ผักกาดหอม
สื่ออเมริกันบางสำนักใช้คำว่า “แลนด์สไลด์” สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม
ผลการเลือกตั้งได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับ พรรคเดโมแครต ที่ฉกฉวยโอกาสจากความนิยมที่ตกต่ำของ “โดนัลด์ ทรัมป์”
ที่จริงการที่พรรคเดโมแครตได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นบ้างนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในการเลือกตั้งกลางเทอม ๙๐% ในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านมา พรรคของประธานาธิบดีมักจะเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
แต่ชัยชนะของพรรคเดโมแครตครั้งนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์เอาไว้หลายหน้า
วุฒิสภารัฐเท็กซัส ไอโอวา แคนซัส เมน โอไฮโอ และเซาท์แคโรไลนา จากพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะอย่างเหนือความคาดหมายในเขตที่ไม่มีสมาชิกพรรคเดโมแครตได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑
๒๘ ปีมาแล้ว!
ในมินนิโซตา “เพ็กกี แฟลนาแกน” กลายเป็นวุฒิสมาชิกชาวอเมริกันพื้นเมืองคนแรก
วิสคอนซิน “เดวิด โครว์ลีย์” จากพรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้ว่าการรัฐผิวดำคนแรกของรัฐ
ที่แคนซัส “อดัม แฮมิลตัน” กลายเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตคนแรกที่ชนะการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ในรอบเกือบศตวรรษ
สภาผู้แทนราษฎรกำลังจะมีประธานสภาผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์ คือ “ฮาคีม เจฟฟรีส์” ที่ประกาศว่า “อเมริกาได้กลับมาแล้ว”
ในรัฐจอร์เจีย วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต “จอน ออสซอฟฟ์” ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในอีก ๒ ปีข้างหน้า สามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง “ไมค์ คอลลินส์” สส.รีพับลิกัน ที่ได้รับการสนับสนุนจาก “ทรัมป์”
ที่โอไฮโอ “เชอร์รอด บราวน์” จากพรรคเดโมแครตซึ่งเคยเป็นตัวแทนของรัฐเป็นเวลา ๑๘ ปี ก่อนจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ๒ ปีที่แล้ว ได้กลับเข้าสู่สภาวุฒิสภาสหรัฐอีกครั้ง
ที่รัฐเมน “ซูซาน คอลลินส์” สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แม้ว่ารัฐนี้มักจะเลือกพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีก็ตาม แต่เธอเสียที่นั่งให้กับ “ทรอย แจ็กสัน” จากพรรคเดโมแครต
แต่ “ทรัมป์” ยังทำเป็นใจดีสู้เสือ
บอกว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมาเช่นนี้เป็นเพราะเขาไม่มีชื่ออยู่ในบัตรเลือกตั้ง
“ทรัมป์” บอกว่าถ้าเขามีชื่ออยู่ในบัตร “เราคงชนะอย่างถล่มทลาย!”
ตลกโปกฮากันไป…
สาเหตุลึกๆ ที่ทำให้ “ทรัมป์” พ่ายแพ้ นอกจากเรื่องสงครามอิหร่าน และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่ถูกพูดถึงในสหรัฐไม่แพ้กัน
นั่นคือการคอร์รัปชัน
ใช่แล้วครับ เราไม่ได้พูดถึงการเมืองไทย แต่เป็นการเมืองสหรัฐ
สื่อสหรัฐหลายสำนักรายงานว่า เริ่มแรกการเลือกตั้งกลางเทอมที่ผ่านมา เกี่ยวข้องกับเรื่องความสามารถด้านเศรษฐกิจของประชาชนเป็นหลัก
ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล และค่าที่อยู่อาศัย
แต่ในช่วงโค้งสุดท้าย มีอีกประเด็นหนึ่งกำลังปรากฏขึ้นในการหาเสียงเลือกตั้ง
นั่นคือ การทุจริต
ช่วงหลังๆ มานี้การคอร์รัปชันกลายเป็นประเด็นทางสังคมและการเมืองที่มีการถกเถียงกันหนักหน่วง
แม้สหรัฐจะถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีระบบกฎหมายที่เข้มงวดและมีกลไกตรวจสอบที่ก้าวหน้าก็ตาม แต่ปัญหาการคอร์รัปชันยังคงปรากฏให้เห็นในหลายรูปแบบ
ทั้งในระดับนโยบาย ภาครัฐ และเอกชน
