ผิดที่กฎหมาย #ผักกาดหอม

ผักกาดหอม

ฮั้ว สว.แตกไปหลายประเด็นจริงๆ
วันนี้มาเรียนกฎหมายไปพร้อมๆ กันครับ

ที่เถียงกันคอเป็นเอ็นตอนนี้คือ คดีหมิ่นประมาท ที่ “ยิ่งชีพ-iLaw” กำลังจะตกเป็นผู้ต้องหาหลายโรงพักทั่วประเทศนั้น คนฟ้องทำได้จริงหรือเปล่า

“ยิ่งชีพ” งัดกฎหมายมายืนยันว่าทำไม่ได้

เขาโพสต์ข้อความอธิบายว่า
“…ตามหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ คดีจะริเริ่มขึ้นที่ไหนได้บ้าง ใครจะไปแจ้งความต่อตำรวจแล้วตำรวจจะต้องรับทำคดีบ้าง ตำรวจในแต่ละท้องที่จะรับคดีได้ต้องมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

๑) เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้น
๒) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่
๓) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับ (ผู้ต้องหาอยู่ตรงนั้น)

ไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาของผู้เสียหาย หรือสถานที่ที่ผู้เสียหายสะดวกได้

หลักการนี้ในทางกฎหมายในระยะยาว ผมว่ามันถกเถียงกันได้อยู่ว่าดีที่สุดหรือยัง สมมุติว่าผมไปเที่ยวเชียงใหม่ ขากลับโดนขโมยของที่สนามบินตอนที่จะขึ้นเครื่องบินอยู่แล้ว ผมไม่รู้ว่าใครขโมย ถ้าจะแจ้งความมีทางเดียว คือ ผมต้องทิ้งตั๋วแล้วไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้นซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุคดี ซึ่งผมไม่สะดวก

แต่ถ้าผมขึ้นเครื่องบินกลับบ้านมาก่อนแล้วแจ้งความที่กรุงเทพได้ สำหรับผู้เสียหายแล้วสะดวกกว่า แล้วตำรวจที่กรุงเทพก็ค่อยส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้ตำรวจที่เชียงใหม่ช่วยสืบต่อ น่าจะดีกับผู้เสียหายมากกว่า

แต่อย่างไรก็ดีวันนี้กฎหมายเขียนว่า ถ้าคดีเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ผมต้องไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้น หรือถ้ารู้ว่าผู้ต้องหาเป็นใครก็ไปแจ้งความตามที่อยู่ของผู้ต้องหาก็ได้

วัตถุประสงค์ที่กฎหมายเขียนเช่นนี้เพื่อต้องการไม่ให้คนแจ้งความสามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายกลั่นแกล้งคนที่ถูกแจ้งความได้ ถ้าจะดำเนินคดีต่อเขาก็ต้องดำเนินคดีในสถานที่เหตุต้นเรื่องนั้นเกิดขึ้นหรือในสถานที่ที่ไม่เป็นภาระกับเขาเกินไป

อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้มีคนใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อการกลั่นแกล้งคนอื่นอยู่บ้าง ในคดีหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คนที่ถูกวิจารณ์แล้วรับคำวิจารณ์ไม่ได้ ก็จะอ้างว่า ตัวเอง ‘พบเห็น’ ข้อความที่ถูกด่าตอนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แล้วอาศัยช่องว่างของมาตรา ๑๘ บอกว่า ‘คดีเกิดขึ้น’ ในพื้นที่ที่มีการพบข้อความ ซึ่งไม่ได้อ้างว่า ผู้แจ้งความสะดวกที่ไหนแต่อ้างว่าพบข้อความและคดีเกิดที่นั่น

ก่อนหน้านี้มีหลายคดี เช่น ที่นราธิวาส ที่เชียงราย ที่พะเยา ที่แม่สอด ฯลฯ เพื่อหวังให้ผู้ต้องหามีภาระมากขึ้นในการเดินทางจะได้หวาดกลัวและหยุดพูด

คดีทางไกลที่เคยเห็นเกิดจากการโพสต์ออนไลน์ โดยคนแจ้งความอ้างได้ว่า ไม่รู้คนโพสต์ตอนกดโพสต์อยู่ที่ไหน จึงถูกอ้างอิงว่าคดีเกิดขึ้นตอนที่มีการพบข้อความ แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยแต่กฎหมายเรื่องนี้ยังเป็นช่องว่างให้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และต้องการการแก้ไขเพื่ออุดช่องว่างต่อไป

หลายวันมานี้ผมเห็น ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองหลายคนอ้างหลักกฎหมายผิดผมก็ไม่สบายใจ เพราะกฎหมายตอนนี้ไม่มีใครสามารถไปแจ้งความคนอื่นยังสถานที่ที่ตัวเองสะดวกได้ หรือตามภูมิลำเนาของตัวเองก็ไม่ได้

ใครจะบ้านเกิดอยู่ที่ไหน ทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน ไม่เป็นเหตุตามกฎหมายในการเลือกสถานที่แจ้งความนะครับ เรียนมาเพื่อให้เข้าใจตรงกันก่อน

การแจ้งความผิดท้องที่เป็นเหตุผลที่ง่ายมากที่ตำรวจจะไม่รับแจ้งความ เราในฐานะประชาชนล้วนประสบปัญหานี้ เช่น เวลากระเป๋าตังค์หายเดินไปแจ้งความตำรวจจะต้องถามคำแรกว่า ‘หายที่ไหน?’ ถ้าตอบแล้วมันไม่อยู่ในเขตอำนาจเค้าจะไม่รับทันที

