ปลงๆ เปรยๆ โดยเปลว – เปลว สีเงิน

เปลว สีเงิน

วันหยุดยาวทีไร ผมเหงาทุกที
เพื่อนร่วมงานเขาไปเที่ยวกันหมด การต้องเดี่ยวโดดอยู่คนเดียวที่สำนักงาน ทำให้เกิดความรู้สึกหนึ่ง บอกกับตัวเองว่า

โลกนี้…ไม่น่าอยู่เลย….
ถ้าไร้ “เพื่อนร่วมโลก”!

เมื่อรู้สึกอย่างนั้นแล้ว ก็เกิดความนึกคิดเชิงฉงนขึ้นว่า
“ผองมนุษย์คือเพื่อนกัน” แล้วไฉนมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันทุกวันนี้
ถึง “ไม่รักกัน”?

ตรงกันข้าม กลับเกลียดกัน คิดร้าย ประหัตประหารเข่นฆ่ากัน และนับวัน จะฆ่า..ฆ่า
เหมือนต้องการให้สิ้นมนุษย์ เพื่ออยู่ในโลกใบนี้คนเดียว!?

เจอหน้าบรรดา “ผู้นำสหรัฐฯ” ก็อยากถาม
พื้นที่ ๕๐ รัฐ รวมเป็น United States of America ยังใหญ่ไม่พอก้นหรือยังไง?

จึงต้องเที่ยวไปเป็น “เจ้าเข้าครอง” บ้านนั้น-เมืองนี้ ยุแหย่ประเทศนั้น ให้ทะเลาะกับประทศนี้
แล้ว “ขายอาวุธ” ให้ทั้งสองฝ่าย เอาไปรบกัน!

“โจรเหนือโจร” ไม่ใช่ “จ้าวโลก”
หากแต่มันคือ “อภิมหาโจร” ตะหาก

เจอ “เนทันยาฮู” ก็อยากถามเหมือนกัน
ว่าฆ่าให้หมดทั้งฉนวนกาซา แล้ว “อิสราเอล” รวมทั้งชาวยิวทั้งผอง จะสุขนิรันดร์ อย่างนั้นหรือ?

ย้อนคิดเข้ามาใน “ไทยประเทศ” บ้านเมืองเรา
คิดแล้ว “น้อยใจ” นัก

แผ่นดินก็สมบูรณ์ บ้านเมืองก็งดงาม ผู้คนก็เพียบพูนด้วยปัญญา ใจบุญสุนทาน อีกตะหาก

แต่ด้วยเวรกรรมอันใดหนอ ไทยจึงได้แต่ “นักการเมืองโฉด” เข้ามาบริหารประเทศ?

คิดคดแต่ล่มชาติ-ล้มสถาบัน จ้องแต่โกงบ้าน-กินเมืองหาช่องแต่จะครองเมือง หรือไม่ก็ จ้องเอาประเทศไปจิ้มก้องพวกไอ้กันและยุโรป

ทำไมจึงไม่มีคนดี ที่รักบ้าน-รักเมือง-รักประชาชนจริงๆ เข้ามาบริหารพัฒนาประเทศและสังคมชาติให้สม “ไทยแผ่นดินทอง” ซักทีเล่า?

ฤา “เทพยดา-ฟ้าดิน”…..
หมดเมตตาประเทศไทย-คนไทย ต้องการลงโทษคนไทยที่แสนดี ซึ่งนั่น ด้วยเหตุอันใด?

นึกขึ้นได้ “คุณศรีวรรณา กิจพานิช” เจ้าของบริษัท “ศรีกิจพานิช” ซึ่งแต่ละปี ท่านจะสละทรัพย์ ไม่ต่ำ ๒-๓ ล้านบาท
พิมพ์หนังสือประเภท “คติธรรมสอนใจ” แจกเป็นธรรมทาน อย่างตอนนี้ พิมพ์ “เกลาใจ” ของคุณนุสนธิ์ แจกจ่ายไปหลายรอบ-หลายแสนเล่ม

ด้วยบทคติธรรม “เตือนคิด-สะกิดใจ” สั้นๆ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ทาง “เรือนจำ” ยังได้อนุญาตให้นำเข้าไปแจกจ่ายให้นักโทษได้อ่านด้วย

ครั้งหนึ่ง คุณศรีวรรณาพิมพ์ “นิทานอีสป ๒ ภาษา” แจกตามโรงเรียน มอบให้ผมชุดหนึ่ง

คิดคำนึงถึงตรงนี้ ก็นึกเรื่อง “กบเลือกนาย” ในนิทานอีสปขึ้นมาได้ ไปรื้อๆ ค้นๆ ตามชั้นหนังสือ กะจะอ่านทวน เพื่อนำมาคุย แต่ก็ไม่พบ

