” กัน

บางกลุ่ม บางก๊วน พากับสูบเลือดเนื้อของประเทศ จนจะตามมิตรประเทศเขาไม่ทันเสียแล้ว

ถ้ามัวแต่จะแย่งชิงอำนาจกันแบบนี้ อีกไม่นาน พวกเราจะต้องกลายเป็น “ผู้อาศัย” พื้นแผ่นดินของตัวเอง

หลายๆ สาเหตุ ที่จะทำให้ลูกหลาน ของคนไทยเราไม่มีที่จะยืนในแผ่นดินเกิดถ้ายังไม่รีบแก้ไขตอนนี้

ประเทศของเรากำลังถูกบีบ จากใต้บีบไปเหนือ..เหนือ บีบไปใต้..โดยที่คนไทยแท้ๆ ไม่พึงระวัง

เช่น..พื้นที่ภาคใต้เขารุกหนัก สร้างสถานที่ ทำพิธี..ทางศาสนารุกคืบไปเรื่อยๆ ไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนจะมารับผิดชอบ

นี่คือ บีบจากใต้ ขึ้นเหนือ

ส่วนที่บีบจากเหนือล่องใต้นี่ อันนี้ก็หนักมากๆ เขาเรียกว่า “การปฏิวัติเผ่าพันธุ์” กันเลยทีเดียว

คนไทยเราทุกวันนี้แทบไม่มีที่จะยืนแล้วในแผ่นดินแม่ ถ้าหน่วยงานรัฐไม่ยอมแก้ไขกันอย่างจริงจัง

อีกหน่อยประเทศของเราก็จะมีหลายเผ่าพันธุ์ จนลูกหลานของคนไทยเองจะกลายเป็นขี้ข้าเขาอย่างแน่นอน

ขณะนี้ ทางภาคเหนือ เอาตัวอย่างแค่เชียงใหม่ อย่างเดียว คนต่างด้าวเต็มเมือง

ตลาดสด พ่อค้าแม่ค้า กลายเป็น ไทยใหญ่ พม่า ม้ง ไปเสียหมด คุยส่งภาษาสารพันภาษา เราฟังจน งง นึกในใจว่านี่มันประเทศอะไร (วะ)

พ่อค้าแม่ขายยุคไทยๆ ของชาวเราถูกกลืนจนหมดแล้ว

แรงงานต่างด้าวเต็มเมือง วัยรุ่นพี่ไทยหายจ้อย จะมีแก๊งพม่า แก๊งไทยใหญ่ ออกคุมเมืองตอนกลางคืน

พวกเราจะออกไปไหนๆ ก็ต้องระวัง เกิดไปขัดหูขัดตาพวกพี่ท่านมีหวังเจอสหบาทา

พวกนี้มันไม่กลัวกฏหมายอย่างไทยๆ พอมันอัดหรือก่อคดีเสร็จก็พากันหนีกลับประเทศจ้อย

แต่พ่อแม่มันก็อยู่ในแผ่นดินไทย ไปสักพัก ก็พากันกลับมาลุยต่อกันอีก ทุกคนต้องระวังกันเอาเอง

แต่ที่สำคัญ คือพวกพ่อแม่ต่างด้าวแต่ล่ะคู่ มีคำขวัญประจำคือ “กลางวันทำงานขยันหาเงิน-กลางคืนขยันทำลูก”

บางคู่ อายุยี่สิบปีกว่าๆ มีลูกสองคนแล้ว บอกจะเอาลูกสี่คน ( ดูมันคิด )

ส่วนม้ง เมื่อก่อนอยู่บนดอย ตอนนี้ “ซื้อหมู่บ้าน” อยู่ มีลูกเป็นโขยง คนไทยมองพวกไทยใหญ่ พม่า ม้ง พวกนี้ว่า…โง่จัง ปล่อยให้มีลูกเต็มบ้านเต็มเมือง

แต่ ไม่รู้ว่าใครกันแน่ ที่โง่…

พวกนี้ฉลาดสุดๆ ชนิดที่คนไทยบางคนคิดไม่ถึง

เขาทำลูกกันมากๆ จุดเป้าหมายคือ เวลาลูกออกมาดูโลก เด็กพวกนี้จะได้ “สัญชาติไทย” ทันที