ถ้าวันไหนตำรวจที่ไม่ขยันทำงานก็จะพยายามหาข้ออ้างอธิบายว่าคดีเกิดขึ้นในเขต สน. อื่น แล้วไล่ไปแจ้งความที่อื่น เราล้วนเคยเจอสถานการณ์นี้กันเป็นปกติเมื่อต้องเป็นผู้เสียหาย

แต่หากตำรวจมีความเกรงอกเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ตำแหน่งสูงๆ ของบ้านเมืองอยู่บ้าง ก็อาจจะรับๆ ไปก่อน แต่ตำรวจที่สอบสวนคดีโดยตัวเองมีอำนาจตามมาตรา ๑๖ ก็น่าจะมีความผิดเองอีก
น่าสงสารตำรวจจัง…”

ครับ…โดยหลักการก็เห็นด้วยกับ “ยิ่งชีพ” เพราะที่ผ่านมาฟ้องกลั่นแกล้งกันเยอะ
แต่ก็มีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจ
การแจ้งความร้องทุกข์สามารถแจ้งที่โรงพักไหนก็ได้ทั่วประเทศ
ฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิดว่ากฎหมายไม่ระบุว่าผู้เสียหายสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาได้

คำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑๗๗/๒๕๖๔ ผู้เสียหายสามารถเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนใน สน. หรือ สภ. ท้องที่ที่ไม่ใช่ที่เกิดเหตุได้
นี่คือหลักฐานว่าแจ้งความโรงพักไหนก็ได้ทั่วประเทศ!

นี่ไม่ใช่คำสั่งให้ปฏิบัติเช่นนี้เป็นครั้งแรกนะครับ
เรื่องให้ผู้เสียหายแจ้งความได้ทั่วประเทศนั้นมันมีมานานแล้ว

นั่นคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๗๔/๒๕๑๖ วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดๆ แม้จะไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนั้น ก็ยังมีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับแจ้งความไว้ได้

เพราะการรับคำร้องทุกข์กับการมีอำนาจสอบสวนเป็นคนละเรื่องกัน
และกฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น

นี่คือการแยกการรับคำร้องทุกข์กับอำนาจสอบสวนออกจากกันอย่างเด็ดขาด
และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๓๐/๒๕๔๙ ที่ออกมาเป็นบรรทัดฐานเกี่ยวกับความผิดของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีพนักงานสอบสวนไม่ยอมรับคำร้องทุกข์ของประชาชน
ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ฉะนั้นสรุปได้ว่าการไปฟ้อง “ยิ่งชีพ” ทุกสถานีตำรวจนั้นสามารถทำได้
แต่ถามว่าควรทำหรือไม่
มันก็ไม่ควร เพราะดูเป็นการกลั่นแกล้งเสียมากกว่า เพียงแต่การไปฟ้องแบบนั้นคงเกิดขึ้นได้ยาก

แต่ที่จะเกิดคือ จะมีการฟ้องทุกท้องที่ในภูมิลำเนาของบุคคลที่ “ยิ่งชีพ” กล่าวถึง และคิดว่าได้รับความเสียหายจากการกล่าวหาว่า ฮั้ว สว.

ถ้าเสียหายเป็นร้อยคนก็ฟ้องร้อยสถานีตำรวจ
ไม่ต้องไปสงสารตำรวจครับ เพราะถ้าตำรวจไม่รับแจ้งความนี่สิครับผิดแน่ๆ

ก็เป็นบทเรียนสำหรับการใส่ร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย
ถ้าด่ากัน ๒ คน จะไปฟ้องทั่วประเทศก็ดูกระไรอยู่

แต่ถ้าด่าอออกสื่อ โพสต์ข้อความด่าซ้ำในโซเชียล มันเห็นทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั่วโลก
ถ้าผู้เสียหายสามารถแจ้งความที่ต่างประเทศคงได้เห็นคดีตัวอย่างกันไปแล้ว
ฉะนั้นต้องแยกให้ออก สิ่งที่เป็นอยู่ และสิ่งที่อยากให้เป็น

“ยิ่งชีพ” บอกว่าอยากแก้กฎหมายให้ฟ้องแบบวันสต็อปเซอร์วิส ที่เดียวพอ
ก็เป็นข้อสังเกตเล็กๆ ครับ เรามักเห็นพลพรรคส้มบอกว่าจะแก้กฎหมายกันรายวันเลยทีเดียว

ทุกเรื่องที่ส้มเข้าไปพัวพันกฎหมาย ก็ดูเหมือนกฎหมายนั้นมีข้อบกพร่อง ไม่ทันสมัย ไม่เป็นประชาธิปไตย
จึงต้องแก้.

Written By
More from pp
“วันวิชิต” ชี้สถานการณ์น้ำมันคลี่คลาย คาดจบก่อนสงกรานต์ หลังรัฐเลิกตรึงราคา เปิดขนส่ง 24 ชม. เตือนประชาชน เร่งปรับตัวรับราคาสินค้าขยับ ไทยหนีไม่พ้นวิกฤตโลก
25 มีนาคม 2569 — ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์พลังงานของไทย ท่าม กลางความเป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ช่วงสงกรานต์ ว่า...
Read More
0 replies on “ผิดที่กฎหมาย #ผักกาดหอม”