มีความมั่งคั่งที่พุ่งสูงขึ้นของ “ทรัมป์” สมาชิกในครอบครัวและผู้ใกล้ชิด
ไปจนถึงความเคลือบแคลงเรื่องความโปร่งใสในเอกสารของรัฐบาลเกี่ยวกับ “เจฟฟรีย์ เอปสไตน์” ผู้กระทำความผิดทางเพศที่เสียชีวิตไปแล้ว
ผู้สมัครทั้งสภาสูงและสภาล่างต่างหยิบยกเรื่องการปราบทุจริตมาหาเสียง
Washington Post พบว่า การทุจริตเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเป็นลำดับที่ ๒ รองจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่มีต้นตอจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
ผลสำรวจของ CNBC แสดงให้เห็นว่า การทุจริตในภาครัฐเป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกังวลมากที่สุด
รองลงมาคือ ราคาอาหารและของชำที่สูงขึ้น
ขณะผลสำรวจของ Fox News ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พบว่า ๖๐% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “กังวลอย่างมาก” เกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐ
ตามมาด้วยภาวะเงินเฟ้อ
ผลสำรวจของ Gallup ระบุว่า การรับรู้ของชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่เกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
๘๙% เชื่อว่า “แพร่หลาย”
เพิ่มขึ้น ๑๐% จากปีที่แล้ว
ผลสำรวจของ Gallup ชาวอเมริกันระบุว่า ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความซื่อตรง เป็นคุณค่าที่จำเป็นที่สุดในประเทศในปัจจุบัน
ในงานที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “ทรัมป์” มอบเงินรางวัล ๑ หมื่นดอลลาร์สหรัฐให้แก่ นิก เชอร์ลีย์ อินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย สำหรับการเปิดโปงการฉ้อโกงโครงการเมดิเคดในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นการเริ่มต้นโครงการให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสการฉ้อโกง โดยประชาชนจะได้รับเงิน ๑% ของจำนวนเงินที่รายงานการฉ้อโกง
โครงการนี้ต่อยอดมาจากความพยายามของ “อีลอน มัสก์” เมื่อปีที่แล้วในการกำจัดความสิ้นเปลือง การฉ้อโกง และการทุจริต ในการใช้จ่ายของรัฐบาลผ่านทางกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล
แต่ “ทรัมป์” เองก็ตกเป็นเป้าให้พรรคเดโมแครตใช้ประเด็นการทุจริตมาโจมตีทางการเมือง เนื่องจากในช่วงสองปีที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับความมั่งคั่งส่วนตัวของประธานาธิบดีและสมาชิกในครอบครัว ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบการทุจริตที่พบบ่อยในสมัยของ “ทรัมป์” คือ การทุจริตทางการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน
การวิ่งเต้น หรือล็อบบี้ และการบริจาคเงินทุนเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งในทางกฎหมายสหรัฐอนุญาตให้กลุ่มทุนหรือบริษัทเอกชนสามารถสนับสนุนนักการเมืองผ่านกลุ่ม Super PACs ได้ แต่ก็ทำให้เกิดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใหญ่
“อีลอน มัสก์” คือตัวอย่าง
ขณะที่การทุจริตในภาครัฐ ปรากฏว่าครอบคลุมตั้งแต่ระดับท้องถิ่น รัฐ ไปจนถึงระดับประเทศ
มีการรับสินบน การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และการโกงงบโครงการหรือเงินสนับสนุนจากรัฐบาล
ทั้งหมดนี่คือสิ่งที่ชาวอเมริกันกังวล และสะท้อนโดยผลการเลือกตั้ง
เรื่องคอร์รัปชันการเมืองไทยไม่ได้ดีเด่อะไร
หนักว่าสหรัฐด้วยซ้ำ
สหรัฐเป็นประเทศที่มีมาตรฐานเรื่องการปราบคอร์รัปชันสูง มาวันนี้ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันอยู่
ขณะที่ไทยเราแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้สักที วันนี้คอร์รัปชันก็ยังเกาะกินประเทศอยู่
ไม่ต้องบอกนะครับว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมันอยู่ในจุดไหน.
