การแพร่กระจายของ “ปลาหมอคางดำ” เป็นหนึ่งในปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือเอเลียนสปีชีส์ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ เช่นเดียวกับกรณีปลาหมอบัตเตอร์ในเขื่อนสิริกิติ์ และปลาซัคเกอร์ในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นไม่สามารถพึ่งเพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยทั้งข้อมูล กำลังคน มาตรการทางชีวภาพ กลไกเศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนควบคู่กันอย่างเป็นระบบ
ตลอดช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างกรมประมงได้ดำเนินมาตรการควบคุมปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจับออกจากแหล่งน้ำ การรณรงค์ในพื้นที่ และการส่งเสริมให้นำปลาที่จับได้ไปใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การผลิตปลาป่น น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ ไปจนถึงการแปรรูปเป็นอาหาร เช่น ปลาแดดเดียว น้ำปลา ปลาร้า แจ่วบอง และข้าวเกรียบ
อย่างไรก็ตาม ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ทนต่อสภาพน้ำกร่อยและน้ำเค็ม ทำให้การ “กำจัดให้หมด” ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในระยะสั้น แนวทางการจัดการในปี 2569 จึงเริ่มขยับจากการมองปลาหมอคางดำเป็นเพียง “ศัตรูต่างถิ่นที่ต้องกำจัด” ไปสู่การ “ควบคุมประชากรด้วยการใช้ประโยชน์” เพราะ ยิ่งจับออกจากธรรมชาติได้มากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยควบคุมประชากรปลาได้มากขึ้นเท่านั้น
ภายใต้แนวคิดนี้ คำว่า “ใช้ประโยชน์” จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการ หากปลาหมอคางดำที่จับได้สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน หรือมีปลายทางรองรับในระบบเศรษฐกิจ การจับปลาออกจากแหล่งน้ำก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณภาครัฐเพียงด้านเดียว
ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เริ่มผลักดันแนวคิด “กำจัดผ่านการใช้ประโยชน์” อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านการจัดเวทีสัมมนา การระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการ ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางเปลี่ยนปลาหมอคางดำจาก “ภาระของระบบนิเวศ” ให้กลายเป็น “วัตถุดิบทางเศรษฐกิจ” ภายใต้กรอบควบคุมที่เหมาะสม
หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมาก คือ โมเดล “3 ก.” ได้แก่ “มนุษย์กิน สัตว์กิน พืชกิน” ซึ่งเป็นการสร้างปลายทางรองรับปลาหมอคางดำให้ครบวงจร เริ่มจากการนำมาแปรรูปเป็นอาหารคน เช่น ปลาส้ม ปลาแดดเดียว ลูกชิ้นปลา น้ำพริก น้ำปลา หรือปลาร้า ขณะเดียวกัน ปลาขนาดเล็กหรือปลาที่ไม่เหมาะสำหรับการบริโภคโดยตรง สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตปลาป่น อาหารสัตว์น้ำ อาหารปูทะเล หรืออาหารกุ้งได้ ส่วนปลาที่เหลือยังสามารถนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพสำหรับภาคเกษตร
แนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่เริ่มมีตัวอย่างการดำเนินงานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการนำปลาหมอคางดำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพใช้ในสวนผลไม้และพื้นที่เกษตรบางแห่ง ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรในการลดต้นทุน ขณะเดียวกัน กลุ่มชาวประมงและวิสาหกิจชุมชนบางพื้นที่ก็เริ่มรับซื้อปลาเพื่อนำไปแปรรูป หรือส่งต่อเป็นวัตถุดิบในห่วงโซ่อาหารสัตว์น้ำ
ข้อมูลจากเวทีสัมมนาของกมธ.วุฒิสภายังระบุว่า ปลาหมอคางดำจำนวนมากถูกนำไปใช้ผลิตปลาป่นและน้ำหมักชีวภาพแล้วในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า การใช้ประโยชน์กำลังถูกยกระดับเป็นหนึ่งใน “เครื่องมือจัดการประชากรปลา” ที่ภาครัฐให้ความสำคัญมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ยังมีข้อควรระวัง นักวิชาการและภาคประชาชนบางส่วนกังวลว่า หากปลาหมอคางดำมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเกินไป อาจนำไปสู่การลักลอบเพาะเลี้ยง หรือการเคลื่อนย้ายปลาไปยังพื้นที่ใหม่โดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น เงื่อนไขสำคัญของการใช้ประโยชน์จึงต้องอยู่บนหลักการว่า “จับจากธรรมชาติเท่านั้น” ไม่เปิดช่องให้เกิดการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ และต้องมีระบบกำกับดูแลการรับซื้อ การขนส่ง และการแปรรูปอย่างชัดเจน
ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์ปลาหมอคางดำกำลังสะท้อนบทเรียนสำคัญของประเทศไทยในการจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นว่า เมื่อการระบาดเดินทางมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ง่าย การแก้ปัญหาอาจไม่ใช่เพียงการ “กำจัดให้หมด” แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการ “บริหารจัดการให้สมดุล” โดยใช้ทั้งมาตรการควบคุมทางนิเวศ เศรษฐกิจชุมชน และความร่วมมือของประชาชนควบคู่กัน
ท้ายที่สุด การจัดการปลาหมอคางดำ คือการทำให้จำนวนของมันลดลงจนไม่สร้างผลกระทบต่อปลาพื้นถิ่น แหล่งทำกิน และวิถีชีวิตของผู้คน พร้อมเปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นภาระ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทางออกที่ชุมชนมีส่วนร่วมได้จริง.


