เปลว สีเงิน
โปรดฟังทางนี้…!
ผู้สอบผ่านเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นโดยสุจริต ก็ดี
ผู้สอบผ่านโดยจ่าย ๓๕๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ บาท ก็ดี
“กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น”…..
มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัดแล้ว
“ยกเลิกการชะลอการบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขัน” ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙
ใจความละเอียดมีดังนี้
หลังมีการแจ้งให้ชะลอการบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขัน กรณีมีการตรวจสอบเกี่ยวกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่อาจทราบได้ว่า
การตรวจสอบดังกล่าว จะแล้วเสร็จเมื่อใด
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เป็นไปตามประกาศหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
และคุ้มครองผู้สอบแข่งขันได้ที่สุจริต และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
จึงให้ “ยกเลิกการชะลอการบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขัน”
หากปรากฏหลักฐานว่า…..
ผู้บรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นรายใด มีการสมยอมให้มีการเรียกรับเงิน
เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้เป็นผู้สอบแข่งขันได้ หรือทุจริตการสอบแข่งขัน ต้องถูกปรับให้ตก
และถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้สมัครสอบแข่งขันเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นไปตลอดชีวิต
รวมทั้งต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัย และทางปกครอง
จึงขอให้จังหวัดแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ ตามบัญชีแนบท้ายหนังสือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
และแจ้งผู้สอบแข่งขันได้ ให้เดินทางมารายงานตัวในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ต่อไปตามกำหนด
……………………………………..
วันที่ ๑ กรกฎา.นี้
ผู้สอบผ่านด้วยเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท ต้องทำใจกล้าๆ หน่อยจะไปรายงานตัว
เพราะรายการนี้ เป็นรายการ “ปล่อยผีไปก่อน แล้วสอยขึ้นเชิงตะกอนทีหลัง”!
ผมบอกได้เลยซื้อสอบ “ไม่รอดแน่”
เพราะกองปราบบุกทลายแหล่งขณะคนในแก๊งกำลังแก้ไขกระดาษคำตอบเหยงๆ แล้วคีย์เข้าระบบคอมพิวเตอร์ส่งกลับไปหน่วยงานที่จัดสอบ
บุกจับคาฐานปฏิบัติการที่นนทบุรี เป็นบ้านที่เปิดเป็นบริษัทของ “จ.ส.ต.ดร.พิชิต ทั้งพรม” ผอ.กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี เพชรบูรณ์
จับผู้ต้องหา ๑๐ คน “คาหนัง-คาเขา” ยึดเอกสารเกี่ยวกับการทุจริตได้ครบครัน
ขบวนการนี้ “ดร.พิชิต” เป็นผู้สั่งการ อยู่ในระดับ “กลางน้ำ” คอยเชื่อมกับ “ต้นน้ำและปลายน้ำ”
โดยมี “นายฉัตรพิศุทธิ์” ทำหน้าที่ประสานงานรับเอกสารจากสนามสอบ
ยังขาดตัวการสำคัญอีก ๑ คน เป็นผู้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลคะแนนของผู้ที่จ่ายเงินบันทึกลงในแฟลชไดรฟ์ เพื่อนำส่งให้บริษัทที่นนทบุรี
ได้ตัวนายพิชิตกับผู้รวบรวมคะแนนผู้จ่ายเงินลงแฟลชไดรฟ์อีกคน ภาพยนตร์ชุด “ขบวนการบ่อนทำลายชาติ” ก็จะสมบูรณ์กว่า ๕๐-๖๐%
การสอบครั้งนี้ มีผู้สมัครสอบมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คน แต่เปิดรับเพียง ๖,๐๐๐ อัตราเท่านั้น!
จากการตรวจสอบพบ มีผู้ยอมจ่ายเงินแลกกับการสอบได้สูงถึง ๙,๐๐๐ คน ซึ่งต้องจ่ายคนละ ๓๐๐,๐๐๐-๙๐๐,๐๐๐ บาท
คิดเป็นเงินที่หมุนเวียนในขบวนการนี้มากกว่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท!!!
หลักฐานใครจ่ายเงินแลกกับการสอบได้ อยู่ในมือพนักงานสอบสวนหมดแล้ว
ฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่า “จ่ายเงินแสน” แลกกับการสอบผ่าน ผมอยากแนะนำไว้ตรงนี้เลย
ไปพบกับพนักงานสอบสวน ยอมรับว่าจ่ายเงินซื้อสอบ แล้วให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ว่า จ่ายให้ใคร ใครเป็นคนติดต่อ
มีความเป็นไปได้ที่ตำรวจจะกันไว้เป็นพยานในคดี “อั้งยี่-ซ่องโจร” เพราะร่วมกันทำเป็นขบวนการ!
แบบนี้ มีทางรอดคดีอาญา!
แต่ถ้าอุบนิ่งไว้ แถมยังไปรายงานตัว เขาเช็กกระดาษคำตอบกับที่นำมาแก้กัน มันก็เสร็จอยู่ดี
ตานี้แหละ ถึงสารภาพก็หนีไม่พ้นข้อหา “ติดสินบน”!
