อย่าแอบหลังม็อบ – ผักกาดหอม

ผักกาดหอม

สืบเนื่องมาจากการแชร์ โควตคําพูดของ “สมชาย  ปรีชาศิลปกุล” ที่ว่า

 ….กล้าทำก็กล้าแสดงตัวด้วย

   ใครคือผู้พิพากษาที่ตัดสินไม่ให้ประกันตัวแกนนำราษฎร ช่วยแสดงตัวให้ชัดเจนหน่อยครับ ปกติถ้าเป็นคำพิพากษาเห็นต้องมีตรายางประทับชื่อแบบอ่านออกไว้ข้างล่างลายเซ็น หรือไม่ก็เป็นตัวพิมพ์อันชัดเจน
ทำไมในคำสั่งกรณีแบบนี้จึงไม่มี ไม่ต้องหวั่นเกรงอะไรมิใช่หรือหากเชื่อมั่นว่าเป็นการวินิจฉัยด้วยหลักวิชาอย่างแท้จริง….

    มีการเอาไปขยายความอย่างแพร่หลายในโซเชียลกลุ่มสามนิ้ว

    นั่นเป็นเหตุให้ “ชูชาติ ศรีแสง” อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng  แจกแจงเป็นข้อๆ ตามไปดูครับ…

    ….นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง เขียนดูแคลนผู้พิพากษาที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแกนนำม็อบราษฎรว่า ไม่กล้าแสดงตัว ฯ

    ….ในฐานะที่เคยรับราชการเป็นผู้พิพากษามา ๓๔ ปีเศษและเคยเป็นอาจารย์บรรยายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เป็นเวลา ๑๗ ปี ขอชี้แจงข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงดังนี้

    ……๑.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ว่ากรณีใดต้องทำเป็นคำพิพากษาหรือทำเป็นคำสั่ง

    ……๒.เรื่องปล่อยชั่วคราวที่กล่าวไว้ในมาตรา ๑๐๖ ถึงมาตรา ๑๑๙ ทวิ กำหนดให้ทำเป็นคำสั่ง ศาลจึงต้องยึดถือปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว

    ……๓.การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องของแกนนำม็อบราษฎรที่อุทธรณ์คำสั่งศาลอาญาที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยทำเป็นคำสั่ง ไม่ได้ทำเป็นคำพิพากษา จึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว

   ……๔.คำที่ประชาชนทั่วไปเรียกกันว่า “ตัดสิน” หรือ ภาษากฎหมาย เรียกว่า “พิพากษา” นั้น ตามกฎหมายให้ใช้ในกรณีที่ต้องวินิจฉัยเนื้อหาที่เป็นข้อพิพาทแห่งคดี แต่คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ไม่ใช่การวินิจฉัยเนื้อหาที่เป็นข้อพิพาทแห่งคดี ผู้ที่รู้กฎหมายไม่เรียกว่า “ตัดสิน” แต่เรียกว่า “คำสั่ง”

    ……๕.คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องตามข้อ ๓ เป็นรูปแบบคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาที่มีใช้กันมานานนับสิบปีแล้ว โดยองค์คณะผู้พิพากษา ๓ ท่านลงลายมือชื่อและประทับตราศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี โดยไม่พิมพ์รายชื่อองค์คณะผู้พิพากษา เพราะไม่ใช่คำพิพากษาที่องค์คณะต้องลงลายมือชื่อและที่ต้องพิมพ์รายชื่อองค์คณะผู้พิพากษาด้วย  และไม่ใช่เพิ่งมีเฉพาะคำสั่งคำร้องคดีแกนนำม็อบ ทั้งไม่ใช่เพราะองค์คณะผู้พิพากษาไม่กล้าแสดงตัวหรือหวั่นเกรงอะไรอย่างที่นายสมชายกล่าวหาอย่างดูแคลน

    ……องค์คณะผู้พิพากษาดังกล่าวกล้าแสดงตัวเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างแน่นอนโดยไม่หวั่นเกรงอะไร เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มคนที่ยุยงส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชนนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวกระทำผิดกฎหมาย แต่ตัวเองแอบอยู่ข้างหลังม็อบ

    ……๖.ถ้าผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีไม่กล้าแสดงตัวหรือหวั่นเกรงอะไรก็คงไม่มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๒๐ ปี จำคุกจำเลยตลอดชีวิต หรือประหารชีวิตจำเลย เพราะองค์คณะผู้พิพากษาลงลายมือชื่อและได้พิมพ์รายชื่อองค์คณะผู้พิพากษาไว้ในคำพิพากษาด้วยทุกคดี….

