งานยากของรัฐบาล #ผักกาดหอม

ผักกาดหอม

เศรษฐกิจไทยโตช้าเป็นที่โหล่ของอาเซียน!
OECD องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และ IMF กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ๒ องค์การระหว่างประเทศประสานเสียง เศรษฐกิจไทยปี ๒๕๖๘-๒๕๖๙ มีแนวโน้มเติบโตช้าลง
GDP โตต่ำกว่า ๒%
เลวร้ายสุดอาจโตเพียง ๑.๕% ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน

สาเหตุหลักมาจากวิกฤตพลังงาน สงครามตะวันออกกลาง ภาษีสหรัฐฯ หนี้ครัวเรือนสูง โรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้น และการขาดเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่

มารูปนี้ภาษาข่าวเขาเรียกว่าปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง ปีหน้าเก็บกระดูก

ใช่ครับ!
ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลยมันจะเป็นเช่นนั้น
แล้วรัฐบาลอนุทินมีศักยภาพพอที่จะกอบกู้เศรษฐกิจหรือไม่

อยู่ที่วิธีคิดและแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลครับ เพราะโจทย์ที่มีก็เห็นๆ กันอยู่แล้ว ที่สำคัญเห็นมานานแล้วด้วย
แต่เหตุที่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาแก้ไขไม่ได้ เพราะมุ่งแก้ปัญหาการเมืองมากเกินไป จนละเลยปัญหาพื้นฐานของปัญหาเศรษฐกิจ

ใช่ครับนโยบายประชานิยมที่ทุกพรรคการเมืองใช้แข่งกันหาเสียงนั้น ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
กลับกันสร้างภาระด้านงบประมาณให้ประเทศมหาศาล

มือเศรษฐกิจของรัฐบาล “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” มีแนวทางอย่างไร

“…ต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีอยู่บนข้อจำกัดต่างๆ เพื่อยกเศรษฐกิจไทยขึ้นมา แต่ยกอย่างเดียวไม่พอ มันต้องเปลี่ยนเครื่องด้วย

รถยนต์เศรษฐกิจไทยมันเก่า เครื่องยนต์เก่า เทคโนโลยีเดิม วันนี้จะต้องเปลี่ยนเป็นรถใหม่ และเป็นเครื่องยนต์สีเขียวด้วย…”

นั่นคือสิ่งที่ “เอกนิติ” พูดก่อนไปเที่ยวสงกรานต์
ในงานแถลงนโยบายที่กระทรวงการคลังเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนที่ผ่านมา “เอกนิติ” พูดถึงปัญหาที่กำลังจะเปลี่ยนโลกแล้ว ยังพูดถึงการรับมือบริบทโลกยุคใหม่ผ่านนโยบาย 4T

Target (การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า)
Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด)
Transformation (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ)
และ Together (ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน)

เมื่อลงไปดูในรายละเอียด T แรกการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า คือใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ งบไขมันต่างๆ จะต้องถูกตัดทิ้งหมด

ไม่ว่าจะเป็น งบศึกษาดูงาน งบเดินทางต่างประเทศ
อะไรที่ฟุ่มเฟือยจะต้องโดนตัดทิ้ง

เพื่อนำงบประมาณที่มีอยู่ มาเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤต
ประกอบด้วยนโยบาย มาตรการเยียวยาพุ่งเป้าตรงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ ไทยช่วยไทย ประกอบด้วย คนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

BOI ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมมุ่งเป้า เช่น อาหาร และสุขภาพ
เพิ่มประสิทธิภาพของงบประมาณรายจ่าย เช่น ตัดงบเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ

Thailand Future Fund
Matching Fund รัฐ-ท้องถิ่น
Hometown Tax

T ที่สอง การเปลี่ยนผ่าน เพื่อช่วยคนไทย และเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับภาครัฐให้ทันสมัย ว่องไว และโปร่งใส

ปรับปรุงกฎหมายกติกาที่ล้าสมัย เชื่อมโยงกันด้วยข้อมูล ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน
เร่งรัด Green Transition ภาคขนส่งและพลังงาน
เร่งทำ Direct PPA เปิดให้ครัวเรือนซื้อขายไฟโดยตรง
ลงทุน Smart Grid Solar ในทุกภาคส่วน รัฐ/ชุมชน/ครัวเรือน/ธุรกิจ
พัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็น Seamless Government ใช้ Data ขับเคลื่อนการตัดสินใจ

