“ข้าวเหนียว-น้ำ-นิวเคลียร์”

วันนี้ พักเรื่อง “คน” คุยเรื่อง “ข้าว” ดีกว่า

“ข้าวเหนียว” นั่นแหละ….
เห็นโหวกเหวกกันเหลือเกินว่า “ข้าวเหนียวแพง”
รัฐมนตรีพาณิชย์ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ก็ปืนไว ส่งเจ้าหน้าสำรวจทันที ว่ามีใครเข้าไปสร้างกลไกบิดเบือนตลาดหรือเปล่า?

ออกสำรวจหลายวันแล้ว แต่ดูเหมือนไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด
เรื่องข้าวเหนียวแพง…..

ในความเห็นผม รัฐบาลดูอยู่ห่างๆ น่าจะดีกว่า
ถ้าเข้าไปวุ่นวายมากนัก ความหวังดีภาครัฐนั่นแหละ จะกลายเป็นตัวบิดเบือนกลไกตลาดเสียเอง
ให้คนปลูกข้าวเหนียวเขาได้ถูกรางวัลที่ ๑ บ้างเหอะ ร้อยวัน-พันปี จะมีซักครั้งที่ “ข้าวเหนียวแพง”

คนกินควรจะดีใจแทนชาวนามากกว่าตกใจ แล้วโวยวาย ทำไมข้าวเหนียวแพง?
ถ้าภาครัฐจะสำรวจหาข้อมูลจริงๆ ไปตรวจสต๊อก ตรวจโรงสีทำไม
ไปที่ต้นน้ำเลย ถามจากปากชาวนาเลยว่า ขายได้เกวียนละเท่าไหร่?
อย่างเขี้ยวงู สันป่าตอง ขายได้ตันละ หมื่นแปด-หมื่นเก้า ก็ต้องอนุโมทนาสาธุ
แสดงว่า ตลาดข้าวเหนียวเป็นไปตามหลักดีมานด์-ซัพพลาย ชาวนาได้ พ่อค้าก็ได้ ตามอัตราส่วน

ที่ต้องดู ก็ตรง “ปลายน้ำ” คือ ราคาที่ขายตามตลาด ตามห้างนั่นแหละ ว่าราคามันเป็นไปตามสัดส่วนทางการค้ามั้ย?
หลักมันมีอยู่ว่า ถ้าชาวนาขายได้ราคาคุ้มค่าแล้ว คนกิน ถึงจะกินแพงขึ้นบ้าง มันเป็นแพงที่ถึงกระเป๋าชาวนา ก็น่าจะเป็นแพงที่พอทำใจ
จริงๆแล้ว วี๊ดว๊ายกระตู้วู้กันเกินเหตุ พวกพิธีกรข่าวหน้าจอน่ะ ข้าวเหนียวแพง เคยถุงละ ๕ บาท เดี๋ยวนี้ ๒๐ บาท นิดเดียว อะไรนั่นน่ะ
ปีหนึ่ง กินข้าวเหนียวกันถึงกิโลมั้ย ที่โวยวายกันน่ะ?

ก็แค่กินบางมื้อ-บางคราว มีแต่คนทางเหนือ-อีสาน ที่ข้าวเหนียวเป็นหลัก
แต่ส่วนใหญ่เขาก็ปลูกข้าวเหนียวไว้กินเอง จะซื้อกิน ก็นอกบ้านเป็นมื้อเป็นคราว

ซื้อข้าวเหนียว ๒๐-๓๐ บาท จะเป็น-จะตาย ว่าแพง

เห็นเดินห้าง สตาร์บัคส์แก้วละ ๑๒๐ ชานมไข่มุก แก้วละ ๗๐-๘๐ ส้มตำครกละ ๒๐๐ ไม่เห็นมีใครบ่นว่าแพง?

ก่อนจะพูดข้าวเหนียวถูกหรือแพง ผมอยากให้เอา “ชาวนา” ปลูกข้าวเหนียวเป็นตัวตั้ง
ถ้าผลสรุป เป็นแพงที่ชาวนาได้ตามสัดส่วนจริง อย่าโวย นอกจากไม่โวยแล้ว
ต้องช่วยกันปรบมือ ให้กำลังใจคนปลูกข้าวเหนียวด้วย!

