๓๑ มกรา “พิธาต้องรอด”! – เปลว สีเงิน

เปลว สีเงิน

น้อมสำนึกไว้บ้างก็ดีนะ…พิธา
ที่ “รอด” น่ะ
รอดเพราะ “อดีตและปัจจุบัน” ทางเหตุการณ์ในด้านไต่ส่วนของคณะ “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”
จากคำเบิกความ “นายคิมห์ สิริทวีชัย” ผู้ลงนามการประชุมผู้ถือหุ้น ITV ตะหาก
ศาลฯ นำข้อเท็จจริงทางเอกสารหลักฐานนั้นมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยทั้งนิติธรรมและดุลยธรรม
จนมีคำวินิจฉัยออกมา “เป็นคุณ” ที่พิธาได้รับ

ลำพังคำ “แก้ตัว-แก้ต่าง” ของพิธา ทั้งประเด็นถือหุ้น iTV นิดเดียว อ้างไม่เป็นการครอบงำสื่อ ทั้งเรื่องโกหกว่าโอนแล้วแต่ศาลจับได้ว่า “ไม่ได้โอน” และทั้งประเด็นหุ้นมรดก
ต่างๆ นานานั้น ศาลฯ บอก “ผิดทั้งหมด”!

ที่พิธารอด ไม่ใช่รอดเพราะ “ไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อ” และไม่ได้รอดเพราะ “ถือหุ้นน้อยหรือมาก”
หากแต่รอดเพราะเหตุการณ์ตามมุมวินิจฉัยของศาลฯ ตรงว่า สปน.ยกเลิกสัญญาและไอทีวีไม่มีคลื่นความถี่ทำสื่อได้อีกแล้ว

ตั้งแต่ มี.ค.๕๐ จนถึงปัจจุบัน ทั้งบริษัทไอทีวี งบดุลก็เป็น ๐ มาตลอด
ฉะนั้น…. “วันที่พิธาลงสมัคร สส.
“บริษัทไอทีวี ไม่ได้ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ”

ตรงนี้ มีคนแย้งเชิงสงสัยตามแง่มุมกฎหมาย ว่า
“บริษัทไอทีวียังไม่เลิกกิจการ เพียงหยุดชั่วคราว แล้วต่อไป ถ้าทำสื่ออีกล่ะ เช่น เป็นสำนักข่าว รับจ้างเผยแพร่ข่าวสาร และพิธายังถือหุ้นอยู่ อย่างนี้ ในตอนนั้น จะเข้าข่าย “ถือหุ้นสื่อ” หรือไม่?”

ในมุมมองผม……
การพิจารณาวินิจฉัย ศาลฯ จะเน้นอดีตและปัจจุบัน พูดชัดๆ ศาลฯจะไม่ตัดสินในเรื่องที่ยังไม่เกิด เพราะอนาคต เป็นเรื่องคาดเดา

เห็นได้จากที่นายคิมห์เบิกความว่า….
“หากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้บริษัทไอทีวีชนะคดี จะมีการพิจารณาอีกครั้ง ระหว่างกรรมการบริษัท และผู้ถือหุ้น ว่าบริษัทจะดำเนินกิจการต่อไปหรือไม่

ซึ่งอาจประกอบกิจการสื่อมวลชนหรือประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์บริษัทข้อใดข้อหนึ่งจาก ๔๕ ข้อ ก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต”

ก็จะเห็นว่า ศาลฯ ไม่นำด้านอนาคตมาเป็นเงื่อนไขสู่การวินิจฉัยชี้ขาดล่วงหน้า

ครับ ก็ “คุยหลังข่าว” กันนิดๆ หน่อยๆ
ประกอบกับหมั่นไส้ ที่รอดแล้ว ให้สัมภาษณ์เป็นพระเอกหนังข่าวว่า “ทำให้เขาเสียเวลาไป ๖ เดือนกว่า”
ใครอยู่ใกล้ๆ วานซักตื๊บเถอะ!

เสียเวลาเพราะตัวเองมัวไปเล่นว่าว หรือช้าเพราะศาลท่านวินิจฉัยช้า พูดให้ชัดซิ อย่าเอาแต่ดีใส่ตัว… ไอ้ตูดหมึก?