พลันนึกขึ้นได้ แจก “วันเด็ก” ไปนานแล้ว ตั้งแต่สำนักงานยังอยู่คลองเตยโน่น

เลยค้นตามเว็บ เจอเวอร์ชั่น “วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ” เนื้อหาเดียวกัน ลีลาภาษาเรียบเรียงเท่านั้น ที่ต่างกันไป
อ่านกันเล่นๆ ซักอีกที ดีมั้ย?
……………………

นิทานอีสปเรื่อง “กบเลือกนาย”

ในกาลนานมาแล้ว มีกบฝูงหนึ่ง อาศัยอยู่ในทะเลสาบอย่างมีอิสรเสรีทุกประการ ทุกตัว กบตัวใดนึกจะทำอะไร ก็ทำได้ตามใจชอบ

แต่ในที่สุด พวกกบทุกตัว ก็เกิดความไม่พอใจ

รู้สึกเบื่อหน่ายในความประพฤติตามใจชอบของพวกมันขึ้นมา จึงประชุมกันที่สระแห่งหนึ่ง

ปรึกษาเห็นชอบ ให้ร้องขอ ผู้ที่จะมาเป็นนายหรือพระราชาสักองค์ จากเทพเจ้า (Jupiter..ดาวพฤหัสบดี) เพื่อที่จะให้มาเป็นผู้นำให้กับพวกมัน

เทพเจ้าทนฟังคำพูดอ้อนวอนอย่างโง่ๆ ของพวกกบทั้งหลายไม่ได้ จึงโยนท่อนซุงลงมา และประกาศว่า
“นี่คือพระราชาของพวกเจ้า”

ท่อนซุงดังกล่าว ตกลงมากระทบน้ำในสระตูมใหญ่ จนน้ำกระฉอกไปทั้งสระ

พวกกบตกใจกลัว รีบดำลงไปที่ก้นสระ บ้างก็มุดเข้าไปซ่อนตัวอยู่ที่ใต้โคลน ครั้นสงบเงียบดีแล้วไม่นาน

ก็ได้มีกบตัวหนึ่ง ผงกหัวขึ้นดูอย่างกล้าหาญ เพื่อมองหาพระราชาของมัน

มันค่อยๆ โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ครั้นเห็นว่าท่อนซุงลอยอยู่เฉยๆ ไม่มีอันตรายอย่างใด มันก็ตระหนักว่า

“นี่คือพระราชาที่เทพเจ้าประทานแก่พวกมันอย่างแน่นอน”

มันแสดงความเคารพยำเกรง แต่เมื่อมันเข้าไปใกล้จนขึ้นไปเกาะที่บนท่อนซุง เห็นท่อนซุงยังลอยเฉยอยู่
ก็ชักจะ “หมดความยำเกรง”

ในที่สุด ถึงกระโดดขึ้นไปวิ่งเล่นบนท่อนซุงตามสบายใจ มันเห็นว่า พระราชาองค์นี้อ่อนแอ และรู้สึกไม่พอใจ
จึงชวนกันร้องเรียนเทพเจ้าอีกครั้ง

ขอประทานพระราชาที่คล่องแคล่วมากกว่านี้มาให้กับพวกมันด้วย

คราวนี้ เทพเจ้าได้ส่ง “นกกระสา” ตัวหนึ่งลงมา

พระราชาองค์ใหม่นี้ ในไม่ช้า-ไม่นาน ก็ฉวยโอกาสจิกกบกินอย่างตะกละวันละตัวทุกวัน

พวกกบไม่รู้จะหนีไปที่ไหน ต้องการจะทำลายล้างหรือกำจัดพระราชาองค์ใหม่องค์นี้ไปให้เร็วที่สุด
ก่อนที่พวกมัน “จะตายกันไป” จนหมดนั่นเอง

ในที่สุด พวกมันก็ส่งข่าวสารไปให้เทพเจ้าอีกครั้ง ทูลวิงวอน ขอให้ทรงเมตตาพวกมันด้วย

แต่คราวนี้ เทพเจ้าได้ตรัสเป็นคติธรรม ว่า

“ที่กบพวกเจ้าได้รับโทษอยู่อย่างนี้ ก็สมกับความโง่เขลาของพวกเจ้าแล้ว ถ้ามีในคราวหน้าหรือคราวต่อไป สมควรที่พวกเจ้าจะต้องเรียนรู้

และหัดมีความพอใจใน “ความพอเพียง” ของตัวเองได้แล้ว อย่าไปเรียกหาเจ้านายจากเทวดาอีก”
………………………………

อีสปชาวกรีก ประหนึ่งผู้มี “อนาคตังสญาน” แต่ละเรื่อง “สะบัดหน้ามนุษย์” ได้ล่วงหน้าเป็นพันๆ ปี ตรงเผง!

