3 พฤศจิกายน 2569 – ที่ศูนย์การประชุมมณฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รองรับสังคมสูงวัย และเพิ่มความคุ้มครองแก่ผู้ประกันตนอย่างครอบคลุมมากขึ้น
เนื่องจากพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้ขยายอายุขั้นสูงของลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จากเดิม 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ เพื่อรองรับการทำงานของแรงงานสูงอายุ และให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร โดยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิต่อเนื่องอีก 6 เดือนหลังออกจากงาน รวมถึงปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
นอกจากนี้ ยังเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน จากเดิมร้อยละ 50 เป็นไม่เกินร้อยละ 70 ของค่าจ้าง เพื่อช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของผู้ประกันตนที่สูญเสียความสามารถในการทำงาน
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งสาระสำคัญคือการปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ โดยเปิดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน สามารถเลือกรับเงินบำนาญชราภาพหรือบำเหน็จชราภาพได้ เมื่อมีอายุครบ 55 ปี หรือเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ส่วนผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 เดือน สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนก่อนอายุ 55 ปีได้ หากประสบภัยพิบัติร้ายแรงที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้ประกันตน
อีกทั้งยังเปิดทางให้นำเงินชราภาพบางส่วนไปใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม โดยกำหนดวงเงินไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินชราภาพ และไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอธิบายว่า ร่างกฎหมายยังเปิดโอกาสให้ผู้รับบำนาญชราภาพที่ออกจากงานแล้ว แต่ยังต้องการได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคม เช่น สิทธิรักษาพยาบาล สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อได้
โดยกำหนดให้รัฐร่วมจ่ายเงินสมทบ 1 ส่วน และผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 2 ส่วน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองในกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุที่พ้นจากการทำงานยังสามารถเข้าถึงหลักประกันทางสังคมได้อย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ ร่างกฎหมายยังปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การไม่ยื่นแบบรายการภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยเปลี่ยนจากโทษทางอาญาเป็นการปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบุด้วยว่า ที่ประชุม ครม.ได้รับทราบแผนการจัดทำกฎหมายลำดับรองจำนวน 18 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันหลังกฎหมายมีผลใช้บังคับ เพื่อรองรับการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ใหม่
ทั้งนี้ ขั้นตอนหลังจาก ครม.เห็นชอบ จะส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.) พิจารณา ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยสิทธิประโยชน์ใหม่ยังไม่เริ่มมีผลบังคับใช้จนกว่ากฎหมายจะผ่านกระบวนการตามขั้นตอนและมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ.