ตาปี-สีตาชาติ คนทำไร่ข้าวเหนียว ไม่ได้ราคาเป็นเนื้อ-เป็นหนังเหมือนคนทำไร่ข้าวเจ้า-ข้าวหอมมะลีกับเขาเลย

อย่างปีที่แล้ว…..
แล้งก็แล้ง ราคาก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ชาวนาบางส่วนจำต้องหันไปปลูกข้าวหอมมะลิแทน ปลูกข้าวเหนียวแซมไว้พอเก็บไว้สีกินเอง

แล้วยัง “แล้งชนแล้ง” ในปีนี้อีก ที่ปลูก…นอกจากได้ผลผลิตน้อย ยังปลูกน้อยเข้าไปอีก
ผลก็อย่างที่เป็นขณะนี้ ตามหลักดีมานด์-ซัพพลายนั่นแหละ ความต้องการในตลาดสูง แต่ข้าวมีน้อย
ในท้องตลาดมันก็เลยต้องแพงตาม!

พ่อค้า-โรงสี ไม่มีใครเขากักตุนข้าวเหนียวหรอก ที่แย่งกันซื้อตบตีกันโครมคราม นั่นแสดงว่า
ข้าวเหนียว “มีไม่พอป้อน” ทั้งตลาดบริโภคภายในและตลาดส่งออก
ที่ผมว่าไม่กักตุน เพราะข้าวเหนียวเก็บไว้เกิน ๕-๖ เดือน ราคาก็ตก หุงกินจะแข็ง กลืนแต่ละปั้นปานเคี้ยวกรวดแกลบให้แสบศอ

ต่างกับข้าวเจ้าที่ “ข้าวเก่า” หุงแล้วจะอร่อยละมุนลิ้น

ฉะนั้น ทนกินแพงเพื่อชาวนาอีกซักเดือน-สองเดือนเถอะ อย่าบ่นกันนักเลยนะ…ทูนหัว

แล้ว “ข้าวใหม่” ก็จะได้ฤกษ์เก็บเกี่ยวออกตลาด พาณิชย์ก็คอยดูละกัน เมื่อราคาข้าวเปลือกลด ข้าวถุงก็ต้องให้ลดลงด้วยนะ

ไม่ใช่ข้าวเปลือกเหนียวตันละหมื่นแปด-หมื่นเก้า พอข้าวใหม่ออกตลาด สมมุติเหลือ ๑๕,๐๐๐-๑๘,๐๐๐ แต่ข้าวถุงยังโลละ ๔๕-๕๐ ก็ต้องเบิ๊ดกะโหลกกันหน่อย

แต่ถึงข้าวเหนียวต้นฤดูออกมา ก็จะไม่ถูกลงมากนัก เพราะแล้งทำให้ได้ข้าวน้อยแล้ว ยังปลูกกันน้อยด้วย

“ส่งออก” แทบไม่ต้องพูดถึง ………
เอาแค่ให้พอบริโภคภายใน แฟนๆข้าวเหนียวส้มตำ หมูปิ้ง ไม่โวยวายถึงขั้นไปโดดโขง โดดแม่ปิงประท้วง ก็ดีถมไปแล้ว

ที่พาณิชย์ควรทำ ก็คือ
๑.ตรวจตราอย่าให้มีการลักลอบนำข้าวเหนียวจากนอกประเทศเข้ามาตีขลุมเป็นข้าวเหนียวไทยได้เป็นอันขาด
อย่าให้เหมือนยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่จำนำทุกเมล็ดตันละหมื่นห้า
ข้าวเขมรเข้ามาทุกทิศ เช่นทางสระแก้ว-ปราจีนบุรี เป็นคาราวาน คนแถวๆด่านประตูน้ำพระอินทร์ รับคืนละหลายแสน
รุ่งเช้า “มือทำ” เข้าแบงก์ โอนแจกจ่ายเข้าบัญชีนาย ไล่กันไปตามฐานานุรูป

ยุคนายกฯ “คุมตำรวจ” ยังจะสงวนพันธุ์ไว้ หรือบริหาร-จัดการกันไปแล้วยังไงก็ไม่ทราบ
แต่ถ้าข้าวแพง อย่าให้ “ข้าวสวมรอย” ถูกปล่อยไหลผ่านเข้ามาจากแก๊ง “สวมรวย” เหมือนเดิมก็แล้วกัน

ประเด็นที่ ๒.พาณิชย์ต้องควบคุมพฤติกรรม “เห็นรวยแล้วตามแห่” ให้ดี

อย่างปีนี้ ข้าวเปลือกตันละร่วม ๒ หมื่น ก็อาจมีการเฮละโล เลิกข้าวเจ้า หันมาปลูกข้าวเหนียวกันยกใหญ่
ถ้าแบบนี้…ไอ้หวังตายแน่!

