ดูปาก “ณัชชา” นะคะ – เปลว สีเงิน

www.plewseengern.com

เปลว สีเงิน

ในการศึก
“นิ่ง” น่าสะพรึงกลัวกว่า “เคลื่อนไหว”
เพราะนิ่ง ศัตรูจะครั่นคร้าม ด้วยเดาใจไม่ถูกว่า ในนิ่งนั้น ซ่อนเล่ห์กลศึกใด
ตรงข้ามกับเคลื่อนไหว ฝ่ายตรงข้ามชอบ
เพราะเคลื่อนไหวในสถานการณ์ที่เป็นรอง ย่อมเปิดช่องว่าง-รูโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามเห็น และเขาจะโหมโจมตีจุดนั้น
“ขงเบ้ง” ตอนถูก “สุมาอี้” ไล่ล่า
ไม่เพราะใช้ “สงบสยบเคลื่อนไหว” ดอกหรือ จึงรอด!

เพราะเมื่อจนตาหนี
ก็แสร้งเปิดประตูเมืองร้าง แล้วขึ้นไปนั่งตีขิมบนกำแพง แทะเม็ดก๋วยจี๊ เจียะเต้ ผายลมป้าด..ป้าด สบายอก-สบายใจ

สุมาอี้เห็น…ก็ นั่นแน่….
อุบายศึกตื้นๆ “ไม่มี-ทำเป็นมี”, “มี-ทำเป็นไม่มี” เพื่อหลอกให้เราตายใจ

บุกเข้าไป ขงเบ้งก็จะโบกธงสัญญานให้ทหารที่ซุ่มซ่อนไว้ “ปิดประตูตีแมว”
อุบายตื้นๆ แบบนี้ ใช้กับคนอย่างสุมาอี้ไม่ได้หรอก เรารู้ทันน่า….ทำนองนั้น

วันนี้ ๑๖ กันยา. “หวยออก”
ได้ข่าวว่า “พลเอกประยุทธ์” ลงพื้นที่จังหวัดระยอง ไปดูน้ำ-ดูท่า ไปให้กำลังใจทหารที่กำลังทำงาน ทั้งเยี่ยมเยียนชาวบ้านชาวช่อง

ถ้าเป็นสมัยโบราณเขาเรียกว่า “เตรียมการรับศึก” แต่ครั้งนี้ ไม่ใช่รับกองทัพพม่า แต่เป็นรับ “กองทัพน้ำ” ที่เอาเราแน่

มนุษย์เนี่ย ตัวตนจริงๆไม่มีหรอก
เพียงแต่ “ธาตุดิน-ธาตุน้ำ-ธาตุลม-ธาตุไฟ” มาผสมตามสัดส่วนเป็นรูป-เป็นร่างให้เราทึกทึกว่า…นี่ “ตัวตน” เท่านั้น

ฉะนั้น เพื่อ “สร้างสมดุล” ความเป็นตัวตนตามธรรมชาติ
ในการดำรงวิถีชีวิต เราต้องรู้จักอยู่แบบ “ตีนติดดิน-กินน้ำคลอง-ท่องกลางแดด”

และ “อานาปานสติ” คือหมั่นกำหนดลมหายใจเข้า-ออกให้เป็นประจำ จนเป็นนิสัย ชนิดว่า นึกได้ตอนไหน กำหนดรู้ตอนนั้น ทุกครั้งไป

ทำได้แบบนี้ รับประกัน “จิตสบาย-กายสมบูรณ์”
ที่สำคัญ จะเป็นมนุษย์ “กึ่งอมตะ” อยู่ไปจนเบื่อว่า “เมื่อไหร่จะตายซะที” นั่นแหละ เพราะพรรคพวก-เพื่อนฝูง ชิงหนีไปจองวิมานทำเลดีๆ ล่วงหน้าหมดแล้ว

นายกฯ ประยุทธ์ไป ก็ไปย่ำน้ำ ลุยโคลน งับโอโซนกลางแดด เรียกว่า สร้างพลังชีวิตสมดุล แบบ Vitality
ทำงานงกๆ มา ๘ ปี…..

ได้พักร้อน ๓๕ วัน จาก ๒๕ สิงหา.ไปถึง ๓๐ กันยา.ช่วงศาลฯ ให้พักการทำหน้าที่ระหว่างตีความอายุนายกฯ ๘ ปี
ใครว่าไงไม่รู้ สำหรับผม อยากบอกว่า “อิจฉาท่าน” จัง!