ศาลให้ส่งคำให้การ “สองครั้ง-สองครา”
ตัวเองกระบิด-กระบวนขอเลื่อน “ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า” กว่าจะส่งให้ศาลฯ ได้ ทอดเวลาไปอีก ๒-๓ เดือน
แบบนี้ “ใครทำให้ช้า” พูดซิ อย่าให้อาตมาต้องเซด!

เมื่อวาน “ฟันธง” ไปว่า…
“๓๑ มกรา” คดีพิธานำเรื่องแก้ไข-ยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ไปหาเสียงเลือกตั้ง
พิธาก็จะ “รอดอีก”!

วันนี้ ท่ามกลางเกือกปลิว ผมก็ยังยืนยันความเห็นนั้น
ผมไปเข้าทรงมาหรือไง?

ไม่หรอก ผม “พิเคราะห์ความ” ตามประเด็นโจทย์น่ะ!

โจทย์ “นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ทนายความอิสระ ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั่นแหละ
เรื่องกฎหมาย เห็นต่างกันได้ แต่ในความเห็นต่างนั้น
อย่าด่วนใช้ความรู้สึก “สรุป” โดยไม่พิเคราะห์ให้ถ่องแท้

ฉะนั้น ถ้าอยากรู้ ๓๑ มกรา.คำวินิจฉัย “มีความน่าจะเป็น” เช่นใด อ่านโจทย์ให้เข้าใจ ก่อนตอบ

โจทย์ ว่าดังนี้…..
“การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล
ที่เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ …) พ.ศ…เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งและยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคหนึ่งหรือไม่?”

ก็จะเห็นว่าคำร้องเพียงให้ศาลฯตีความตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๙

“บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้” เท่านั้น

ไม่มีการให้ยุบพรรค หรือ ให้ตัดสิทธิ์ทางการเมือง, สิทธิ์ลงสมัครสส.แต่อย่างใด!!
ผมจึงฟันธงว่า “พิธา-ก้าวไกล” รอด ๑๐๐%

เพราะไม่มีประเด็นให้ยุบพรรค ไม่มีประเด็นเป็นบทลงโทษพิธา
ศาลฯ ก็จะวินิจฉัยตามกรอบคำร้องเท่านั้น

ต่อเมื่อศาลฯ มีคำวินิจฉัยอย่างใด-อย่างหนึ่ง สมมุติว่าที่”พิธา-ก้าวไกล”ทำนั้น เข้าข่ายผิดตามมาตรา ๔๙

นั่นแหละ คำวินิจฉัย นั้น…
จะนำไปสู่การร้องให้ “ยุบพรรค” ในขั้นตอนต่อไป!

ดูเหมือนนายธีรยุทธ ไปยื่นให้กกต.ตรวจสอบกรณีหาเสียงให้ “ยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา ๑๑๒” ของพิธา-ก้าวไกลไว้แล้ว

ว่าเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเป็นประมุข
ตาม “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ” ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๙๒(๑) (๒) หรือไม่ ตั้งแต่ พค.๖๖

ตรงนี้แหละ ……
ถ้า ๓๑ มค.ศาลฯวินิจฉัยว่า การหาเสียงนั้น เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ ละก็
นำไปสู่ “ดาบ ๒” คือยุบพรรค, เพิกถอนสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งกก.บห.พรรคยกชุด
ตาม “พรป.พรรคการเมือง” มาตรา ๙๒(๑) (๒)ทันที!

มาตรา ๙๒ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

(๑)กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

(๒) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(๓) กระทำ การฝ่าฝืนมาตรา ๒๐ วรรคสอง มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๗๒ หรือมาตรา ๗๔

(๔) มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง
ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น

ก่อนจะถึงตรงนั้น ต้องผ่านด่านแรก คือผลคำวินิจฉัย ในวันที่ ๓๑ มกรา.นี้ก่อน เข้าใจมั้ย!

ฉะนั้น ๓๑ มกรา.ไม่มีเรื่องยุบพรรค เรื่องตัดสิทธิพิธา

มีแค่ว่า การหาเสียงด้วยมาตรา ๑๑๒ นั้น
“เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคหนึ่งหรือไม่?” เท่านั้น!

