เปลว สีเงิน
คนเรานี่นะ “บทจะดัง” ก็ดังง่ายๆ!
“หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม”
หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี ใช้ “คิวแทรก” ด้วยเวลาแค่ ๑.๒๐ นาที
“เสนอยกเลิกงบค่าอาหาร สส.มื้อละ ๕ แสนบาท”
และท่านประธานรัฐสภา “โสภณ ซารัมย์” หล่นกถามุขก่อนตอบนักข่าวในเรื่องนี้ว่า….“ตลก”!
เท่านั้นแหละ….
ทั้งท่านประธานโสภณและสส.วรงค์ “ดังตลาดแตก” ยิ่งกว่า “คลัสเตอร์บอมบ์” ที่อิหร่านยิงน้อมสนองอิสราเอลซะอีก!
เรียกว่า “ดังแฝด” ว่างั้นเถอะ!
แต่คนไหนดัง “ด้านดี” และคนไหนดัง “ด้านร้าย” ท่านคงรู้กันแล้วจากเสียงวิพากษ์-วิจารณ์ที่ยังไม่จบ
เขาวิพากษ์-วิจารณ์กันว่าไง ผมคุยไปเต็มสองรูหูท่านแต่วานซืนแล้ว แต่ติดค้างตรงที่ เสนอด้านหมอวรงค์ไปด้านเดียว
ยังไม่ได้นำด้านที่ “ท่านประธานโสภณ” อธิบายขยายความถึงแก่นของเรื่องเลย แต่ท่านก็โดนรุมตรงเปลือกด้วยคำว่า “ตลก” ซะเละไปก่อนซะแล้ว
ฉะนั้น วันนี้ ทำตามพันธสัญญาที่บอกไว้เมื่อวานว่าจะนำคำอธิบายความฉบับเต็มของท่านประธานโสภณมาให้อ่านกัน
คิดว่า เมื่ออ่านกันแล้ว เข้าใจจิตเจตนาท่านแล้ว
จากที่ “ลงทัณฑ์ทางใจ” ต่อท่าน
น่าจะได้ลดโทษ เหลือแค่ “รอลงอาญา” เพราะจริงๆ แล้ว ใจท่าน ไม่ได้มีเจตนาต่อต้านค้านคัดเรื่องตัดงบอาหารสส.
เพียงแต่ “ปาก” ไป ก่อนสติจะมา เท่านั้น ซึ่งก็น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับท่าน ว่า
ตอนนี้อยู่ในสถานะ “ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ” แล้ว ไม่ใช่ สส.บ้านนอก เคยปากกับการเอ่ย “สร้อยคำ” นำหน้าในการพูดจากับชาวบ้าน อะไร-แบบไหน ก็ได้ เพราะเข้าใจและคุ้นเคยกัน
ท่านตำหนิหมอวรงค์ว่า เสนอเรื่อง “ไม่ถูกกาลเทศะ”
แต่ที่ท่านใช้คำว่า “ตลก” กับหมอวรงค์ นั่นก็ “ไม่ถูกกาลเทศะ” เช่นกัน!
ในฐานะประธานสภา มีคำอื่นหมื่นแสนที่จะพูดถึงสมาชิกสภาแบบผู้ใหญ่ ที่จะทำให้เกิด “ทัศนะสร้างสรรค์” ทั้งตัวท่านและทั้งตัวสมาชิกสภา
แต่ท่านไม่ใช้
กลับเลือกใช้คำว่า “ตลก” กับเรื่องที่หมอวรงค์เสนอ ตัดงบค่าอาหาร สส., ลดจำนวนผู้ช่วย สส.จาก ๘ เหลือ ๓ คน และ
ขอยกเลิกบำนาญ สส.
เรื่องที่เดิมพันด้วยภาษีประชาชนตั้ง ๕๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
มันไม่น่าใช่เรื่อง “ตลก” ใช่มั้ยครับ..ท่านประธาน?
แต่ท่านกลับเปิดหัวคำให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยคำว่า “ตลก”
มันก็ผิดกาลเทศะไปนิด จริงมั้ยท่าน?
เอาละ ผมก็พล่ามผิดกาลเทศะไปซะเยอะ เข้าเรื่องตามเนื้อหาที่ท่านตอบนักข่าว “คำต่อคำ” เป๊ะๆ เลย ก็แล้วกัน
ต่อไปนี้ เป็นคำให้สัมภาษณ์ของท่าน หลังมีเสียงวิพากษ์กระแทกกลับจากที่ท่านเอ่ยคำว่า “ตลก” ในวันแรก ดังนี้
…………………………………
คำให้สัมภาษณ์ “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนฯ
เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ผมให้สัมภาษณ์ และสื่อเขียนข่าว โดยเอาคำพูดของผมไปไม่จบ
ซึ่งที่ผมบอกว่า “ตลก” และอมยิ้ม ไม่ได้ตลกในเรื่องเสนอให้ตัดงบอาหารกลางวัน สส.