ยังได้ชิลๆ อีก ๑๔ วัน
กว่าจะถึง ๓๐ กันยา.ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำวินิจฉัยและลงมติชี้ขาด ว่า “ลุงต่” จบแค่นี้ หรือ
“ลุงตู่” ยังได้ไปต่ออีก ๔ ปี!?

ผมเห็นทั้งสื่อ ทั้งสาก ทั้งนักวิชาการล้นเกิน ยกนั่น-ยกนี่ ขึ้นมาตีความแทนศาลฯ กันวันละ ๓ รอบ ๕ รอบ

นี่…ผมกะว่า ที่ไหนเปิดสอบเป็นเนติฯ จะรีบไปสมัครทันทีเลย ทั้งที่ไม่เคยเรียนกฎหมง-กฎหมายกะเขานี่แหละ เพราะฟังจนล้นทะลุขี้หูแล้ว

เท่าที่สังเกต เจ้าตัว คือนายกฯ ไม่เห็นท่านวิตก-ทุกข์ร้อนอะไร ตรงข้ามกับสื่อ นักวิชาการล้นเกิน และผู้ร้อง คือสส.ฝ่ายค้าน-เพื่อไทย
กระวน-กระวาย หายใจเข้า-แช่ง หายใจออก-แช่ง “ตู่ตายแน่…ตู่ตายแน่”

ดึกดื่นคืนค่อน ไม่เป็นอันนอน-อันหลับ ต้องคอยหอนแข่งหมา ชะเง้อรอตะวันขึ้น เพื่อเคาน์ดาวน์กัน!

เป็นเอามากนะ เป็นกันจนออกหน้า-ออกตา ก็ไม่ทราบว่าลุงตู่ไปเหยียบหัวแม่ตีนหรือหัวใครเขาไว้ เขาจึงเกลียดชัง ขับไสไล่ส่งกันถึงขนาดนั้น?

ถ้าเสกหนังควายเข้าท้องได้ คงเสกกันไปนานแล้ว แต่ผมดูทรงแล้ว เลย ๓ โมงเย็น วันที่ ๓๐ กันยา.ไป
ต้องมีคน “อกแตกตาย” แหง
ผสมเสียงคนร้อง “เราฉิบหายอีกแล้ว…พี่จ๋า”!

รักจะติดตามเรื่องนี้ ผมขอย้ำ ก่อนมีคำตอบให้ตัวเอง ทุกคนต้องอ่านโจทย์ให้เข้าใจ และตีโจทย์ จับประเด็นที่เขาถามให้ได้
ไม่งั้น จะหลงโจทย์ ตอบผิด ถ้าตีโจทย์ไม่แตก!

ก่อนอื่น ถามตัวเองก่อนเลยว่า โจทย์ที่ฝ่ายค้าน-เพื่อไทย เขายื่นให้ศาลตีความนั้น มีว่าอย่างไร?
ก็ยังไม่รู้กันใช่มั้ย?

ส่วนใหญ่จะกล้อมแกล้มว่า พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ มา ๘ ปีแล้ว จาก ๒๔ สิงหา.๕๗ ครบ ๘ ปี ๒๓ สิงหา.๖๕ รัฐธรรมนูญปัจจุบันเขาห้ามเป็นเกิน ๘ ปี ฉะนั้น ลุงตูต้องลง!

ก็ไม่ผิด-ไม่ถูกซะทีเดียว นั่นเป็นความเข้าใจแบบ ๒+๒ เป็น ๔ แต่ถ้าใครบอก ๓+๑ เป็น ๔ หรือ ๔-๐ เป็น ๔ ก็จะว่าผิด

ฉะนั้น แบบไหนผิด-แบบไหนถูก ต้องไปดูโจทย์ให้ชัด ว่า โจทย์เขาถาม ด้วยต้องการทราบอะไร ตรงไหน?

ที่ฝ่ายค้านส่งโจทย์ให้ศาลฯ ตีความ ดังนี้……..

๑.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการสิ้นสุดลงของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสอง และมาตรา ๑๕๘ วรรคสี่

๒.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งนายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าจะมีคำสั่ง เนื่องจากเห็นว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน

ตามโจทย์ ข้อ ๒ ศาลฯ พิจารณาวินิจฉัย และมีมติ ๕:๔ ให้พลเอกประยุทธ์ “หยุดปฎิบัติหน้าที่” ชั่วคราวไปแล้ว
ก็เหลือโจทย์ ข้อที่ ๑ ซึ่งศาลจะวินิจฉัยและลงมติกันในวันที่ ๓๐ กันยา.

ประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งเป็นโจทย์ให้ศาลฯวินิจฉัย คือการสิ้นสุดลงของตำแหน่งนายกฯ

-ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสอง และ
-มาตรา ๑๕๘ วรรคสี่ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๖๐

นี่….โจทย์ตีกรอบให้วินิจฉัยใน ๒ มาตรานี้
คนวินิจฉัย คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องวินิจฉัยโดยต้องอยู่ในกรอบตามโจทย์ คือ ๒ มาตรานี้ เท่านั้น

ส่วนเรื่องบันทึกการประชุม ๕๐๐ และ ๕๐๐/๑ ต่างๆนานา ตามที่มีขบวนการปล่อยเพื่อนำมาปั่นให้เป็นกระแส จากจิ้งจกให้เป็นจรเข้ยักษ์อะไรนั่น

มัน “นอกโจทย์” ไม่ใช่สาระหลักที่ศาลฯท่านจะต้องนำมาพิจารณาวินิจฉัย อย่างที่พล่ามให้ชาวบ้านหลงเข้าใจทางนั้น
ตอนนี้ โจทย์แตกเป็น ๒ โจทย์ คือ

-“โจทย์หลัก” ที่อยู่ในศาลฯ กับ
-“โจทย์ลวง” ที่ขบวนการลากมาปั่นล่อนอกศาลฯ

ถ้า ๓๐ กันยา.มติศาลออกมาไม่ตรงใจ ก็จะได้ใช้กระแส “โจทย์ลวง” ที่ปูทางนำไว้นั้น ว่า…นั่นไง กูว่าแล้ว
จากนั้น ก็ตาม “แผน ๒” ปั่นลากขบวนการลงถนน!

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสอง มีความว่า
มาตรา ๑๗๐ ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ ตาย, ลาออก และ ฯลฯ……
(วรรคสอง) “นอกจากเหตุที่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่งแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๕๘ 158 วรรคสี่ ด้วย”

และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ มีความว่า
“พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีก ไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบกันเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน

-นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙
-ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

-(วรรคสี่)นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง”

อ่านปุ๊บ เข้าใจปั๊บ ไม่ต้องไปดูเจตนารมณ์ผู้ร่างหรือเศษกระดาษบันทึกการประชุมอะไรเลย
เพราะ วรรคสอง มาตรา ๑๗๐ กับวรรคสี่ มาตรา ๑๕๘ เชื่อมโยงถึงกัน

โดยวรรคสอง มาตรา ๑๗๐ “ล็อคเป้า” คนเป็นนายกฯตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๖๐ ไว้ที่มาตรา ๑๕๘ ที่กำหนดขั้นตอนสู่ความเป็นนายกฯไว้

นั่นคือ นายกฯ ๘ ปีในที่นี้ นายกฯ คนนั้น จะต้องมาโดยผ่านขั้นตอนตามลำดับ

-วรรคหนึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
-วรรคสอง นายกฯต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙
-วรรคสาม ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

เมื่อผ่านขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญบัญญัตินี้แล้ว จึงจะเข้ากรอบกฏเกณฑ์ตามวรรคสี่ ที่ว่า…….

“นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง”

สรุป………
ความใน ๒ มาตรา เชื่อมโยงบ่งบอกตัวนายกฯตามโจทย์ถาม “ครบ-จบ-ชัด” ในข้อกฎหมายในตัวมันเอง
โดยไม่ต้องไปเอาเศษกระพี้ในวงข้าว-วงกาแฟกรธ.คนไหน มาเป็นกุญไขประตูตัวแม่บทกฎหมายที่เปิดอ้าอยู่แล้ว

ก็ไม่ต้องไปหวั่นไหว….
ทั้งวัน “มามาก” และ “มาน้อย” กันเลยครับ!

เปลว สีเงิน
๑๖ กันยายน ๒๕๖๕


Written By
More from plew
ว่าด้วยเรื่อง “หนี้กยศ.” ของสส.
ช่วงไม่อยู่….. ก็อาศัยติดตามข่าวสารโซเชียลมีเดีย เปิดๆ เปิดๆ ติดบ้างไม่ติดบ้าง ทางมือถือ รับรู้ได้ว่า ที่ฮิตและพูดจากันอื้ออึง เห็นจะไม่พ้นเรื่อง สส.แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อปปช. โดยเฉพาะราย สส.อนาคตใหม่...
Read More
0 replies on “ดูปาก “ณัชชา” นะคะ – เปลว สีเงิน”