คดีนี้ ไม่ยาก
เพราะตัวละครที่ต้องสอบและหลักฐานที่จะนำมายืนยัน มันวนเวียนอยู่ครบ ระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับ มศว
ผู้ต้องหาอีก ๑๐ คน ที่ถูกจับขณะคีย์ข้อมูล
นั่นจะเป็นกุญแจที่ไขไปสู่ต้นทาง ว่าใครคือ “ไอ้โม่งแดง-โม่งดำ” ในขบวนการ ยิ่งตามตัว ดร.พิชิต มาได้วันไหน
ตัวใหญ่สุด-ยันเล็กสุด จะถูกร้อยเป็นพวง พาเหรดเข้าคุก!
ประเด็นสำคัญตัวเดียว ว่าจากเรื่องนี้ จะถือเป็นการ “ปฏิรูปสังคม” กวาดล้างทุจริต-คอร์รัปชันกันจริงจัง ชนิดต้องติดโบแดงให้รัฐบาล
หรือจะต้องติดโบดำ!?
นั่นอยู่ที่ว่า นายกฯ จะไฟเขียวให้ตำรวจทำคดีไปจนสิ้นสุดทางเลื่อนที่ “คุกทั้งโคตร”
หรือ คดีจะไปลูบหน้า-ปะตีนคนกันเอง แล้วรัฐบาลก็ไหลเลยทางเลื่อน….ไปลงนรก!?
หัวใจสำคัญของคดี มันอยู่ตรงนี้แหละ
เรื่องคดี จะไปสุดทาง ได้ตัวครบทั้ง “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” หรือไม่นั้น “ด้านตำรวจ” เชื่อมือได้ ๙๙๙,๙๙๙ %
อีก ๑% อยู่ที่นายกฯ นั่นแหละ!
ที่ต้องฟังหู-ไว้สองหู ก็คือคลิปเสียง “นายกิจ” สนทนากับ“นางส้ม” ซึ่งเดี๋ยวนี้ มีเวอร์ชันใหม่ออกมาเรื่อยๆ
และมีตัวละคร ระบุชื่อ ระบุตำแหน่ง ในขบวนการคอร์รัปชันบ่อนทำลายชาติ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
คนฟังก็ชอบ ซู้ดปากกันจ๊วบจ๊าบ แต่เป็นเรื่องจริงหรือมาจากขบวนเสี้ยมสมทบก็ยังไม่มีใครตอบได้
แต่คลิปนี้ มาจากไหน พนักงานสอบสวนเขาคงต้องไปหาตัวแน่ เพราะ “กิจ-ส้ม” เป็นกุญแจดอกโต ที่ต้องมายืนยันถึงตัวบุคคลต่างๆ ที่อ้างว่า อยู่ในขบวนการซื้อสอบ ๔,๐๐๐ ล้าน!
จากสนามสอบ….
มาคุยเรื่อง “สนามรบ” บ้าง แนวรบเขมรติดกับอีสานใต้ของไทยเรา นับวันจะคึกคักเป็น “ตลาดนัดสงคราม” คุคลั่งขึ้นทุกวัน
ยิ่ง ฮุน เซน ยกคณะทหาร มีนายเตีย บันห์ พลเอกเตีย เซ็ยฮา รัฐมนตรีกลาโหม เป็นต้น ไปคารวะประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ที่ปักกิ่ง
มีอาการเหมือนกระดี่เจอน้ำ “The Phnom Penh Post” ประโคมข่าว “ยอวาที” อ่านแล้วเกิดอาการขย้อนไปตามๆ กัน
ลองอ่านดูนะ
“ในภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผู้นําจํานวนน้อยที่แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความร่วมมือเชิงกลยุทธ์อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
เช่นฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา
ฮุน เซนมักจะได้รับการอธิบายว่าเป็น “เพื่อนเหล็ก” ของจีนอย่างสม่ำเสมอ ในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้
ยึดมั่นหลักการหนึ่งของจีน ด้วยความมุ่งมั่นมั่นคงตลอดอาชีพทางการเมืองอันยาวนานของเขา
เนื่องจากกัมพูชาและจีนเตรียมพร้อมสําหรับการมีส่วนร่วมในระดับสูงอีกครั้ง กับการเยี่ยมชมจีน อย่างเป็นทางการของฮุน เซน ตั้งแต่วันที่ 25 ถึง 27 มิถุนายน
มันจึงเป็นเวลาที่จะสะท้อนถึงความลึกซึ้งของมิตรภาพทวิภาคีนี้ และผลประโยชน์ร่วมกัน มันนํามาท่ามกลางความท้าทายในภูมิภาค.