แต่ “ตลกคนที่อภิปราย” เพราะใช้เวลา “ไม่ถูกกาลเทศะ”
ผมทำงานเอาผลไม่ใช่เอาภาพ แต่ในสังคมเมื่อมีเรื่องเอาแต่ภาพมีข้อมูลจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เอาไปลงเพื่อให้สะใจทำให้สังคมเกิดความแตกแยก
การพูดในเวลาที่ไม่เหมาะสม ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเรื่องนี้มีการพูดกันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่แล้ว
มีหลายพรรคพูด แต่ไม่ได้รับการแก้ไข
“เมื่อผมมาทำงาน ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ ซึ่งสุดแล้วแต่สมาชิก ถ้าสมาชิกเอาอย่างไร ผมก็เอาเช่นนั้น”
วันนี้ ไม่ใช่มาแก้ข่าว
แต่มาขยายความตามข้อเท็จจริง เพราะประชาชนอาจจะมองไม่เห็น ๒ มุม ในเรื่องนี้ คือ
๑.สภามีสวัสดิการให้สมาชิกหรือไม่ ถ้ามีเหมาะสมหรือไม่?
๒.ไม่มีสวัสดิการ เมื่ออาสาเข้ามาแล้วก็ไม่ต้องเอาสวัสดิการ ดังนั้น จึงต้องชั่งน้ำหนักว่า มีความเหมาะสมหรือไม่?
แต่ในยุคสมัยของผม….
“ต้องได้รับการแก้ไขด้วยเหตุผลและความเหมาะสม”
ทั้งนี้ หากสิ่งไหนที่ประชาชนไม่ชอบ ประชาชนเบื่อ ก็อย่าทำ ไม่เช่นนั้น เราจะสร้างศรัทธาไม่ได้
และการทำงานต้องสามัคคี
พวกผมทั้งสามคนจะทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี เพียงแต่ผมไม่ได้พูดว่าประเทศไทยยุคนี้ ไม่มีฮีโร่ไหน จะเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศได้ นอกจาก “ความร่วมมือ” ของคนในชาติ
ฉะนั้น ผมพูดชัดเจนว่า “ต้องการจะสื่อความหมายถึงประชาชน” ว่า
“เรื่องใดที่เป็นอุปสรรค เรื่องใดที่ทำให้สภาไม่สง่างาม ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ฉะนั้น การแก้ไขปัญหาประเทศไม่ใช่วาทกรรม แต่อยู่ที่การกระทำ
ขอใช้เวลาหน่อย เพราะเพิ่งทำงาน ผมไม่ใช่คนทำงานหิวแสง ไมค์จ่อปากไม่ได้…เพ้อไปเรื่อย
ช่วงนี้ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการเข้ามาทำงาน ก็ต้องอธิบาย และใช้เวทีสื่ออธิบายให้ประชาชนรู้ว่า เราจะทำอะไร อย่างไร เพื่อความเข้าใจ
ถ้าประชาชนขาดศรัทธาตั้งแต่แรก ก็ยากที่เขาจะให้ความร่วมมือ เพราะตอนนี้ คนเข้าใจผิดว่า “โสภณล้านปี ไม่ยอมแก้ไข”
ซึ่ง ๑๐๐ ปี ก็แก้ไขได้ เรื่องจริงตอน “สภาอู่ทอง” เขาก็เลี้ยงเช่นนี้
แต่ไม่ใช่ว่า สภาอู่ทองเลี้ยงแล้ว วันนี้จะเลิกไม่ได้ ถ้าเป็นสถานการณ์ที่เหมาะสม แต่ต้องขอเวลา”
“ดราม่า คำว่าตลกพอแล้ว…ไม่ต้องมาถามผมอีก”
ต่อไปประเด็น “เรื่องอาหารกลางวัน” ไม่ต้องมาถามผมอีก เพราะผมบอกแล้วว่า “สิ่งไหนที่เกิดประโยชน์ก็จะทำ….ไม่ติด”
(นายโสภณ อธิบาย “ที่มา-ที่ไป” ของงบ “อาหารกลางวัน” ของสส.ว่า)
“โครงการอาหารกลางวัน ไม่ใช่นโยบายของประธานสภา แต่เป็นงบประมาณที่ฝ่ายเลขาฯ “จัดเป็นสวัสดิการ”
ซึ่งเป็นการของบประมาณไว้ที่การ “จัดทำงบประมาณประจำปี”
“ถ้าไม่อยากมี ก็ตัดงบนี้ออก”
ซึ่งเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการพิจารณา เพราะเป็นการทำงานตามอำนาจหน้าที่
ถ้าเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายเลขาฯ เสนอ อำนาจไหนที่ผมตัดสินใจได้ ผมก็จะตัดสินใจ
แต่อย่าลืมว่าการทำงานร่วมกัน ต้องฟังความเห็นของคนทำงานร่วมกัน และผู้ปฏิบัติด้วย
ฉะนั้น ต้องอยู่ด้วยความสมเหตุสมผล”
………………………………………..