T ที่สาม พลิกโฉมสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง สร้างโอกาสการเติบโตให้ไปถึงคนตัวเล็ก SMEs ชุมชน ผู้สูงอายุ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ลูกหลาน
ส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Digital, Bio, Green
ยกระดับแรงงานไทยผ่าน โครงการ Thailand Skill Bridge
สนับสนุนเทคโนโลยี เงินทุน และตลาด ให้ SME เข้าถึง Digital + Data + Platform
ปฏิรูประบบภาษี เน้นความง่าย อำนวยความสะดวก ด้วย Digital เอื้อให้คนเข้าระบบมากขึ้น
ปฏิรูปสินเชื่อคนตัวเล็กตัวน้อย Ari Score ปิดทางคนเป็นหนี้นอกระบบ ตั้งเป้าเสร็จภายในมิถุนายน-กรกฎาคม 2569

และ T สุดท้าย รวมพลัง การร่วมมือกันทั้งประเทศ ภาคเอกชนต้องเป็นผู้นําในการลงทุนนวัตกรรม และการสร้างงานใหม่ ภาครัฐต้องเป็นผู้สนับสนุนลดกฎที่ไม่จําเป็น ส่วนประชาชนทุกคน โอกาสนั้นจะเกิดผลได้ จริงก็ต่อเมื่อทุกคนลุกขึ้นมาคว้ามันด้วยตัวเอง

พื้นที่นําร่อง ทดลองนโยบายใหม่แบบครบวงจร ก่อนขยายผลทั้งประเทศ (เช่น Saraburi Model, ร้อยเอ็ด Model)
ร่วมกับ กกร.ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจร่วมกัน Re-Invent Thailand

เปิด sandbox ให้เอกชน-สตาร์ทอัป-ชุมชน ร่วมทดลองและพัฒนานโยบายจริง
One Government บริการรัฐไร้รอยต่อ เชื่อมหน่วยงานรัฐเป็นระบบเดียว ลดขั้นตอน ลดต้นทุนประชาชน
Open Data/Open Government เปิดเผยข้อมูล สร้างความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ
ผสานกองทุนรัฐ-เอกชน-ต่างประเทศ เร่งลงทุนเศรษฐกิจใหม่

“เอกนิติ” ยังบอกว่า “ถ้าจำเป็น” อาจต้องผ่อนคลายวินัยการคลัง

ครับ…นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” แต่ที่เหนือกว่านโยบายคือ “วิธีคิด” เพราะนั่นจะนำไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมาย
เป้าหมายของ “เอกนิติ” คือ ขยายสัดส่วนการลงทุนในประเทศเพิ่มเป็น ๓๐% ต่อ GDP จากระดับ ๒๓% ในปัจจุบัน
มุ่งเป้าไปยังการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

นั่นคือเป้า ๔ ปีทั้งของภาครัฐและเอกชน
ถามว่าเป้าหมายแบบนี้สามารถทำได้จริงหรือไม่
ก็ไม่ยากเกินไปหรอกครับหากตั้งใจและลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่เน้นตอบสนองผลประโยชน์ทางการเมืองมากจนเกินงาม

ในแง่วิกฤตโลกที่เกิดขึ้น ประชาชนได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า รัฐบาลไม่มีทางทำงานแบบเดิมได้ นี่คือฐานความคิดเบื้องต้นที่รัฐบาลต้องยอมรับโดยอัตโนมัติ

หลังจากนี้รอดูฝีมือครับว่า “การลงมือทำ” จะถูกทิศทางหรือไม่
ถ้าทำไม่ได้ประเทศไทยคงสลบยาว ยากจะฟื้นตัว
แต่ถ้าทำได้ ประชาชนจะสรรเสริญครับ.

Line Open Chat *เพิ่มช่องทางการรับข่าวสาร จากเว็บไซต์ *อ่านคอลัมน์ เปลว สีเงิน ก่อนใคร *ส่งตรงถึงมือทุกคืน *เปิดกว้างเพื่อแฟนคอลัมน์พูดคุยแบบกันเอง ทุกเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง สังคม ฯลฯ
Written By
More from pp
แถลงการณ์พรรคพลังประชารัฐ ยืนยัน สส.40 เสียงแสดงจุดยืนเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมส่งชื่อโควต้า 4 รมต.ของพรรคชุดเดิมทั้งหมด
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับพรรคพลังประชารัฐในขณะนี้นั้น พรรคพลังประชารัฐ  ขอเรียนชี้แจงต่อสมาชิกพรรค พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเพื่อทราบ ดังนี้ ที่ผ่านมาพรรคพลังประชารัฐได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอดตั้งแต่รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี  ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐได้มีมติเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยโดยได้มีการแถลงข่าวร่วมกับพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอื่นๆไปเมื่อวันที่ 15...
Read More
0 replies on “งานยากของรัฐบาล #ผักกาดหอม”