ก็สงสารประธานาธิบดีสี ท่านต้องทำหน้าที่เป็น “คนเลี้ยงเห็บ” ที่ขนหน้าแข้ง
กลับพนมเปญวันนี้ ฮุน เซนที่ได้รับการประพรมน้ำมนต์มา น่าจะมีฤทธิ์-มีเดชได้สำแดงให้เห็นบ้างหรอก
มันก็น่าแค้นแน่นอก
พื้นที่ในดินแดนของไทย โดยเฉพาะอีสานใต้ เขมรค่อยๆ และเล็มดินแดนเข้ามาเรื่อยๆ พอนานๆ ไป ก็ทึกทักเป็นดินแดนเขมร
อย่างเช่นที่ ซำแต ภูมะเขือ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย ช่องอานม้า เนิน ๔๖๙ ปราสาทคนา ห้วยตามาเรีย อีกเยอะผมจำไม่หมด
เหล่านี้ที่เขมรเคยตีขลุมเอา แต่ถูกทหารไทยตีรุกเอาแผ่นดินคืนรวดเดียว จากอีสานใต้ตลอดแนว ยันตะวันออกที่บ้านหนองจาน สระแก้ว จนถึงจันทบุรี-ตราด ที่บ้านทมอดา
ฮุน เซนแค้นจนริดสีดวงทวารแตก เกล็ดกระดี่เบาหวานขึ้นตา ถ้าไม่ตีคืน ตายตาไม่หลับ
พอดีจีนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งรถถัง เครื่องบิน เรือรบ ปืนเล็ก-ปืนใหญ่ ขนมาให้เป็นลำเรือ
เขมรคันยิกทั้งในและนอกร่มผ้า!
เหมือน “ขาใหญ่ห้วยขวาง” เพิ่งสักยันต์ ๙ ยอด คัน…เลยถีบลองของกับ ตชด.
๙ ยอด เจอ ๙ มม.ขาใหญ่เลยหายคันสนิท!
เขมรเหมือนกัน ได้อาวุธใหม่ แต่เก่าจากจีน กระดี๊กระด๊าเป็นดาวยั่ว อยากลองของกับทหารไทย
ฮุน เซนกับคณะกลับมาวันนี้ เห็นที กรกฎา.เดือนหน้า มีความน่าจะเป็น แบบกระเส็นกระสายพอเป็นน้ำยา
ไทยก็สบายแบบเบิร์ดๆ
แม่ทัพภาคที่ ๒ ลงไปตรวจแนวอีสานใต้วันก่อน มีการปรับโครงสร้างและจัดกำลังใหม่
“กองกำลังสุรนารี” มีคำสั่งปรับเปลี่ยนพื้นที่รับผิดชอบใหม่จากเดิม ๓ หน่วย ฉก. เป็น ๔ ฉก.
เตรียมต้อนรับเขมร “แขกบ้าน-แขกเมือง” ที่จะมาทอดร่างเป็นภักษาหารแร้งกาคาชายแดนรอบที่สาม
พื้นที่รับผิดชอบใหม่ของแต่ละ ฉก.ในอีสานใต้ เป็นดังนี้
ฉก.๑: รับผิดชอบพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ (ตอนเหนือ) เช่น ซำแต, ภูมะเขือ และพื้นที่โดยรอบ อ.กันทรลักษ์
ฉก.๒: รับผิดชอบพื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่หลักเขตที่ ๒ ผ่านช่องจอม–ปราสาทตาเมือน จนสุดเขต จ.บุรีรัมย์
ฉก.๓: รับผิดชอบพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ (ตอนใต้) ครอบคลุมพื้นที่ อ.ขุนหาญ และ อ.ภูสิงห์
ฉก.๔: (จัดตั้งขึ้นใหม่แบ่งมาจาก ฉก.๑ เดิม) รับผิดชอบพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โดยเฉพาะช่องบก, ช่องอานม้า, เนิน ๔๖๙ และแนวชายแดน อ.น้ำยืน
ครับ….
ภาวะโลกขณะนี้ ไม่เพียงเขมรกับไทยที่กินใจกันเรื่องปัญหาเขตแดน จะว่าไปแล้ว เกือบทุกประเทศ
ต่างมีปัญหาระหว่างประเทศ ด้วยสาเหตุต่างๆ กันไป
แต่ดีอย่างหนึ่งสำหรับไทย ในวิกฤต จะเห็นกลายเป็นโอกาส เริ่มมิติใหม่ในทางดีแทบทั้งนั้น
เม็ดเงินการลงทุนจาก “นอกประเทศ” เริ่มไหลเข้ามามากขึ้น
ตลาดการค้าของไทยขยายเปิดกว้างสู่ทางใหม่มากขึ้น
การเมือง “บนเวทีโลก” ภาพลักษณ์ของไทยโดดเด่นขึ้น
เสถียรภาพการเงินของไทยได้รับความเชื่อถือระดับโลก
การกวาดล้างแก๊งต่างชาติและการปราบคอร์รัปชันทำจริงจังมากขึ้น
ไทยก็อย่างนี้แหละ
สุขสบายแล้ว “นอกจากตีกัน” ก็ไม่คิดจะทำอะไร
ต้องให้ลำบากด้วยวิกฤตเศรษฐกิจเสียก่อน ถึงจะคิดหาหนทาง “สร้างทางรอด”
รอดจริงหรือรอดหลอก ไตรมาส ๓ นี้ คือคำตอบ!
เปลว สีเงิน
๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๙