แต่คนไทย “ไม่ใช่กบ”
อีสปเรื่อง “กบเลือกนาย” จึงไม่ใช่บทสะท้อนไทย

และเรื่องเดียวที่อีสปไม่ได้เขียนไว้ก่อนตาย คือเรื่อง
“คนตาบอดไม่กลัวเสือ”!

คนไทยปัญญาเลิศล้ำดังว่า นิทานเรื่อง “คนตาบอดไม่กลัวเสือ” จึงเขียนขึ้นโดยคนไทย
คนนั้นชื่อ “เสนาะ เทียนทอง”

ลองอ่านท่อนหนึ่งของเรื่องนี้ ซึ่งนายเสนาะสลักไว้ในหนังสือ “รู้ทันทักษิณ ๔” ต่อให้เลือกตั้งพรุ่งนี้ ที่นายเสนาะเขียน ก็ยังจะเป็นแบบนี้ ลองอ่านดูนะ
……………………….

“การจดทะเบียนคนจนนั้น ผมเคยแนะนำว่ามันทำไม่ได้ ไปประกาศเฉยๆ ไม่ได้
เอามาขึ้นทะเบียนเฉยๆ คนที่เป็นหนี้สินอยู่ที่ไม่ใช่คนจนก็ไปจดทะเบียนด้วย มันจะบานปลายไปใหญ่

พี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึก มันปฏิบัติไม่ได้ มันได้แค่โชว์ตัวเลขตอนเลือกตั้ง จากนั้น ไม่มีผลจริง

แต่ทักษิณตอบว่า

“โธ่…พี่เหนาะ คนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้ เราจะได้เสียงเหรอ?”

เขาพูดอย่างนี้ แสดงว่าไม่ได้จริงใจกับนโยบาย ประกาศไปก่อนค่อยหาวิธีการทำการตลาดทีหลัง ไปเสี่ยงเอาข้างหน้า ขอให้ได้คะแนนเสียงไว้ก่อน ไม่สนวิธีปฏิบัติราชการ

แม้แต่โครงการ เอสเอ็มแอล ผมก็เตือนว่า “เข้าข่ายซื้อเสียง” เพราะอยู่ในภาวะเลือกตั้ง

ทักษิณตอบว่า
“โธ่…อำนาจอยู่ที่เรา กกต.ก็ของเรา คนก็บอกเรา ล่าสุด ก่อนการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ มีการทำผิดกฎหมาย คือขนคนมาฟังการปราศรัย โดยจ้างมา มันผิดกฎหมายแน่นอน แต่กกต.กลับเฉย” นายเสนาะกล่าว
……………………….

เห็นมะ….
คนไทยไม่โง่ เป็นคนกล้า ไม่กลัวกระทั่งเสือ ฉะนั้น คนไทย ไม่ใช่กบ

คนไทยเป็นคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีกิน มีใช้ มีเงินดิจิทัลคนละ ๑ หมื่น เงินเดือนๆ ละ ๒๕.๐๐๐ บาท

แล้วคนไทยเป็นอะไรล่ะ?

ผมก็ไม่รู้ แต่ตัวละครในนิทานเรื่อง “คนตาบอดไม่กลัวเสือ” ที่ชื่อทักษิณ เขาบอกว่า
“คนไทยเป็นคนตาบอด”!

ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ นักวิชาการ อาจารย์มหา’ลัยไหน จะเขียนนิทานเรื่อง “คนไทยเป็นคนตาบอด” ละก็บอกนะ
“ไทยโพสต์” จะออกทุนพิมพ์ให้!

เปลว สีเงิน
๔ มิถุนายน ๒๕๖๗

Written By
More from plew
ทุกปัญหามีเวลาระเบิด – เปลว สีเงิน
เปลว สีเงิน ช่วงนี้ “กระบวนการกฎหมาย” กำลังทำงานเข้มข้น ทั้งในระบบรัฐสภา ในระบบตำรวจ และในระบบศาล ถ้าถามว่า จะมีผลกระเพื่อมต่อสังคมบ้าน-สังคมเมืองบ้างหรือไม่? วันนี้ คงไม่มั้ง...
Read More
0 replies on “ปลงๆ เปรยๆ โดยเปลว – เปลว สีเงิน”