เอาละ สะสางเรื่องตลกในบ้านเราไปแล้ว ก็ไปดูเรื่องที่ไม่ค่อยตลกในบ้านคนอื่นบ้าง
“เฮียทรัมป์” ของผมท่าจะแย่แฮะ!
ดูทีท่าจะพาสหรัฐฯ ทั้งประเทศมาตายกับทรายตื้นที่อิหร่านซะแล้วก็ไม่รู้
อย่าว่าแต่มิตรประเทศเมินหน้าหนีเลยครับ พัดลมก็ยังส่ายหนี ไม่มีใครเอาด้วยกับการรบอิหร่าน
ท่านตั้งท่าจะส่งหน่วยนาวิกฯ มายกพลขึ้นบก ขอบอกไว้เลย นั่นเท่ากับ “ส่งมาตาย”!
ที่เจ็บแสบ คุยกันไปแหมบๆ เมื่อวานว่า “หยวนเปโตร” จะเข้ามาแทนที่ “เปโตรดอลลาร์” ในการซื้อขายน้ำมัน
ก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ เมื่อ ๑๗ มีนา.เรือบรรทุกน้ำมัน “การาจี”
ขนน้ำมันดิบจาก “อาบูดาบี” มุ่งหน้า “ปากีสถาน” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปแบบเบิร์ดๆ
ทำไมอิหร่านจึงยอมให้ผ่าน?
คำตอบคือ เรือการาจี ใช้ “เงินหยวน” จ่ายค่าธรรมเนียมให้อิหร่าน และตอนนี้ มี ๗-๘ ประเทศ
พร้อมใช้ “เปโตรหยวน” ซื้อขายน้ำมันกับอิหร่านแถมยังได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้ชาวเปโตรดอลลาร์อิจฉา!
เป็นอันว่า “ปิดฉาก” เงินสกุลดอลลาร์ในตลาดซื้อขายน้ำมันในตะวันออกกลาง “เงินหยวน” ของจีนเข้ามาแทน
ทรัมป์ชักหนาวกลางทะเลทรายหน้าร้อนซะแล้ว ลางหายนะ “อินทรีกลายเป็นอีแร้ง” ปรากฎให้เห็นขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งจากคนในทีมงานทรัมป์เอง
“โจเซฟ เคนต์” ผอ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ
บ๊าย..บาย จากทรัมป์ โดยระบายถึงสาเหตุไว้ในจดหมายลาออก ประหนึ่ง “ตบหน้า” ทรัมป์
“ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด”
ท่านแปลจดหมายลาออกของเคนต์ไว้ โดยเริ่มต้นว่า
#ด่วน อยากให้ทุกท่านได้อ่าน
#เพจเราบอกมานานแล้วว่าเป็นแผนอิสราเอลที่ดึงสหรัฐฯ แต่ติ่งยิวไม่เชื่อ
#คิดว่า เมื่อเคนต์พูด คงจะเชื่อแล้วนะ
…………………………………
ท่านประธานาธิบดีทรัมป์
หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ผมได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ
โดยมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ผมไม่สามารถสนับสนุนสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในอิหร่านได้ด้วยมโนธรรมอันสุจริต อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามเร่งด่วนต่อประเทศของเรา
และเป็นที่ชัดเจนว่า เราก่อสงครามครั้งนี้ขึ้น เพราะแรงกดดันจากอิสราเอลและกลุ่ม “ล็อบบี้อิสราเอล” ที่ทรงอิทธิพลในอเมริกา
ผมสนับสนุนค่านิยมและนโยบายต่างประเทศที่ท่านหาเสียงไว้ในปี 2016, 2020 และ (2024)
ซึ่งท่านได้ดำเนินการจริงในสมัยแรกของท่าน จนถึงเดือนมิถุนายน 2025 ท่านยังเข้าใจดีว่า
สงครามในตะวันออกกลางเป็นกับดักที่พรากชีวิตอันมีค่าของวีรชนชาวอเมริกัน และทำให้ความมั่งคั่งของชาติเราร่อยหรอลง