ทีนี้หละ งามไส้กันละ รัฐต้องเป็นฝ่ายดูแลทันที รักษาพยาบาล การเรียน สิทธิ์ต่างๆ สารพันจัดให้

ไปดูให้เห็นกับตา โรงเรียนตามเขตนอกเมือง ลูกหลาน พม่า ม้ง ไทยใหญ่ ทั้งนั้น

เรียนฟรี เสื้อผ้า อาหาร ครบสูตร ลูกพี่ไทยคนรวย พากันเอาลูกหลานเข้าไปเรียนในเมืองกันหมด

ให้ท่านลองนึกล่วงหน้าไปอีกสิบปี ถึงตอนนั้น ว่าประเทศของเราจะเป็นอย่างไร ลูกหลานเราจะกลายเป็น “พลเมืองชั้นสอง” แน่นอน

พวกนี้ ขยัน อดทน อึด งานอะไรคว้าหมด ผัวใช้แรงงานเมียยึดตลาดเป็นแม่ค้ากันหมด

แล้วพากันผลิตลูกออกมาเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างชาญฉลาด ฉลาดแม้แต่การหาที่อยู่อาศัยให้กับตัวเองและเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

เช่น รุ่นแรกๆ เขามาอยู่ได้เป็นคนไทยแล้ว พวกนี้จะวางแผนหาที่ดินแปลงสวยๆ ชนิด สิบไร่ ยี่สิบไร่

ถ้าพอใจ เสนอราคาจนพี่ไทยตาลุก รีบขาย บริษัทที่มาติดต่อเจ้าของที่ดินเพื่อสร้างบ้านจัดสรรขาย จะชำระเงินเป็นงวดๆ ให้เจ้าของที่ดิน

พอไทยใหญ่รู้ ก็จะพากันไปดูที่ดินแปลงนั้น ถ้าพวกเขาพอใจจะติดต่อชื้อทันที ให้ราคามากกว่าที่บริษัทติดต่อขอชื้อ
ไม่เรื่องมาก ไปโอนกันที่ “ที่ดิน” ทันที

นัดวันเวลาเรียบร้อย พอถึงเวลา พวกนี้จะเอาเงินสดๆ ใส่ถุงแบกมาจ่ายกองบนโต๊ะในสำนักงานที่ดินกันเลยทีเดียว

เมื่อได้เอกสารสิทธิ์ ก็คือจบ ไม่สนว่าคนขายจะขนเงินไปธนาคารกันอย่างไร

คนที่ชื้อ คือคนที่ได้เป็นคนไทยแล้ว เขาจะเอาญาติพี่น้องมาลงขันกันชื้อที่ดินให้พี่ใหญ่ถือครองเอกสาร พวกน้องๆ
ก็ลงขันกัน

พี่ใหญ่ก็แบ่งที่เป็นแปลงๆ ให้น้องๆ ได้อยู่อาศัย ปลูกบ้านเรียงกันสวยงาม ใครไม่รู้นึกว่าบ้านจัดสรร เขาจะอยู่อาศัยภายใต้เอกสารสิทธิ์ของพี่

เมื่อใดที่ลูกเขาได้ “สัญชาติไทย” พี่ใหญ่ก็จะโอนให้ลูกหลานที่ได้สัญชาติไทยทันที

นี่คือ แนวคิดที่เขาทำกันในภาคเหนือ ลูกหลานพวกเขา แต่งตัวสวยๆ ขับรถปิกอัพออกไปหาของใช้ตามห้าง เข้าร้านอาหารตามสั่ง (พวกนี้จะไม่เข้าทานในร้านใหญ่เหมือนลูกหลานคนไทย)

เด็กพวกนี้ ลูกหลานไทยใหญ่เป็นส่วนมาก ลูกไทยขับรถเก๋ง ลูกไทยใหญ่เขาจะขับปิกอัพ ค่านิยมคือ เขาใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินตะหาก

ค่านิยมก็แตกต่างกันแล้วครับ

ตื่นเถอะ พี่น้องชาวไทย ตื่นขึ้นมาปกป้องรักษา ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้คงอยู่วัฒนาถาวรตลอดไป

ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน รอหวังกับนักการเมือง มาแก้ปัญหาชาติ

เมื่อนั้น เวลานั้นมาถึง ลูกหลานเราจะไม่มีที่จะยืนในสังคมนี้อีกแน่นอน.

