7 มกราคม 2569 การเปิดตัว “ดรีมทีม” ของพรรคภูมิใจไทย ที่ดึงบุคคลจากนอกแวดวงการเมืองอย่าง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” มาเป็นรัฐมนตรีสมัยหน้าและคนรุ่นใหม่ของพรรค อย่าง “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มาแล้วในรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่จะมาร่วมทำงานอีกครั้งหากได้รับเลือกตั้งและฟอร์มทีมรัฐบาลได้ ถูกยกว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองไทย
“ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ ของพรรคภูมิใจไทย ก็ยังย้ำว่า นี่คือการเมืองที่เปิดกว้างให้มืออาชีพเข้ามาทำงาน เพราะปัญหาของประเทศไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองที่จะเข้ามาช่วยกันทำ แต่ปัญหาของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ที่นักการเมืองต้องชวนคนที่อยู่นอกวงการมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เป็นความจริงใจของพรรคภูมิใจไทย และเป็นสิ่งใหม่ๆ ของพัฒนาการสำหรับพรรคการเมือง
เป็นที่น่าสังเกตว่าหลายพรรคการเมืองเริ่มใช้ยุทธศาสตร์แบบเดียวกันนี้ ดึงบุคลากรนอกแวดวงการเมืองเข้ามามีบทบาทเชิงนโยบายมากขึ้น เพื่อเสริมภาพลักษณ์ด้านความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพในการบริหารประเทศ
ขณะที่ ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ยังมองว่า พรรคภูมิใจไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะแกนนำรัฐบาล กำลังแสดงให้เห็นถึงความเป็นพรรคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของทีมบริหารประเทศมากขึ้น จากการเปิดตัว “ดรีมทีม” ท่ามกลางการแข่งขันทางการเมืองที่หลายพรรคยังถกเถียงกันเรื่องจำนวน สส. และการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยกลับเลือกส่งสัญญาณอีกด้านหนึ่ง คือความพร้อมด้านทีมบริหาร
“พรรคภูมิใจไทย” ถูกจับตามองว่าเป็นพรรคที่น่าจะมีความพร้อมมากที่สุดในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่กระแสเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีผลงาน มีเครือข่าย และมีทีมงานที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว โดยเฉพาะ แคนดิเดตนายกฯ อย่างนาย อนุทิน ชาญวีรกูล ถูกมองว่าเป็นผู้ครองความได้เปรียบในฐานะผู้นำประเทศ มีบารมีสูง เข้าใจระบบราชการ และรักษาเสถียรภาพการเมืองได้ดี มีจุดเด่นเรื่องการบริหารความมั่นคง
ขณะที่ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ชี้ว่าจุดแข็งที่แท้จริงของพรรคภูมิใจไทย คือการผสานบ้านใหญ่ ที่แข็งแรงที่สุดในระบบการเมืองไทย เข้ากับทีมเศรษฐกิจและทีมต่างประเทศรุ่นใหม่ ทำให้พรรคมีทั้งฐานรากในพื้นที่ และความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนและต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน
ในอดีตการจัดตั้งทีมบริหารของรัฐบาลมักอาศัยบุคคลที่เติบโตจากระบบพรรคการเมืองเป็นหลัก แต่กรณีของพรรคภูมิใจไทยถือเป็นการ “ข้ามเส้น” จากการเมืองแบบตัวแทน ไปสู่การบริหารแบบอิงความเชี่ยวชาญเป็นศูนย์กลาง
ปรากฏการณ์ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเปิดตัวบุคคล แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า การเมืองไทยจะสามารถผสานความเป็นมืออาชีพเข้ากับระบบการเมืองได้มากน้อยเพียงใด และจะกลายเป็นต้นแบบให้พรรคการเมืองอื่นได้เดินตามรอยพรรคภูมิใจไทย.
