คนปลายซอย
“เรามาอวยกันเถิด”
“นายกฯอนุทิน”นี่….
เข้าบริหารประเทศเมื่อ ๖ เมษายน ๒๕๖๙
ถึงวันนี้ ก็ ๔ เดือนเต็ม!
แต่ปรากฎว่า ทุกเรื่อง..ทุกปัญหา หมักหมมมาแต่ยุคไหน-สมัยไหน ทั้งหมด-ทั้งมวล
ยักลงต่ำที่“นายกฯอนุทิน”คนเดียว!
แล้วก็รุมกันโทษ รุมกันด่า รุมกันกระทืบ“รัฐบาลอนุทิน”
ก็แปลก แทนที่รัฐบาลอนุทิน
โดยเฉพาะ“ตัวนายกฯอนุทิน”จะยุบ
แต่ด้วยอานิสงส์แห่งตีนริษยา ที่รุมกระทืบ รุมตีนั้น
กลับทำให้“นายกฯอนุทิน”กลับยิ่งฟู!?
เมื่อวาน(๖ สค.๖๙)อ่านที่ท่าน“ต่อตระกูล ยมนาค”อดีต“นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์”โพสต์ข้อความ
ยิ่งขับเน้นคำว่า“ยิ่งตี-ยิ่งฟู”เด่นชัดขึ้น
ท่าน“ต่อตระกูล”โพสต์ว่า…..
วิศวฯจุฬาฯ ก็เคยเชียร์นายก เคยสนับสนุน นโยบายของ
นายกอื่นๆในอดีตมาก่อน ที่มาเรียกร้องให้วิศวกรออกมาช่วยคิด ช่วยชาติพัฒนาประเทศให้พ้นความยากจน
เช่น ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เร่งรัดพัฒนาชนบท
เช่น ในสมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
แต่ไม่เคยอวย ถึงกับมาโบกธงเชียร์ อย่างที่ทำ เมื่อ 31 กค.2569 นี้ ที่ให้นิสิตส่งเสียงเชียร์นายกอนุทินว่า
“พี่หนู สู้ๆ”
……ฯลฯ…….
ท่านต่อตระกูลบอกถึงที่มาของเรื่องราวนั้น ว่า
“เนื้อหาข่าว จาก หน้า Facebook ของ Chula Alumni (สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ)เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569”
ผมอยากรู้รายละเอียด เรื่อง“พี่หนู สู้ๆ”
ก็เลยคลิ๊กไปที่เฟซบุ๊คของ Chula Alumni
อ่านแล้ว ดูภาพการโบกธงเชียรที่ว่านั้นแล้ว ก็เลยถือโอกาสเลื่อนดูในเฟซไปเรื่อยๆ
พอดีพบที่ผู้ใช้นามว่า“The Unlock”สรุปรวมเหตุการณ์วันที่ ๓๑ กค.กับวันที่ ๔ สค.ที่“ประธานฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ”
เลี้ยง Thank You Party”
สมาชิก CUTE Crew และ CHULA Colorguard
หลังร่วมโบกธงเชียร์“อนุทิน”มาโพสต์สรุปรวมกัน
ผมจึงขอนุญาตนำโพสต์“The Unlock”มาให้อ่านตรงนี้
…………………………………
“The Unlock”
สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ เผยภาพนิสิตโบกธงเชียร์ “อนุทิน” พร้อมนำเสนอนโยบายรัฐบาล 5 ด้าน
เมื่อคืนวันที่ 4 สิงหาคม 2569 สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
เผยแพร่ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจ Chula Alumni ระบุว่า กลุ่มนิสิต CHULA Colorguard
ได้จัดการแสดงโบกธงเพื่อให้กำลังใจ“นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ภายในงานเสวนา ที่
“คณะวิศวกรรมศาสตร์”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กิจกรรมดังกล่าว
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
หรือ Hall of INTANIA
ภายหลังการเสวนา“The INTANIA Forum:Surviving Under the New World Order – ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่”
ซึ่งจัดโดย“สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”
ตามข้อความของ“สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ”
“นิสิต CHULA Colorguard” จำนวน 5 คน
ตั้งแถวโบกธงขนาดใหญ่ ที่มีภาพใบหน้าของ”นายอนุทิน”ในอิริยาบถต่าง ๆ
ประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ยิ้มสู้”
ระหว่างส่งนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับ
หลังเสร็จสิ้นภารกิจภายในงาน
