เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อโครงการแลนด์บริดจ์ โดยระบุว่า
ในเชิงหลักวิชาทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นโครงการที่มีศักยภาพและควรได้รับการสนับสนุน เนื่องจากจะช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก เพิ่มทางเลือกนอกเหนือจากเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกา
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ จะเป็นอีก “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยปรับภูมิทัศน์โลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยไทยจะได้รับอานิสงส์จากการเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งระดับโลก ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Project)
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงการต้องดำเนินควบคู่กับการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ที่ดิน และมิติทางสังคมอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาว พร้อมเสนอให้รัฐวางมาตรการรองรับอย่างรัดกุม
ในมุมของสถานการณ์โลก รศ.ดร.ดุลยภาคมองว่า ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกในปัจจุบัน ทำให้โครงการแลนด์บริดจ์มีความจำเป็นต้อง “เร่งจังหวะ” เพื่อช่วงชิงโอกาส โดยเฉพาะในบริบทที่เส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบมะละกาและบางพื้นที่ในมหาสมุทรอินเดียมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากไทยดำเนินการได้เร็ว จะช่วยดึงปริมาณการขนส่งสินค้าเข้ามาใช้เส้นทางผ่านไทยมากขึ้น
“หากทำได้เร็ว ไทยจะได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเรือสินค้าสามารถเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ เชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรได้ทันที” รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าว
อย่างไรก็ตาม การเปิดให้หลายประเทศเข้ามาลงทุน อาจทำให้ไทยกลายเป็น พื้นที่แข่งขันของมหาอำนาจ ดังนั้นรัฐต้องออกแบบนโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ประชาชนในพื้นที่ต้องได้ประโยชน์สูงสุด
สำหรับผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในภาคใต้ที่พบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ รศ.ดร.ดุลยภาคมองว่า เป็นการสะท้อนการเมืองแห่งความหวัง ของประชาชนที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจภาคใต้เติบโต และต้องการให้รัฐเข้ามาพัฒนาอย่างจริงจัง
“คนใต้คาดหวังว่า Mega Project อย่างแลนด์บริดจ์ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และทำให้ประเทศไทยมีบทบาทบนเวทีโลกมากขึ้น” เขากล่าว
ทั้งนี้ รศ.ดร.ดุลยภาคยังเปรียบเทียบว่า แนวคิดแลนด์บริดจ์มีความเหมาะสมในเชิงต้นทุนและความเสี่ยงน้อยกว่าการขุดคลอง เนื่องจากใช้ระบบขนส่งทางบกเชื่อมท่าเรือ ซึ่งสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่า และใช้งบประมาณน้อยกว่า.
