ถกเถียงกันนุงนังเรื่อง “ปลาหมอคางดำ” มาหลายน้ำหลายโซดา…บ้างก็ไล่เช็กบิลหาต้นตอ ผู้รับผิดชอบ บ้างก็โชว์เมนูเด็ด จับต้ม แปรรูป ทำปลาร้า-ทำน้ำปลา ลุยล้างป่าช้ากันสนุกมือ!
มองในแง่ดี… ก็สะท้อนว่าคนไทยไม่เคยทิ้งกัน ยามภัยมาก็ช่วยกันจับ ช่วยกันกิน
แต่ถามตรงๆเถอะครับ… เรากำลังตกหลุมพราง “แก้ปัญหาตามกระแส” กันอยู่อีกหรือเปล่า?
เพราะถ้าลอกคราบเอาความดราม่าออก แล้วมองลงไปใต้ผิวน้ำลึกๆ จะเห็นชัดทันทีว่า… เจ้าปลาหมอคางดำเป็นแค่ “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” หรือแค่ “กระพี้” ของวิกฤตเงียบที่กำลังกลืนกินแผ่นดินไทยอยู่ตอนนี้!
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า ประเทศไทยมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไม่น้อยกว่า 3,500 ชนิด และในจำนวนนี้มี 323 ชนิดที่มีศักยภาพรุกราน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า Alien Species ไม่ได้หมายความว่า Invasive Alien Species ทุกชนิด
“ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในพื้นที่นั้นและถูกนำเข้ามาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ขณะที่ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน” คือส่วนหนึ่งของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่สามารถตั้งถิ่นฐาน แพร่กระจาย และก่อผลกระทบในทางลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ หรือสุขภาพของมนุษย์
IPBES ประเมินว่า ทั่วโลกมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีการบันทึกแล้วมากกว่า 37,000 ชนิด และมากกว่า 3,500 ชนิดเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่สร้างผลกระทบ ขณะที่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยขับเคลื่อนโดยตรงที่สำคัญของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
ที่สำคัญ IPBES ระบุว่า ไม่ใช่ Alien Species ทุกชนิดจะกลายเป็น Invasive Species ดังนั้นการบริหารจัดการที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การ “กำจัดสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นทุกชนิด” แต่ต้องเป็นระบบ เฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง ป้องกัน ควบคุม กำจัด หรือจำกัดการแพร่กระจายตามระดับความเสี่ยง
ประเทศไทยมีตัวอย่างมากมายที่อยู่กับเรามานานหลายสิบปี ในน้ำมี ปลาซัคเกอร์หรือปลากดเกราะ ซึ่งมีรายงานการนำเข้ามาในไทยตั้งแต่หลายทศวรรษก่อน และปัจจุบันแพร่กระจายในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ งานวิจัยพบว่าพฤติกรรมการหากินบริเวณพื้นท้องน้ำอาจกระทบต่อไข่ปลาพื้นเมืองและโครงสร้างระบบนิเวศ สผ. เองก็ระบุว่าปลาซัคเกอร์แพร่กระจายในแหล่งน้ำทั่วประเทศและอาจกินไข่ปลาท้องถิ่น รวมทั้งแข่งขันกับสิ่งมีชีวิตพื้นเมือง
หอยเชอรี่ ก็เป็นอีกตัวอย่างที่อยู่กับสังคมไทยมาหลายทศวรรษ งานศึกษาพบการแพร่กระจายครอบคลุมทุกภูมิภาค และมีผลกระทบต่อพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะนาข้าว
บนบก เราพบ ไมยราบยักษ์ สาบเสือ ผกากรอง กระถิน และพืชต่างถิ่นรุกรานอีกจำนวนมาก ขณะที่ในแหล่งน้ำมี ผักตบชวา จอกหูหนูยักษ์ และวัชพืชน้ำอื่น ๆ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และบางชนิดอยู่กับประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว
ดร.สรณัฐ ศิริสวย อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นของไทยมีขนาดใหญ่กว่าปลาหมอคางดำมาก ปลาหมอคางดำเป็นเพียงหนึ่งกรณีในปัญหาที่ต้องบริหารจัดการทั้งระบบ”
กรณีปลาหมอคางดำควรรับฟังและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะปลาชนิดนี้แตกต่างตรงที่มีเส้นทางการนำเข้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในระดับหนึ่ง จึงเกิดคำถามเรื่องผู้รับผิดชอบและการชดใช้ความเสียหายอย่างกว้างขวาง แต่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจำนวนมากในอดีตเข้ามาผ่านการค้าสัตว์สวยงาม การปล่อยสัตว์ การขนส่ง หรือการลักลอบนำเข้า ทำให้วันนี้เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครคือผู้ก่อให้เกิดต้นทางของปัญหา
…เรื่องของเรื่องมันจึงไม่ได้จบแค่ว่า วันนี้เราจะจับ “ปลาหมอคางดำ” มาชำแหละทำเมนูอะไรกิน หรือจะไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากใครกี่ร้อยกี่พันล้าน!