ถ้าเข้าข่าย เชิญพิธา-ก้าวไกล ที่ตะแลงแกง ๒
ถ้าศาลฯ วินิจฉัยว่า “ไม่เข้าข่าย”
เชิญพิธารับป้าย “ว่าที่นายกฯ ว่าว” ส่ายหัวกินลมต่อไป

ซึ่งผมมองว่า “ไม่เข้าข่าย”
เพราะการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องทำได้ตามรัฐธรรมนูญ

ที่มองว่า “พิธา-ก้าวไกล” หาเสียง จะเสนอร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้น

ประเด็นแรก มาตรา ๑๑๒ เป็นเพียงมาตราหนึ่งในกฎหมายลูกคือ “พรบ.ประมวลกฎหมายอาญา”
ตามหลักการ “กฎหมายทุกฉบับ” ย่อมแก้ไขเพิ่มเติมได้

และการแก้ไข ต้องทำโดยสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่ทำตามอำเภอใจพรรคหนึ่ง-พรรคใด เพียงพรรคเดียว
ขนาดกฎหมายแม่คือ “รัฐธรรมนูญ” ยังแก้ไขเพิ่มเติมได้แล้วทำไม กฎหมายลูก จะแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้?

ประเด็นมีอยู่ว่า “จะแก้ไขเพิ่มเติมด้วยเนื้อหาและถ้อยคำแบบไหน อย่างไร” นั่นตะหากที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าล้มล้างหรือไม่ล้มล้าง?!

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ บอก ตัวรัฐธรรมนูญเอง ยังให้แก้ไขเพิ่มเติมได้ กระทั่งหมวด ๑ หมวด ๒ หรือหมวด ๑๕
โดยมีเงื่อนไขว่า…..

ต้องให้ออกเสียง “ประชามติ” ก่อนว่า เห็นชอบกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมนั้นๆหรือไม่?

เมื่อดูตามนี้ ข้อบังคับการหาเสียงของกตต. “โพลกเพลก” เอง เป็นช่องให้ก้าวไกล นำมาตรา ๑๑๒ ไปหาเสียง ทางเทคนิกโจรการเมือง

เพราะประมวลกฎหมายอาญามีตั้งร่วม ๔๐๐ มาตรา เสนอแก้มาตราอื่นๆ ไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง
แล้วเอามาตรฐานอะไรมาชี้ว่า แก้มาตรา ๑๑๒ “เป็นการล้มล้าง” ทั้งที่เป็น ๑ ใน ๓๙๘ มาตรากฎหมายอาญาด้วยกัน

ประเด็นจึงอยู่ตรงเจตนา เพราะมาตรา ๑๑๒ เกี่ยวกับ “พระมหากษัตริย์” โดยเฉพาะ นั่นแหละ
“พิธา-ก้าวไกล” ภายใต้นักกฎหมายล้มเจ้า
จึงใช้ช่องนี้ อาศัย คำว่า ๑๑๒ ซึ่งรู้กันหมายถึงใคร “จุดชนวน-ตั้งประเด็น”
“กวนตีนสังคม”!

แน่จริง ให้มันเขียนคำร่างแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ออกมาให้เห็นจะจะ เลยซี จะได้ชัดลงไปจากตัวร่างแก้ไขนั้น ว่า

“เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๙ วรรคหนึ่งหรือไม่?”

แค่หาเสียง จะเสนอร่างแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ลอยๆ กว้างๆ มันยังเวิ้งว้าง จะชี้ชัดลงไปถึงขั้น “ล้มล้าง”

ผมว่า…มันยังหรอก!

เปลว สีเงิน
๒๖ มกราคม ๒๕๖๗

Written By
More from plew
ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง
“เรือเหล็กลุงตู่” ออกจากท่า “เดินหน้า” เต็มสูบกันได้ซะที ต่อจากนี้ บ้านเมืองไปโลด! กับฝ่ายค้าน ไม่ต้องไปกลัวเขา แต่ต้องให้เกียรติเขา ในฐานะหุ้นส่วน “บริษัทรัฐสภา จำกัด”...
Read More
0 replies on “๓๑ มกรา “พิธาต้องรอด”! – เปลว สีเงิน”