‘ตรวจสอบ’ กับ ‘แก้แค้น’ #ผักกาดหอม

ผักกาดหอม

เขาว่าเป็นเกมหนีการตรวจสอบ
บ้างก็ว่าปิดปากฝ่ายค้าน

ก็เรื่องที่ประธานโสภณ ซารัมย์ เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องการเชิญบุคคลภายนอกเข้าชี้แจง ซึ่งสรุปประเด็นได้ว่า ประธานคณะกรรมาธิการ ไม่สามารถเรียกบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานมาชี้แจงตามอำเภอใจโดยลำพังได้

หากจะเชิญต้องทำอย่างไร
ต้องผ่านมติที่ประชุมกรรมาธิการเท่านั้น

เป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๒๙ วรรคสี่ กำหนดให้อำนาจ “การเรียก” หรือ “การเชิญ” บุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงเป็นอำนาจของ กมธ.ทั้งคณะ
ประธานกรรมาธิการจึงไม่มีอำนาจสั่งการได้ด้วยตนเอง

หากเป็นการเรียกเจ้าหน้าที่รัฐและต้องการใช้สภาพบังคับตามกฎหมาย จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๘
นั่นคือกติกาที่จะใช้หลังจากนี้

แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการใช้อำนาจหนีการตรวจสอบของรัฐบาล
ที่มาของเรื่องนี้ก็อย่างที่ทราบกัน กรรมาธิการชุดที่พรรคประชาชนเป็นประธาน ใช้อำนาจประธานเรียกบุคคลเข้าชี้แจงบ่อยครั้ง และหลายครั้งมีประเด็นทางการเมืองตามมา

บางครั้งมีการแสดงอำนาจกับข้าราชการ แล้วเอาไปแขวนประจานต่อในสื่อโซเชียล จน “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เตือนว่านั่นคือ บันเทิงธิปไตย

สรุปแล้วนี่คือการปรับการทำงานของกรรมาธิการสภาฯ ให้กลับเข้าร่องเข้ารอย
หรือเป็นการใช้อำนาจเสียงข้างมากปิดปากฝ่ายค้าน
ไปดูข้อกฎหมายครับ

การเรียกเอกสารจากบุคคลหรือการเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการสามารถทำได้ภายใต้กฎหมายเฉพาะคือ

พระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๔
และระเบียบที่ออกตามพระราชบัญญัติฉบับนี้
วัตถุประสงค์คือให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติในการควบคุมการทำงานของรัฐบาล เป็นการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร

มาตรา ๓ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้ให้นิยามความหมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเอกสารจากบุคคลหรือการเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการ ไว้ดังนี้

“คณะกรรมาธิการ” หมายความว่า คณะกรรมาธิการสามัญและคณะกรรมาธิการวิสามัญ ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา

“ประธานคณะกรรมาธิการ” หมายความว่า ประธานคณะกรรมาธิการสามัญและคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา

จำนิยาม คณะกรรมาธิการ กับ ประธานคณะกรรมาธิการ ไว้ให้ดีนะครับ เพราะจากนี้จะว่ากันเรื่องการเรียกหนังสือเชิญบุคคลภายนอก

กระบวนการออกคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา มีอยู่ ๒ ส่วน

ส่วนที่ ๑ การออกหนังสือเชิญ
เมื่อคณะกรรมาธิการสามัญหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้กระทำกิจการ พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใด และต้องการเอกสารหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง โดยทั่วไปประธานคณะกรรมาธิการมีอำนาจหน้าที่ลงลายมือชื่อในหนังสือเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการ ทั้งนี้ การออกหนังสือเชิญมีข้อพิจารณา

จะเห็นว่ากฎหมายกำหนดให้ประธานคณะกรรมาธิการเป็นผู้เซ็นชื่อในหนังสือเชิญ
แต่การสอบสวนเรื่องใด หรือเรียกใคร เป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ

ส่วนที่ ๒ การออกคำสั่งเรียก
กฎหมายกำหนดว่าการออกคำสั่งเรียกเอกสารของคณะกรรมาธิการ หรือคำสั่งเรียกบุคคลเพื่อให้มาแถลงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการ ต้องมีการระบุเหตุและประเด็นตามสมควร

ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ
ข้อพิจารณาในการออกคำสั่งเรียกจะต้องมีองค์ประกอบดังนี้

๑.ต้องมีมติของคณะกรรมาธิการ ให้ออกคำสั่งเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการด้วยเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการที่มีอยู่

๒.ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ลงลายมือชื่อในคำสั่งเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการโดยชอบด้วยกฎหมาย

กฎหมายเขาเขียนไว้แบบนี้ครับ ส่วนใครจะตีความอย่างไรก็ว่ากันไป เพราะเรื่องอำนาจกรรมาธิการปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า การตรวจสอบฝ่ายบริหารกับการตอบโต้ทางการเมือง มีเส้นบางๆ ที่ต้องแยกให้ชัดเจน

ที่จริงมีความรับผิดชอบของกรรมาธิการซ่อนอยู่ในกฎหมาย และเป็นเหตุผลว่าทำไมการเชิญบุคคลเข้าชี้แจงนั้นจะต้องทำเป็นมติของกรรมาธิการ

กฎหมายฉบับนี้ระบุว่าคำสั่งเรียกมิให้ใช้บังคับกับผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดีหรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล และมิให้ใช้บังคับกับผู้ตรวจการแผ่นดินหรือกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยตรงในแต่ละองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่สามารถถูกเรียกให้มาชี้แจงในส่วนของการดำเนินคดีได้ แต่ถ้าถูกเรียกให้มาชี้แจงเพื่อให้คำปรึกษา หรือถามสาเหตุของการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องของอัยการสามารถถูกเชิญมาได้

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมไม่อาจให้ประธานเรียกบุคคลมาชี้แจงโดยลำพังได้

นอกจากนี้กฎหมายระบุกรณีที่จะมีการลงมติเพื่อออกคำสั่งเรียก กรรมาธิการคนไหนไม่ลงมติและลุกออกจากห้องประชุมไป อาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตได้

ฉะนั้นเมื่อมองภาพรวมของกฎหมาย จึงเห็นเจตนารมณ์ชัดเจนว่า คำสั่งเรียก ต้องออกเป็นมติกรรมาธิการเท่านั้น
โดยประธานมีหน้าที่ลงนาม

ส่วนใครจะเถียงว่านี่เป็นการปิดปากฝ่ายค้านก็ว่ากันไป

ก็เอาไว้ตอนฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลค่อยแก้กฎหมายใช้อำนาจประธานคณะกรรมาธิการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ได้
ถึงตอนนั้นคงบันเทิงธิปไตยหนักกว่าตอนนี้แน่นอน.

0 replies on “‘ตรวจสอบ’ กับ ‘แก้แค้น’ #ผักกาดหอม”