กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เข้าพบ รมว.อุตสาหกรรม เสนอแนวทางเร่งด่วนแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ Green Steel และ Net Zero

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดย นายนาวา จันทนสุรคน นายกกิติมศักดิ์สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย เข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือและนำเสนอ “ข้อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย” ท่ามกลางสถานการณ์การนำเข้าเหล็กราคาต่ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดโลก ซึ่งกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม

กลุ่ม 10 สมาคมฯ ซึ่งมีสมาชิกรวมกว่า 510 บริษัท และมีการจ้างงานทางตรงกว่า 51,000 คน ระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กถือเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศ และเสมือนกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้แก่ ก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์อาหาร และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาพึ่งพาการนำเข้าเหล็กสูง โดยประเทศไทยมีความต้องการใช้เหล็กราว 16.5 – 18 ล้านตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่เป็นเหล็กนำเข้า โดยเป็นการใช้สินค้าเหล็กที่ ผลิตภายในประเทศ เพียง 6.5 – 7 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศไทย ถดถอยลงเรื่อยมา จนเหลือเพียง 27.9% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 75%

ในการเข้าเรียนพบครั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กต่อกระทรวงอุตสาหกรรม 3 มาตรการหลัก รวม 8 มาตรการย่อย ได้แก่

1. มาตรการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก ประกอบด้วย

1.1) มาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าที่มีปัญหา Overcapacity เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กกล้าไร้สนิม โดยอนุญาตเฉพาะการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพโดยไม่เพิ่มกำลังการผลิต

1.2) การควบคุมโรงงานเหล็กเส้นที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเตาหลอมเหนี่ยวนำ หรือ Induction Furnace (IF) ต้องผ่านการพิสูจน์เทคโนโลยีและกระบวนการควบคุมคุณภาพ และความบริสุทธิ์ของเหล็กต่อคณะกรรมการวิชาการของ สมอ. เพื่อป้องกันปัญหาเหล็กไม่ได้มาตรฐานกลับเข้าสู่ตลาด

ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ชี้แจงว่า ได้ลงนามในร่างประกาศมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนแล้ว เพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ นอกจากนี้ นายวราวุธยังย้ำว่า กระทรวงอุตสาหกรรมตระหนัก ถึงข้อกังวลด้านคุณภาพของการผลิตเหล็กด้วยระบบ Induction Furnace (IF) และมีนโยบายชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของโรงงานเหล็ก ระบบ IF ไปสู่ระบบเตาหลอมอาร์กไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF) ทั้งนี้จะพิจารณากำหนดแนวทางและระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม พร้อมทั้งจำกัด การใช้เหล็กจากระบบ IF ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน (Application) ของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม

2. มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าและเหล็กในประเทศ ได้แก่ 2.1) การควบคุมสินค้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรฐานและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย 2.2) การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน PPP และโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใช้สินค้าและเหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้นโยบาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและการจ้างงาน 2.3) การสนับสนุน มาตรการทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard: SG) และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงทางการค้า (Anti-Circumvention: AC) เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม

3. มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อมุ่งสู่การยกระดับด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Steel ได้แก่ 3.1) ฉลากสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 – 5 Plus เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ 3.2) การสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กคาร์บอนต่ำ 3.3) การสนับสนุนอุตสาหกรรมจัดการและรีไซเคิลซากยานยนต์ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเพิ่มวัตถุดิบรีไซเคิลภายในประเทศ

ในประเด็นดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับกรอบเป้าหมายการดำเนินงานด้าน Net Zero ของประเทศไทย จากเดิมปี ค.ศ. 2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 พร้อมขอให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเร่งพิจารณาแนวทางการปรับตัว การลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยังเปิดเผยว่า ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์แล้ว เห็นชอบในหลักการตรงกันว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยเฉพาะการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Steel) ซึ่งเศษเหล็กถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของกระบวนการผลิตเหล็กยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวนโยบาย Green Industry และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้ยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ Green Steel และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเห็นว่า “อุตสาหกรรมเหล็กที่เข้มแข็ง คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย”.

Written By
More from pp
แม้ค้าออลไลน์ เฮ…. “กมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบธุรกิจออนไลน์ฯ” เดินเครื่องแก้ปมรีดภาษีธุรกิจออนไลน์ “สรรพากร” ชี้แค่ชั้นการจัดเก็บข้อมูล-ยังไม่เรียกเก็บจริง
น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์และการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นพ้องให้หยิบยกญัตติธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ e-payment ขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน
Read More
0 replies on “กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เข้าพบ รมว.อุตสาหกรรม เสนอแนวทางเร่งด่วนแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ Green Steel และ Net Zero”