ในสมัยแรกของท่าน ท่านเข้าใจดีกว่าประธานาธิบดีสมัยใหม่คนใดว่า จะใช้กำลังทหารอย่างเด็ดขาด โดยไม่ทำให้เราต้องติดหล่มในสงครามที่ไม่รู้จบได้อย่างไร
ท่านแสดงให้เห็นแล้ว ด้วยการสังหารกอเซ็ม สุไลมานี และการปราบปรามไอซิส
ในช่วงต้นของรัฐบาลนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลและบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในสื่ออเมริกันได้เผยแพร่ปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งบ่อนทำลายแนวทาง America First ของท่านอย่างสิ้นเชิง
และปลูกฝังบรรยากาศสนับสนุนสงครามเพื่อผลักดันให้เกิดสงครามกับอิหร่าน
ห้องสะท้อนเสียงนี้ ถูกใช้เพื่อหลอกให้ท่านเชื่อว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนต่อสหรัฐฯ
และหากท่านโจมตีในตอนนี้ จะมีเส้นทางสู่ชัยชนะอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นคำโกหก และเป็นยุทธวิธีเดียวกับที่อิสราเอลใช้ลากเราเข้าสู่สงครามอิรักอันหายนะ
ซึ่งคร่าชีวิตชายหญิงผู้กล้าของเราหลายพันคน เราไม่อาจทำผิดซ้ำอีกได้
ในฐานะทหารผ่านศึกที่เคยออกปฏิบัติการรบ 11 ครั้ง และในฐานะสามีของผู้ได้รับเหรียญทองผู้สูญเสีย ภรรยาอันเป็นที่รักของผม “แชนนอน” ในสงครามที่อิสราเอลเป็นผู้สร้างขึ้น
ผมไม่อาจสนับสนุนการส่งคนรุ่นต่อไป ไปสู้และตายในสงครามที่ไม่ก่อประโยชน์ใดต่อประชาชนอเมริกัน
และไม่อาจชอบธรรมต่อการสูญเสียชีวิตของชาวอเมริกันได้
ผมภาวนาให้ท่านไตร่ตรองว่า เรากำลังทำอะไรในอิหร่าน และเรากำลังทำเพื่อใคร
เวลาสำหรับการตัดสินใจที่กล้าหาญ คือเวลานี้ ท่านสามารถเปลี่ยนเส้นทางและกำหนดแนวทางใหม่ให้แก่ประเทศของเรา
หรือปล่อยให้เราถลำลึกสู่ความเสื่อมถอยและความโกลาหล ท่านถือไพ่ทั้งหมดอยู่ในมือ
เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้ทำงานในรัฐบาลของท่าน และได้รับใช้ชาติอันยิ่งใหญ่ของเรา
โจเซฟ เคนต์
ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ
……………………………………………
ผมอ่านแล้วตรองตาม
มองเห็นอย่างหนึ่งว่า สำหรับทรัมป์ คำว่า “ศักดิ์ศรี-หน้าตา” มีความหมายน้อยกว่า “ผลประโยชน์”
ในความโดดเดี่ยว และการรบที่ไม่เห็นทางชนะอิหร่าน
สุดท้ายแล้ว ทรัมป์ก็สันดานอเมริกันนั่นแหละ เมื่อไม่ชนะ ก็ถอนตัวกลับบ้านไปดื้อๆ ทิ้งให้อิสราเอลดวลกับอิหร่านตัวต่อตัว
ถึงตรงนี้ อยากฝากให้ “ไทย-นอมินี” ทั้งที่พะงัน ทั้งที่ปายและในอีกหลายจังหวัด รวมทั้งรัฐบาล พึงสำเหนียก
“ประเทศไทยไม่ใช่แผ่นดินในพันธสัญญา”!
เหนื่อยกับการขับไล่เขมรที่ “บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว” มาแล้ว
อย่าทิ้งปัญหาไว้เป็นมรดกบาปให้ “คนรุ่นต่อไป” ต้องรบราขับไล่ยิวที่เข้ามายึดไทยเป็น “แผ่นดินพันธสัญญา” ในเวลานี้เลย!
เปลว สีเงิน
๑๙ มีนาคม ๒๕๖๙