ธงทั้ง 5 ผืน ได้รับการออกแบบให้สื่อถึง
นโยบายของรัฐบาล 5 ด้าน ได้แก่
“ไทยช่วยไทย พลัส”
“พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”
“200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท”
“รักษาทุกที่” และ
“CHIP MADE IN THAILAND”
ภายใต้แนวคิด “ส่งแรงใจให้นายก”
เมื่อสิ้นสุดการแสดง กลุ่มนิสิตได้กล่าวพร้อมกันว่า
“INTANIA เชียร์พี่หนู สู้ ๆ นะครับ”
“อาทิดนย์ พฤฒิทวีวัฒน์”นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสหเวชศาสตร์ และตัวแทน CHULA Colorguard ให้เหตุผลว่า
เพลง “ยิ้มสู้”
มีเนื้อหาสื่อถึงการ“ให้กำลังใจ”ผู้ปฏิบัติงานให้เผชิญอุปสรรค
พร้อมระบุว่า
“ผู้นำประเทศ ซึ่งกำลังรับมือกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ ย่อมต้องการกำลังใจเช่นเดียวกัน”
สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ ระบุเพิ่มเติมว่า
“นายอนุทิน”ได้เข้าไปพูดคุยและขอบคุณกลุ่มนิสิต
ก่อนขอรับธงทั้ง 5 ผืน กลับไปเป็นที่ระลึก
และมอบนาฬิกาให้แก่ผู้แสดงเป็นของตอบแทน
สมาคมนิสิตเก่าฯ ระบุว่า
“สำหรับ CHULA Colorguard เป็นกลุ่มนิสิตนักขับเคลื่อนสังคมจาก CUTE Academy
ที่ใช้ผืนธงเป็นสื่อรณรงค์สร้างสรรค์สังคมและทำกิจกรรมจิตอาสา CU Blood มาอย่างต่อเนื่อง
ถือเป็นอีกหนึ่งอาวุธ (ไม่) ลับจากสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.)
ภายใต้การนำของนายกสมาคม“ดร.ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ที่ยกทีมมาสร้างสีสันให้งานแสดงวิสัยทัศน์ระดับชาติที่เข้มข้นเปื้อนรอยยิ้มแห่งสายใยน้องพี่จุฬาฯ ไปพร้อมกัน”
อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว
มีลักษณะเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรม
ที่แสดงการสนับสนุนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเปิดเผย
โดยมีการใช้ชื่อ สัญลักษณ์ และพื้นที่ของมหาวิทยาลัย
ขณะที่ ในช่วงปี 2563–2565
ฝ่ายบริหารจุฬาฯ
เคยอ้างเหตุผลด้านความเป็นกลางทางการเมือง
เพื่อจำกัดกิจกรรม
และการแสดงออกของ“องค์กรนิสิต”หลายครั้ง
กรณีนี้ จึงนำไปสู่คำถามถึงมาตรฐานของมหาวิทยาลัย
ในการ“กำกับกิจกรรมทางการเมือง”
รวมถึง“ขอบเขตบทบาท”ของสมาคมนิสิตเก่า
ฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย
และกลุ่มกิจกรรมนิสิตที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
หรือยึดโยงกับนิสิตโดยตรง
โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มดังกล่าวอยู่ภายใต้การสนับสนุน
หรือกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร
และมีบทบาทในการประชาสัมพันธ์นโยบายของมหาวิทยาลัยอยู่เป็นประจำ
ว่าสามารถใช้ชื่อและทรัพยากรของมหาวิทยาลัย
เพื่อแสดงการสนับสนุนรัฐบาล
หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ในขอบเขตใด
……………………………….
อืมมมมม…
อ่านจบ ก็พอเข้าใจที่ท่านต่อตระกูล ในฐานะอดีตเป็น “นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์”
ถึงกับเปรยว่า….
“……ไม่เคยอวย ถึงกับมาโบกธงเชียร์ อย่างที่ทำ เมื่อ 31 กค.2569 นี้ ที่ให้นิสิตส่งเสียงเชียร์นายกอนุทินว่า
“พี่หนู สู้ๆ”
บางท่านอ่านแล้ว-ฟังแล้ว
อาจอยากเห็นภาพเหตุการณ์ และธง ๕ ผืน
ที่นิสิต CHULA Colorguard ๕ คน
โบกให้กำลังใจนายกฯ
และนายกฯขอนำกลับไปเป็นที่ระลึกนั้น ว่าเป็นอย่างไร
ท่านคลิ๊กไปดูที่ท้ายโพสต์“Chula Alumni”ได้เลย
สำหรับผมนั้น….