พ.เวียงพิงค์.
……………………..

อยากเพิ่มเติมเป็นข้อมูล “ประกอบคิด” ซักนิด

ไทยมีพื้นที่ ๕๑๓,๑๒๐ ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นดิน ๕๑๐,๘๙๐ ตารางกิโลเมตร

สถิติประชากรไทย สำรวจ ณ ปี ๒๕๖๖ มี ๖๖.๐๕ ล้านคน วัยทำงาน ๓๙.๗๙ ล้านคน คนสูงอายุ ๒๖.๒๖ ล้านคน

ปี ๒๕๖๐ วัยทำงาน “อายุ ๑๕-๖๔ ปี” อยู่ที่ร้อยละ ๗๒ ของประชากรทั้งหมด

ภายในอีก ๒๖ ปี ราวๆ ปี พศ.๒๕๙๓ จะลดต่ำลงต่ำกว่าร้อยละ ๖๐

นั่นคือ ราวปี พศ.๒๕๗๓ คนอายุมากกว่า ๖๕ ปี จะเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๙.๕

ไทยจะเป็นอันดับ ๓ ในเอเชียที่ “คนแก่” มากขึ้น รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

ศ.เกียรติคุณ “ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล” สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ ม.มหิดล ชี้ว่า

นับตั้งแต่ ปี ๒๕๖๔-๖๖ อัตราเกิดเด็กไทย “ลดลงเกินครึ่ง” เหลือเฉลี่ยแค่ปีละ ๕ แสนคน

จาก “ตุลา.๖๖” อัตราเกิดอยู่ที่ ๔๗๐,๐๐๐ คน
คนตาย “มากกว่า” คนเกิด”

สัดส่วนเด็กไทยอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี ปัจจุบัน ลดลงเหลือร้อยละ ๒๐ คาดว่าอีก ๑๕ ปี ราวๆปี ๒๕๘๑ อัตราเกิดจะยิ่งลดลง เหลือต่ำกว่า ร้อยละ ๑๕

ขณะเดียวกัน “คนสูงอายุ” คืออายุ ๖๐ ปีค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ในปี ๒๕๖๖ สัดส่วนอยู่ที่ ร้อยละ ๒๐ และคาดว่าในอีก ๑๐ ปี ข้างหน้า ราวๆปี ๒๕๗๖ ไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากถึง ร้อยละ ๓๐

อัตราผู้สูงอายุวัย ๘๐ ปี ขึ้นไป ค่อยๆ ขยับตามขึ้นไปที่ ร้อยละ ๗-๘ ต่อปี

“สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ” ออกบทความคาดการณ์ว่า ในอีก ๕๙ ปีข้างหน้า คือราวๆ ปี พศ.๒๖๒๖
จำนวนประชากรไทยจะลดลง เหลือเพียง ๓๓ ล้านคน!

ช่วงอายุ ๑๕-๖๔ ปี จะลดเหลือ ๑๔ ล้านคน

วัยเด็ก ช่วงอายุ ๐ ถึง ๑๔ ปี เหลือเพียง ๑ ล้านคน

ประเทศไทย…
จะเต็มไปด้วยผู้สูงวัย ๖๕ ปีขึ้นไป ถึง ๑๘ ล้านคน

สัดส่วนประชากรสูงวัยจะมากกว่าร้อยละ ๕๐ ของประชากรทั้งประเทศ

ฝาก “รุ่นใหม่” ไชชาติและรุ่น “ใหญ่กินเมือง” ช่วยกันคิด
ส่วนผม “สิ้นคิด” แล้วหละ!

เปลว สีเงิน
๙ กรกฎาคม ๒๕๖๗

Written By
More from plew
๒๔๐ ปี รัตนโกสินทร์-เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีพระราชดำริว่า ……… “ฟากตะวันออกของกรุงธนบุรี มีชัยภูมิดีกว่าตะวันตก เพราะมีลำน้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง หากข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนคร ก็จะต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างตะวันตก
Read More
0 replies on “ประเทศไทย “ในมือท่าน” #เปลวสีเงิน”