    กลับไปดูโควตคำพูดของนายสมชาย อีกทีครับ

    ท่อนแรกใช้คำว่า “คำพิพากษา”
ท่อนหลังบอกว่า “คำสั่ง”

    ฉะนั้นนายสมชายรู้อยู่แล้วว่า “คำพิพากษา” กับ “คำสั่ง” นั้นแตกต่างกันอย่างไร

    แต่ที่สงสัยคือ เมื่อรู้อยู่แล้ว ทำไมถึงยังมีเจตนานำมาบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ?

    นายสมชายเป็นใคร?
รองศาสตราจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    เป็นศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เนื่องในโอกาสครบรอบ ๗๗ ปี ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.๒๕๕๕

    ได้รับรางวัลวิจัยระดับดี จากสภาวิจัยแห่งชาติ  ประจำปี ๒๕๖๐
ชื่องานวิจัย เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยการ
สนับสนุนของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

    มีงานเขียนที่โด่งดังในหมู่คนคอเดียวกันชื่อ “เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”
“สมชาย ปรีชาศิลปกุล” ให้เหตุผลในการใช้ชื่อนี้ว่า  เพราะในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นชัดในสังคมไทยก็คือ เห็นบทบาทของตุลาการที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย

    “…ในที่นี้มีความหมายอย่างเฉพาะเลยคือเข้ามาเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ การออกนโยบาย การออกกฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การตัดสินการเลือกตั้ง  การเอาคนออกจากตำแหน่ง ฯลฯ ในช่วง ๑๐ ปีกว่าๆ  องค์กรตุลาการเข้ามาทำหน้าที่นี้ชัดเจนมากขึ้น

    มันเลยทำให้แต่เดิมที่ปัญหาหลายเรื่องตุลาการจะไม่เข้ามาเกี่ยว แต่ในตอนนี้ ตุลาการจะเข้ามาตัดสินชี้ขาด ในขณะที่สถาบันอื่นๆ โดยเฉพาะสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งขอบเขตอำนาจมันน้อยลง ถูกตัดแข้งตัดขามากขึ้น

    เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่กำลังเป็นแบบนี้ คือมีการเลือกตั้ง มี ส.ส. มีพรรคการเมือง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เวลาเกิดปัญหาให้ต้องชี้ขาด ตุลาการกลับเข้ามาทำหน้าที่…”

    “….ก่อนปี ๒๕๔๙ ตุลาการยังไม่เข้ามามีบทบาทในทางการเมืองที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

    แม้ก่อนหน้านี้เรามีศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีคำตัดสินที่โน้มเอียงไปทางสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลถูกฟ้อง นายกรัฐมนตรีถูกฟ้อง ศาลก็ยังให้การสนับสนุน     แต่หลังปี ๒๕๔๙ เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า ‘ตุลาการภิวัฒน์’ ที่อำนาจตุลาการเริ่มเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด….”

    ฉะนั้นไม่ได้แปลกใจอะไร
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไม่มีความรู้
แต่เป็นทัศนคติในการมองปัญหา
เมื่อมีอคติ
ความรู้ที่มีจึงถูกบดบังด้วยอคติ
นี่คือปัญหาใหญ่ที่นักวิชาการยุคนี้หลายๆ คนประสบอยู่

    นับแต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เป็นต้นมา คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ถูกเปลี่ยนมาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ และขยายอำนาจ ไปสู่การถอดถอนฝ่ายการเมือง

    มิใช่จู่ๆ ศาลลุกขึ้นมามีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารเสียเอง

    ก่อนปี ๒๕๔๙ ศาลรัฐธรรมนูญมิได้สนับสนุนฝ่ายบริหารตามที่นายสมชายพยายามบิดเบือน

    คดีซุกหุ้นทักษิณ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติ ๘ ต่อ  ๗ ว่า ทักษิณมิได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จ และ “ทักษิณ” ใช้คำว่าบกพร่องโดยสุจริต

    แต่ “ประเสริฐ นาสกุล” ประธานศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยคดีนี้ เขียนคำวินิจฉัยส่วนตนอบรม “ทักษิณ” ถึงความเห็นแก่ตัว

    และในยุคของระบอบทักษิณ ข่าวคราวการวิ่งเต้นตุลาการและการแทรกแซงองค์กรอิสระได้ดำเนินไปอย่างกว้างขวางต่อเนื่อง จนกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบบิดเบี้ยว

    นี่คือความจริงในอดีตและนายสมชาย ก็น่าจะรับรู้มาโดยตลอด
ก็อย่างที่ท่านชูชาติบอก ความจริงวันนี้มีพวกแอบหลังม็อบ
นายสมชายเองก็รู้ตัวดีว่า ตนเองเข้าข่ายหรือไม่.

Written By
More from pp
“อนุทิน” ตอบชัดไปอังกฤษ ไม่เคยพบ “ทักษิณ”
31 มกราคม 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวลือ เรื่องนายอนุทิน...
Read More
0 replies on “อย่าแอบหลังม็อบ – ผักกาดหอม”