อ่านเรื่องนี้แล้ว นึกถึงพุทธพจน์บทหนึ่งขึ้นมาทันที คือ
“นิคคัณเห นิคคะหาระหัง”
“ข่มคนที่ควรข่ม”
ปัคคัณเห ปัคคะหาระหัง”
“ยกย่อง คนที่ควรยกย่อง”
ด้วยคำตรัสสอนของพระพุทธองค์นี้ ทำให้ผมไม่แคร์
ว่าใครจะคิดยังไงกับผม!
บางคนว่า“ผมอวยนายกฯ”ไม่ลืมหู-ลืมตา
บางคนว่า “ผมด่าพวกนั้น-พวกนี้”ตะพึด-ตะพือ
กรณี “อวย”นายกฯอนุทิน….
ผมก็มีเหตุผล เหมือนอย่างที่ CHULA Colorguard เชียร์นายกฯ ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์“ยิ้มสู้”
ด้วยเหตุผลว่า…
“บทเพลงมีเนื้อหาสื่อถึงการให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน ให้เผชิญอุปสรรค …..
“ผู้นำประเทศซึ่งกำลังรับมือกับสถานการณ์ระหว่างประเทศย่อมต้องการกำลังใจเช่นเดียวกัน”
และก็ด้วย“๕ เหตผล ๕ เรือธง”รัฐบาล
ไทยช่วยไทย พลัส,พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล, 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท, รักษาทุกที่ และ CHIP MADE IN THAILAND
ด้วยจิตเหนือมนุษย์ริษยาของ CHULA Colorguard
เขามองเห็นรูปธรรมของนโยบายที่จับต้องได้
จึงก้าวข้ามความคับแคบจากพวกจิตขลาด
“ยกย่องคนที่ควรยกย่อง”
ด้วยการชูธงทั้ง ๕ เป็นกำลังใจให้นายกฯ
การให้กำลังใจ“นักการเมือง”ที่ทำดี มันผิด มันเลวทรามตรงไหน บางองค์กรสังคมจึงถือเป็นข้อห้าม
ด้วยเหตุผลงี่เง่าว่า“ไม่เป็นกลาง”!?
มีใครชี้ให้เห็นได้ไหมว่า“ความเป็นกลาง”มันอยู่ตรงไหน?
กับคนน่ะ ชี้ให้เห็นได้ว่า อยู่ตรง“สะดือ”
แต่กับสังคมมนุษย์“ความเป็นกลาง”มีในหมู่พวกขลาดเขลาเท่านั้น!
สังคมไทย ส่วนหนึ่งเป็นสังคม“ขลาดเขลาเอาอารมณ์เหนือเหตุผล”
ดังนั้น สาระที่สังคมชอบดู-ชอบฟังทุกวันนี้
จึงมีแต่เรื่อง“ด่าแม่งมันเข้าไว้ อย่าไปสนความถูก-ผิด”
ถ้ายกย่อง ชมเชยใคร คนนั้น จะถูกว่าเป็นพวก“อวย”!
ทุกวันนี้ บางทีสังคมยังแยกไม่ออกระหว่าง
“คนดี”
กับคน“ทำดี”
“คนดี”บางทีก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เหมือนน้ำกลั่น
เพราะบริสุทธิ์เกินไป ใช้ดื่มก็ตาย ใช้เลี้ยงปลาก็ตาย
ส่วนคน“ทำดี”คนแบบนี้แหละ จะยังประโยชน์ให้สำเร็จ
เพราะเหมือนน้ำประปา
ซึ่งเป็นน้ำมาจากลำคลอง หนอง บึง ซึ่งไม่สะอาดนัก
แต่นำมาใช้ประโยชน์ได้
กินได้ ดื่มได้ อาบได้ เลี้ยงพืช-เลี้ยงสัตว์ได้
สรุป…
ในโลกของการบ้านและการเมือง“ไม่มีตรงกลาง”
คนไหนทำเลว
จิกหัวด่าให้พญายมออก“อนุโมทนาบัตร”ให้เลย
ส่วนคนไหนทำดี
อย่าไปประหยัดคำชม
อวยให้“หมู-หมา”มันอ้วกไปเลย!
-เปลว สีเงิน
๗ สิงหาคม ๒๕๖๙