นั่นมันเรื่องปลายเหตุ… เรื่องของ “คนตามเช็ด”
แต่สิ่งที่ข้าราชการกระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาลต้องตื่นจากพะวง คือการมองไปที่ “ต้นเหตุ”
หลักการระดับสากลอย่าง IPBES เขาสรุปไว้สั้นๆ แต่คมกริบว่า… “ป้องกันก่อนเกิดตรวจให้ไวและตอบสนองให้เร็ว” เพราะในทางวิทยาศาสตร์ สัตว์และพืชรุกรานพวกนี้ เมื่อมันหลุดรอดไปตั้งฐานบัญชาการในธรรมชาติได้แล้ว การจะไปล่างผลาญให้หมดสิ้น… มันเป็นไปไม่ได้!
ต้นทุนในการไล่จับ ไล่กำจัดวันนี้ มันแพงกว่าต้นทุนในการกั้นด่านป้องกันตั้งแต่แรกไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า!
วันนี้ไทยเราจึงต้อง “ล้างระบบ” ไม่ใช่แค่นั่งล้างปลา!
๑. ต้องมีระบบประเมินความเสี่ยงก่อนนำเข้า (Risk Assessment): ไม่ใช่ใครอยากขนสัตว์แปลก พืชพิสดารอะไรเข้ามาขายเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามก็ปล่อยผ่านกันสะดวกสะดือ
๒. ต้องมีระบบสืบสวนและตรวจจับระยะแรก (Early Detection): สายน้ำไหน ป่าไหน เริ่มมีกลิ่นอายเอเลี่ยนสปีชีส์โผล่ ต้องมีไซเรนเตือนภัย ไม่ใช่รอให้มันแพร่จนเต็มสระแล้วค่อยตื่นตระหนก!
๓. ต้องมีฐานข้อมูลและกฎหมายที่เคี้ยวเอื้องได้จริง: มีบทลงโทษผู้ลักลอบนำเข้าอย่างหนักหน่วง ไม่ใช่ทำเหมือนกฎหมายมีไว้แค่อ่านในกระดาษ
ถ้ารัฐบาลยังทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชามเจอวิกฤตทีก็ตั้งกรรมการที” อีกไม่นาน…จากปลาหมอคางดำ ก็จะเป็นเอเลี่ยนตัวที่ 3,501… 3,502… ขนกันเข้ามากลืนกินแผ่นดินทองของไทย จนทรัพยากรธรรมชาติที่บรรพบุรุษรักษาไว้ ไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานได้ทำมาหากิน
อย่าปล่อยให้ “ปลาหมอคางดำ” เป็นแค่คดีตื่นตระหนกรายวัน… แต่จงใช้มันเป็น “จุดเปลี่ยน” ล้างระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของชาติก่อนที่เมืองไทยจะกลายเป็นสวนสัตว์เอเลี่ยนอย่างเต็มรูปแบบ!