นี่เป็นเรื่องต้อง “ตัดไฟแต่ต้นลม” การกำหนดพื้นที่ การควบคุมปริมาณ การจัดอัตราส่วนปลูกข้าวเหนียว-ข้าวเจ้า ผมไม่บังอาจสอนสังฆราช
แต่บางเรื่อง ไอ้เณรรู้ดี!

แต่ไม่รู้นะ ผมสังหรณ์ลึกๆ ปีหน้า ข้าวจะราคาไปโลด ในขณะที่ประเทศปลูกข้าวพบปัญหา

แต่ไทยจะเหนือปาฏิหาริย์ เรียกว่าผลผลิตของไทยจะอร้าอร่ามมาก
ก็อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า “อีสานไม่แล้งน้ำ”
แต่คนมีหน้าที่ “แล้งปัญญา” กักเก็บน้ำที่ไหลมาท่วมแผ่นดินอีสานทุกปี
นายกฯ ลงไปดูพื้นที่อีสานบ่อย เห็นแจกทุกจังหวัดอีสาน เพื่อแก้ปัญหาแล้ง
เฉพาะที่ “บุรีรัมย์-สุรินทร์” จังหวัดละตั้ง ๕๐๐ ล้าน
ตอนนี้ จากน้ำแล้ง …เป็นน้ำล้น
โจทย์เป็นว่า จะปล่อยให้น้ำหายไปต่อหน้า-ต่อตา แล้วพรุ่งนี้ ก็พากันร้องใหม่ อีสานแล้ง..อีสานแล้ง อย่างนั้นหรือ?

ระบบรัฐ แก้แล้งอีสานมาเป็นร้อยปี ไม่มีอะไรดีขึ้น
ลองให้ชุมชนแต่ละท้องถิ่น ซึ่งอยู่กับปัญหาของเขา เสนอแผนประกบแผนจังหวัดมาพิจารณาบ้างไม่ดีหรือ?
อาจจะแก้ถูกจุดก็ได้นะ….

ภาครัฐไปคิดแทน-ทำแทนชาวบ้านมานาน ลองให้ชาวบ้าน “คิดเอง-ทำเอง” ภาครัฐคอยสนับสนุนดูบ้าง

“ผิด-ถูก” จะสอนให้เขาสำนึกด้านรับผิดชอบ ซึ่งมันคุ้มในทางเข้มแข็ง-ยั่งยืน โดยสังคมท้องถิ่นจะภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง

“หนอง-คลอง-บึง” ในอีสานมีแทบทุกจังหวัด ขั้นแรก จ้าง-กระตุ้นเศรษฐกิจ ระดมลอก, ขุด ให้ลึกทุกแห่ง
นอกจากเป็นแก้มลิง “กักเก็บน้ำ” แล้ว ยังจะเป็นแหล่งอาหารได้อีกทาง โดยเฉพาะปลา

ใครมีนา ๒๐ ไร่ขึ้นไป ถามเขาเอาไหม ส่งทหารพัฒนาไปขุดบ่อ-ขุดสระกักเก็บน้ำ จัดระบบ “เกษตรพอเพียง” ให้เลย

เนี่ย…
แค่แต่ละแหล่งนา มีบ่อกักเก็บน้ำรูปแบบเกษตรพอเพียงตามแนวในหลวง รัชกาลที่ ๙ แห่งละบ่อ-สองบ่อ
จากอีสานแล้งน้ำ จะกลายเป็น “อีสานแหล่งน้ำ” ทันที!

คิดจากโครงการเล็กๆ อุ้มชาวบ้านให้รอดก่อน
พอเห็นผลเป็นตัวอย่างแล้ว การทำโครงการใหญ่ ก็ไม่ยากที่ชาวบ้านจะเข้าใจและสนับสนุน

อีสานมีน้ำ ไม่ต่างสหรัฐฯ มีนิวเคลียร์
ใครจะกล้าข่ม?

Written By
More from plew
หยุดก่อน “สมศักดิ์ เทพสุทิน”
“สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” ชื่อนี้กลับมาดังอีกครั้ง เมื่อรัฐมนตรียุติธรรม “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” เตรียมตั้งเป็นที่ปรึกษาโครงการ “ออกแบบโครงสร้างและบริหารจัดการเรือนจำอุตสาหกรรม” หรือ “เกษตรกรรมเพื่อการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง”
Read More
0 replies on ““ข้าวเหนียว-น้ำ-นิวเคลียร์””